คอลัมน์ : เขียนเพื่อคิด

สองมือของจีน ไปกันคนละทิศละทาง
เมื่อสิ้นสุดโลกยุคสงครามเย็นประมาณปี พ.ศ. 2534 สหรัฐอเมริกาได้ก้าวขึ้นเป็นประเทศมหาอำนาจหรือเจ้าโลกแต่ผู้เดียว โลกตกอยู่ในยุคที่เรียกว่า One Polar World จนกระทั่งถึงประมาณปี พ.ศ. 2560 โลกได้เปลี่ยนสภาพจากยุค One Polar World มาเป็นโลกยุค Multi Polar World ด้วยการถีบตัวขึ้นมายิ่งใหญ่ของจีนและรัสเซีย ไม่ว่าจะด้วยการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ การพัฒนาองค์ความรู้ และขีดความสามารถทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยเฉพาะเทคโนโลยีทางด้านการสื่อสาร ซึ่งจีนได้พัฒนาขึ้นมาเป็นเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่เป็นที่ 2 รองจากสหรัฐอเมริกา ส่วนรัสเซียอาจจะยังมีความล้าหลังในเรื่องเศรษฐกิจอยู่บ้าง แต่ด้านอื่นๆ ก็ยังแข็งแกร่ง
ในการนี้ จีนนั้นมีความตั้งใจและมุ่งมั่นที่จะขึ้นมาเป็นเจ้าโลกเหนือสหรัฐอเมริกาในทุกๆ ด้าน แม้กระทั่ง
ความคิดอ่านว่า ระบบระบอบการเมืองการปกครองแบบพรรคเดียวนำพาเหมาะสมและเป็นคุณประโยชน์ต่อประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายได้ดีกว่าระบบระบอบการเมืองแบบเสรีประชาธิปไตย
เพื่อแสดงความยิ่งใหญ่ของจีน จีนก็ได้เพิ่มบทบาทในเวทีต่างๆ ของโลกโดยเฉพาะในกรอบขององค์การสหประชาชาติ และร่วมริเริ่มการจัดตั้งองค์กรร่วมมือระดับภูมิภาคทั้งทางด้านความมั่นคงปลอดภัย และการพัฒนาเศรษฐกิจ และการพัฒนาคุณภาพชีวิต เช่น Shanghai Cooperation Organization – SCO และ BRICS และได้ริเริ่มการร่วมมือเส้นทางสายไหมใหม่ภายใต้ชื่อ Belt and Road Initiative – BRI ให้เป็นเครื่องมือกลไกของจีนในการให้ความร่วมมือช่วยเหลือประเทศต่างๆ ทั่วโลกในทวีปเอเชีย แอฟริกา
และอเมริกาใต้ ไปจนถึงบางประเทศในยุโรป ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ท่าเรือ ท่าอากาศยาน สถานที่ทำการและการคมนาคม ไปจนถึงการลงทุนในกิจการเหมืองแร่การพัฒนาการเกษตรและอุตสาหกรรมอุปโภค-บริโภคและชิ้นส่วนต่างๆ โดยจีนได้จัดตั้งธนาคารภายใต้ชื่อ Asian Infrastructure Investment Bank – AIIB เพื่อการดังกล่าวด้วย และในกรอบ BRICS ก็ได้มีการจัดตั้งธนาคาร New Development Bank – NDB เพื่อเป็นทางเลือกทางหนึ่งแทนการพึ่งพาธนาคารโลกและธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย เป็นต้น อีกทั้งก็ได้มีการส่งเสริมให้มีการใช้เงินตราประจำประเทศเพื่อการทำมาค้าขายระหว่างกัน แทนการพึ่งพาเงินสกุลดอลลาร์ของสหรัฐอเมริกาเป็นหลักดังที่เคยเป็นมาอย่างยาวนาน
ในขณะเดียวกัน จีนก็ได้เพิ่มค่าบำรุงสมาชิกองค์การสหประชาชาติจากประมาณร้อยละ 2 ขึ้นมาเป็น
ร้อยละ 20 ถือเป็นที่ 2 รองจากสหรัฐอเมริกาในระดับอัตราร้อยละ 22 และบัดนี้บุคลากรของจีนได้เข้ารับตำแหน่งประธานองค์การ FAO (อาหารและเกษตรกรรม) และองค์กรอนามัยโลก (World Health Organization – WHO) อีกทั้งยังได้เพิ่มจำนวนทหารเป็น 1,800 คน เพื่อเข้าร่วมในกองกำลังสันติภาพของสหประชาชาติ เป็นลำดับที่ 8 ของสมาชิกองค์การสหประชาชาติ
