หมอวี สะท้อนวิกฤตค่าตอบแทน ฉ.11-ฉ.12 ชี้เป็นภาระเชิงโครงสร้าง เผยปี 68 ได้งบเพียง 16%

วันที่ 7 พฤศจิกายน 2569 นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย สมาชิกวุฒิสภา (สว.) และรองประธานกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา โพสต์เฟซบุ๊กถึงประเด็นค่าตอบแทนเบี้ยเลี้ยง ฉ.11 ว่า ฉ.11 ฉ.12 : หนี้ที่รัฐยังไม่จ่าย ให้คนที่ไม่เคยหยุดทำงาน!
ตีสองของคืนหนึ่ง ในโรงพยาบาลชุมชนเล็ก ๆ ที่ห่างตัวเมืองหลายสิบกิโลเมตร พยาบาลคนหนึ่งยังยืนอยู่ข้างเตียงคนไข้ หมอเวรเพิ่งรับเคสอุบัติเหตุรายที่สาม เภสัชกรยังจัดยาไม่เสร็จ
พวกเขาไม่รู้ว่าค่าตอบแทนเดือนนี้จะได้ครบหรือไม่ แต่ไม่มีใครเดินออกจากเวร
นี่คือภาพจริงของบุคลากรสาธารณสุขทั่วประเทศ ในวันที่ปัญหา ฉ.11 และ ฉ.12 ยังไม่ได้รับการแก้ไข
ฉ.11 และ ฉ.12 คืออะไร?
ฉ.11 คือเบี้ยเลี้ยงเหมาจ่ายสำหรับบุคลากรในโรงพยาบาลชุมชนและ รพ.สต. ส่วน ฉ.12 คือค่าตอบแทนตามภาระงาน หรือ P4P ในโรงพยาบาลศูนย์และโรงพยาบาลทั่วไป ทั้งสองเป็นระเบียบของกระทรวงสาธารณสุข ออกมาเพื่อรักษาคนเก่งไว้ในระบบรัฐ และให้คนในชนบทมีหมอ มีพยาบาลดูแล
ปัญหาอยู่ที่ไหน?
ระเบียบออกโดยรัฐ แต่เงินที่รัฐจัดให้ไม่พอจ่าย
ปีงบประมาณ 2568 โรงพยาบาลได้งบส่วนนี้เพียง 1,921 ล้านบาท หรือราว 16% ของที่ต้องจ่ายจริง พอจ่ายได้ประมาณ 2 เดือน อีก 10 เดือนที่เหลือ โรงพยาบาลต้องควักเงินบำรุงของตัวเองจ่ายแทนรวมเกือบหมื่นล้านบาทต่อปี
ในอดีต รัฐเคยจัดงบเบี้ยเลี้ยงเหมาจ่ายให้เต็มจำนวน แต่ปัจจุบันเหลือเพียงราวหนึ่งในห้า
เงินบำรุงที่ควรใช้ซื้อเครื่องมือ ซ่อมตึก พัฒนาบริการ จึงถูกใช้จ่ายค่าแรงแทน เมื่อรวมกับงบบัตรทองที่ไม่สะท้อนต้นทุนจริง โรงพยาบาลจำนวนมากจึงเงินบำรุงติดลบ และบางแห่งต้องค้างจ่ายค่าตอบแทนบุคลากร
ต้องพูดให้ชัดว่า โรงพยาบาลไม่ได้บริหารผิดพลาด และบุคลากรไม่ได้ขออะไรเกินสิทธิ นี่คือปัญหาเชิงโครงสร้างที่รัฐต้องรับผิดชอบ
ทางออกที่ควรเป็น
ระยะสั้น รัฐควรใช้งบกลางเคลียร์ยอดค้างจ่ายทั้งหมด และกำหนดให้ไม่มีโรงพยาบาลใดค้างจ่ายนานเกินกำหนด
ระยะกลาง ควรตั้งงบ ฉ.11 เต็มจำนวนไว้ใน พ.ร.บ.งบประมาณ เพราะเป็นนโยบายรักษาคนในชนบทของรัฐ ไม่ใช่ภาระของโรงพยาบาล ส่วน ฉ.12 รัฐควรอุดหนุนในสัดส่วนที่ชัดเจน
ระยะยาว ต้องปรับระบบการจ่ายเงินให้สะท้อนต้นทุนจริง และแยกค่าแรงบุคลากรออกจากงบดำเนินงาน
หลักง่าย ๆ คือ ใครออกระเบียบ คนนั้นต้องจัดงบให้
ในฐานะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา ผมจะติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด ทั้งการขอข้อมูลยอดค้างจ่ายจากกระทรวง และผลักดันให้มีงบรองรับในปีงบประมาณถัดไป
ถึงพี่น้องบุคลากรสาธารณสุขทุกคน
ผมเป็นหมอคนหนึ่งที่เคยอยู่เวรดึก เคยเหนื่อยจนอดกินข้าว ผมรู้ดีว่าทุกท่านทำงานหนักแค่ไหน และรู้ว่าการรอเงินที่เป็นสิทธิของตัวเองนั้นบั่นทอนใจเพียงใด
ขอให้รู้ว่า สิ่งที่ท่านทำมีคุณค่าเกินกว่าตัวเลขในสลิปเงินเดือน ทุกชีวิตที่ท่านช่วยไว้ ทุกครอบครัวที่ได้ลูกหลานกลับบ้าน คือผลงานของท่าน
ท่านไม่ได้สู้อยู่คนเดียว ประชาชนเห็น และผมเห็น เราจะช่วยกันส่งเสียงจนกว่าจะได้รับความเป็นธรรม
ขอบคุณที่ยังอยู่ ขอบคุณที่ยังไม่ทิ้งคนไข้ และขอบคุณที่เป็นหัวใจของระบบสาธารณสุขไทย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

