คอลัมน์ : เขียนเพื่อคิด
ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา ประเทศพญาอินทรี กำลังเผชิญกับสามสงครามพร้อมกัน โดย 2 สงครามแรกเป็นสงครามร้อน คือ หนึ่ง สงครามยูเครน-รัสเซีย ที่สหรัฐฯ และสหภาพยุโรปให้การสนับสนุนฝ่ายยูเครนอยู่ กับสองคือสงครามระหว่าง พันธมิตรสหรัฐอเมริกา-อิสราเอล กับอิหร่าน ส่วนสงครามที่สาม เป็นสงครามเย็น นั่นคือสงครามกับจีน โดยทั้งสามสงครามนี้ยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติหรือคลี่คลายลง
นอกจากนั้น สงครามภายในบ้าน คือการที่สังคมอเมริกันกำลังเผชิญกับปัญหาค่าครองชีพถีบตัว ส่งผลให้เกิดความไม่มั่นคงแน่นอนในวิถีชีวิตของชาวอเมริกัน บวกกับความเหลื่อมล้ำที่ขยายตัวขึ้นระหว่างผู้มีอันจะกินอันน้อยนิด กับผู้คนส่วนใหญ่ นอกจากนั้นสังคมอเมริกันก็มีความแตกแยกและแบ่งแยก (Polarization) ทั้งในระดับการเมืองและในระดับความคิดอ่านของผู้คนต่างชาติพันธุ์ สีผิว และการนับถือศาสนาเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
ทั้งหมดนี้อาจกล่าวโดยรวมๆ ว่า ล้วนมาจากพฤติกรรม หรือเป็นฝีไม้ลายมือของตัวประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์เองที่คิดเองว่า สหรัฐอเมริกานั้นแสนจะยิ่งใหญ่เป็นอันดับหนึ่งของโลก หรือเป็นเจ้าโลก ดังนั้นจะทำการหนึ่งใดก็ได้ตามอำเภอใจแล้วผู้อื่นจะต้องยินยอม โอนอ่อน หรือคล้อยตามอย่างเลี่ยงไม่ได้ซึ่งมาจากพื้นฐานนึกคิดและความเชื่อที่ว่า “Might is Right” แปลเป็นไทยได้ว่า “พลังอำนาจคือความถูกต้อง” โดยไม่ต้องคำนึงว่าผู้อื่นต่างก็มีศักดิ์ศรีมีปัญญา ทำให้กล้าที่จะเผชิญกับปัญหาต่างๆ บนพื้นฐานของความถูกต้องชอบธรรม แม้แต่การเข้าต่อสู้ให้ถึงที่สุด
ทั้งรัสเซีย อิหร่าน และจีน ที่สหรัฐฯ มองเป็นฝ่ายตรงข้าม ต่างก็เจอกับมาตรการคว่ำบาตร (Sanctions) จากฝ่ายสหรัฐอเมริกา และพันธมิตรยุโรปอย่างแสนสาหัส แต่ก็สามารถประคองตัว ไม่ล่มสลายไปตามความคาดหมายของฝ่ายตะวันตก แถมก็ยังคงอยู่ได้อย่างอดทน อีกทั้งรัสเซีย จีน และอิหร่านก็ได้หันไปร่วมมือกันอย่างแข็งขัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ทั้งทางด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจ โดยมีเกาหลีเหนือเข้ามาร่วมสมทบอีกด้วย กลายเป็นป้อมปราการทางภูมิรัฐศาสตร์ที่น่าเกรงขาม จนไม่ใช่เรื่องง่ายที่ฝ่ายสหรัฐฯ จะเข้าไปคุกคามหรือบ่อนทำลายได้โดยง่ายอีกต่อไป
ในขณะเดียวกัน ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ก็แสดงออกชัดเจน ถึงการไม่รักษามิตรภาพ หรือถนอมน้ำใจพันธมิตรประเทศทั้งหลาย ไม่ว่าจะด้วยนโยบายขึ้นภาษีศุลกากร ด้วยการตัด-ลดงบประมาณความร่วมมือพัฒนา-ช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลาย โดยเห็นว่าเป็นภาระที่ไม่จำเป็น แถมยังได้ตัดสินใจที่จะถอนตัวจากองค์การระหว่างประเทศต่างๆ หรือนัยหนึ่งไม่ร่วมดำเนินการในกรอบพหุภาคี (Multilateral Framework) ซึ่งแต่เดิมคือการแสดงออกถึงการร่วมแรงร่วมใจกันเสริมสร้างความเจริญก้าวหน้าของประชาคมโลก แต่วันนี้ สหรัฐฯ ได้ตีตัวออกมาแบบ “ข้าไปคนเดียว” และใช้มาตรการฝ่ายเดียว (Unilateral) ที่เอาตัวเองเป็นที่ตั้ง ไม่แคร์ ไม่แยแส ไม่คิดที่จะร่วมมือกับผู้ใดทั้งสิ้น
ทั้งหมดนี้ก็หากจะกล่าวเชิงพุทธศาสนา ก็คงกล่าวว่า ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ นั้นเต็มไปด้วย “อัตตา” ไม่ตระหนักว่ามนุษย์เป็นสัตว์สังคมที่จะต้องอยู่ร่วมกัน ช่วยเหลือ เกื้อกูล และให้ความเคารพต่อกันและกัน
ผลที่เป็นที่ประจักษ์คือ ความเหนื่อยหน่าย เอือมระอา ของมิตรประเทศ ส่วน “ฝ่ายศัตรู”อันได้แก่ รัสเซีย จีน อิหร่าน เกาหลีเหนือ ก็ยิ่งจับมือกันอย่างแข็งขันยิ่งขึ้น ไม่สะทกสะท้าน และในขณะเดียวกันที่บ้านคะแนนนิยมต่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และพรรครีพับลิกันของเขาก็ตกต่ำลง จนมีการคาดการณ์ว่า ในการเลือกตั้งทั่วไป ครึ่งเทอม(Mid-term Elections) ในเดือนพฤศจิกายนปีนี้นั้น มีความเป็นไปได้ว่า พรรคเดโมแครตจะกุมชัยชนะมีเสียงข้างมากในสภาคองเกรส ทั้งในระดับวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร ไปจนถึงตำแหน่งผู้ว่าการมลรัฐต่างๆ อีกด้วย
ก็หวังว่า ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ยังคงมีสติปัญญาเหลือหรออยู่พอที่จะลดความอหังการ์ลง รวมถึงมีความถ่อมตัวยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่จำเป็น มิใช่ต่อชาวอเมริกันเท่านั้น หากแต่ยังส่งผลต่อชาวโลกโดยทั่วไปอีกด้วย เพราะจะอย่างไรก็ตามสหรัฐอเมริกายังอยู่ในฐานะที่จะช่วยจรรโลงความเจริญก้าวหน้าและสันติสุขให้กับชาวโลกได้ แต่ผู้ที่เป็นผู้นำสหรัฐอเมริกานั้นจะต้องเป็นผู้นำที่แท้จริง
กษิต ภิรมย์
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