ทั้งหมดนี้อาจกล่าวได้ว่า จีนมีมือข้างหนึ่งที่งดงาม ที่สร้างสรรค์
แต่ทว่าในขณะเดียวกัน อีกมือข้างหนึ่งของจีน ก็ดูจะเป็นมือที่น่าสะพรึงกลัว ดังจะเห็นได้จากการที่จีนได้เสริมกำลังทัพในทะเลจีนตอนใต้ และทำการคุกคาม ข่มขู่ฟิลิปปินส์ประเทศคู่กรณีการพิพาทเขตแดนทางทะเลอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังมีการซ้อมรบทางทะเลและอากาศรอบๆ หมู่เกาะทางตอนเหนือของญี่ปุ่น สืบเนื่องมาจากการพิพาทพื้นที่ทางทะเลกับญี่ปุ่น ไปจนถึงการแสดงแสนยานุภาพและซ้อมรบอย่างต่อเนื่องในช่องแคบไต้หวันและในบริเวณทางทะเลและอากาศรอบๆ เกาะไต้หวันหรือสาธารณรัฐจีน ซึ่งจีนแผ่นดินใหญ่เห็นว่าเป็นส่วนหนึ่งของจีนทั้งหมด โดยจีนเกาะไต้หวันจะแยกออกไป แล้วประกาศตัวเองเป็นรัฐอิสระมิได้ ทั้งนี้ก็มีข้อเท็จจริงที่ว่าสงครามกลางเมืองระหว่างจีนคอมมิวนิสต์ กับจีนรักชาติ (Nationalist) ยังมิแล้วเสร็จและยังค้างคาอยู่ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1949 (พ.ศ. 2492) ซึ่งเป็นเรื่องที่จีนทั้ง 2 ฝ่ายจะต้องหาข้อยุติด้วยสันติวิธี หรือด้วยการใช้กำลังกันต่อไป
นอกจากนั้น จีนก็ขาดความโปร่งใสในเรื่องการใช้แม่น้ำโขงตอนบน อีกทั้งจีนก็ได้มาพัฒนาท่าเรือเรียมของกัมพูชาในอ่าวไทยให้เป็นท่าเรือแบบทวิภารกิจ คือเพื่อการพาณิชย์และเพื่อกิจการทางทหาร และล่าสุดจีนก็ได้มาจัดตั้งฐานทัพอากาศใกล้กับกรุงเวียงจันทน์ ประเทศลาว ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงสถานะของลาว และกัมพูชา ให้เป็นประเทศ “ลูกสมุน” ของจีน และคุกคามความเป็นหนึ่งเดียวกันของประชาคมอาเซียน และเป็นการคุกคามต่อความมั่นคงของไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม และอินโดนีเซีย โดยตรง อีกทั้งก็เป็นการกระตุ้นมิให้สหรัฐอเมริกาและประเทศพันธมิตร เช่น ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย จะนั่งนิ่งเฉยได้ ซึ่งก็จะทำให้อ่าวไทยต้องมาเป็นสนามแข่งขันอิทธิพลกันระหว่างจีนกับสหรัฐฯ โดยใช่เหตุ
นอกจากนั้น จีนก็ยังได้เข้าไปแทรกแซงในการเมืองภายในของพม่า ด้วยการสนับสนุนฝ่ายกองทัพพม่าที่ได้ทำการปฏิวัติรัฐประหาร และก่อให้เกิดสภาวะสงครามกลางเมืองในประเทศพม่า และเป็นการแสดงออกซึ่งความไม่แยแสไยดีต่อความเพียรพยายามของประชาคมอาเซียนภายใต้ฉันทามติ 5 ประการ (Five Point Consensus) ที่จะนำพม่ากลับสู่ความปรองดองสมานฉันท์ และเป็นประเทศสมาชิกที่สร้างสรรค์ของประชาคมอาเซียน
โดยสรุปมือ 2 ข้างของจีนกำลังขยับเขยื้อนกันไปคนละทิศละทางแบบตรงกันข้าม ซึ่งถ้าจีนมีความเป็นมิตรกับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างแท้จริง และเป็นประเทศที่มีวุฒิภาวะ จีนก็จะต้องทบทวนตัวเอง แล้วให้ 2 มือของจีนยึดมั่นซึ่งกันและกันเพื่อกระทำการที่สร้างสรรค์ จริงใจ และจริงจังด้วยมิตรไมตรี
กษิต ภิรมย์
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

