อ่านระหว่างบรรทัด : 9 พฤศจิกายน 2569

‘บุ๋ม ปนัดดา’ ไม่ใช่เหยื่อ ‘ตาข่ายสวรรค์ แม้มีช่องโหว่ แต่ไร้รูรั่ว’
คดี “บุ๋ม ปนัดดา วงศ์ผู้ดี” มูลนิธิองค์กรทำดีและพวก ยังอยู่ในชั้นพนักงานสอบสวน ผู้ต้องหายังถือเป็นผู้บริสุทธิ์ ยังต้องติดตามการต่อสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรมต่อไป
ก่อนหน้านี้ เกิดประเด็นดราม่า และข้อถกเถียงอย่างหนักว่า ใครคือเหยื่อ? ใครคือผู้สมรู้ร่วมคิด?
ประชาชนจำนวนไม่น้อย รู้สึกเห็นใจ และสงสาร บุ๋ม ปนัดดา
บางคนเคยมองว่า บุ๋ม ปนัดดา อาจเป็นเหยื่อถูกคนใกล้ชิดหลอกลวง หรือไม่?
แต่หลังจากที่ตำรวจสอบสวนกลาง ได้แถลงความคืบหน้าของคดี เปิดหลักฐานเส้นทางการเงินบางส่วน ทำให้สังคมเบิกตาโตด้วยความตกใจ เพราะส่วนใหญ่ไม่เคยทราบความจริงเกี่ยวกับการจัดการเงินบริจาค ดังที่ปรากฏเมื่อตรวจสอบเส้นทางการเงินดังกล่าว
“กรรม เป็นเครื่องชี้เจตนา” และ “เส้นเงิน” ก็คือหลักฐานสำคัญที่ไม่อาจแปรเปลี่ยนเป็นอื่นเหมือนคำพูดจากปากของมนุษย์
1.“ตาข่ายสวรรค์ แม้มีช่องโหว่ แต่ไร้รูรั่ว” (天网恢恢,疏而不漏)
สำนวนว่า “ตาข่ายสวรรค์ แม้มีช่องโหว่ แต่ไร้รูรั่ว”ถูกพล.ต.ต.สุวัฒน์ แสงนุ่ม รองผู้บัญชาการตำรวจ
สอบสวนกลาง (รอง ผบช.ก.) หยิบยกขึ้นมากล่าวในการแถลงข่าวของตำรวจสอบสวนกลาง เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2569
สำนวนนี้ จริงๆ มีที่มาจากคัมภีร์เต๋า ของเล่าจื๊อ หลังจากนั้น นักปราชญ์จีนได้ปรับถ้อยคำบางส่วนมาใช้สื่อถึงการปกครองบ้านเมืองด้วยกฎหมาย เพื่อสื่อถึงอำนาจของกฎหมายบ้านเมืองที่ไม่มีอาชญากรคนใดหนีพ้นได้
ตาข่ายสวรรค์ (天网恢恢) เปรียบเทียบกฎแห่งสวรรค์ กฎแห่งกรรม หรือกระบวนการยุติธรรม ว่าเป็นเหมือนตาข่ายผืนมหึมาที่แผ่ปกคลุมไปทั่วทุกหนแห่งอย่างกว้างใหญ่ไพศาล
แม้มีช่องโหว่ (疏) ในตอนแรก ตาข่ายนี้อาจดูเหมือนมีตาห่าง มีช่องว่าง หรือดูหละหลวม ทำให้ผู้กระทำความผิดชะล่าใจ คิดว่าตัวเองฉลาดพอที่จะหาช่องโหว่หลบหนีหรือปกปิดความผิดได้สำเร็จ
แต่ไร้รูรั่ว (而不漏) เมื่อเวลาผ่านไปหลักฐานและเหตุปัจจัยต่างๆ จะค่อยๆ บีบรัดเข้ามา จนในที่สุดตาข่ายผืนนี้จะกวาดจับผู้กระทำผิดไว้ได้โดยไม่อาจเล็ดลอดออกไปได้
2.แอบอ้างรับบริจาค ฉ้อโกงประชาชน โยกย้ายเงินเข้าบัญชีส่วนตัวกว่า 800 ล้านบาท
ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) เปิดเผยว่า ได้ดำเนินคดีกับมูลนิธิองค์กรทำดี และพวก
เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.4 บก.ปอศ. ร่วมกันจับกุมนางสาวปนัดดาฯ อายุ 50 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ที่ 6491/2569 ลงวันที่ 5 พฤศจิกายน 2569 ในข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา, ร่วมกันโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวงนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 และร่วมกันฟอกเงินตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542”
จับกุม บุ๋ม ปนัดดา ได้ที่บ้านพัก ย่านเกษตร-นวมินทร์ เขตลาดพร้าว กทม.

ส่วนนายอธิป ฯ อายุ 53 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ที่ 6492/2569 ลงวันที่ 5 พฤศจิกายน 2569 ในข้อหา “ร่วมกันฟอกเงิน ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542” จับกุมได้บริเวณ
ด้านหน้ากองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง
พฤติการณ์สืบเนื่องจาก มีประชาชนผู้มีจิตศรัทธาเข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน กก.4 บก.ปอศ. ว่าถูกชักชวนผ่านสื่อสังคมออนไลน์ให้ร่วมบริจาคเงินช่วยเหลือสาธารณกุศลและผู้ประสบอุทกภัย แต่พบข้อพิรุธว่าเงินไม่ได้ถูกนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์จริง
จากการสืบสวน พบว่า กลุ่มผู้ต้องหาอาศัยชื่อเสียงและความเป็นบุคคลสาธารณะ โพสต์ผ่านเพจเฟซบุ๊กเชิญชวนบริจาคเงินเข้าบัญชีส่วนบุคคลควบคู่กับบัญชีมูลนิธิฯ โดยมียอดเงินบริจาคหลั่งไหลเข้าบัญชีสะสมรวมกว่า 800 ล้านบาท
(แบ่งเป็นบัญชีส่วนบุคคลกว่า 600 ล้านบาท และบัญชีมูลนิธิฯ กว่า 200 ล้านบาท)
แต่เมื่อได้รับเงินมาแล้ว กลับมีการโยกย้ายถ่ายเทเงินเข้าบัญชีส่วนตัว นำไปใช้จ่ายส่วนตัว เช่น ชำระหนี้บัตรเครดิต ซื้อสินค้าแบรนด์เนม กองทุนรวม และโอนเงินผ่านสัญญาก่อสร้างอาคารพูลวิลล่าหรูใน จ.ภูเก็ต และ จ.ปทุมธานี แล้ววนเงินกลับมายังบัญชีผู้ต้องหา
นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังเข้าตรวจค้น 4 จุด ใน กทม. และปทุมธานี ตรวจยึดรถยนต์ Alphard, ทรัพย์สินมีค่า จิวเวลรี่, กระเป๋าแบรนด์เนม 32 ใบ, อาวุธปืน 5 กระบอก, รถยนต์ของมูลนิธิฯ 5 คัน, ใบอนุโมทนาบัตร 130 เล่ม และเอกสารสิทธิที่ดิน
เบื้องต้น ผู้ต้องหาให้การปฏิเสธในชั้นจับกุมและสอบสวนเบื้องต้น

3.เส้นเงิน หลักฐานที่หนักแน่น เหนืออารมณ์ดราม่าทุกอย่าง
การแถลงข่าวของตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ได้มีการเปิดเผยข้อมูลเส้นทางการเงินที่เกี่ยวข้อง พบว่า เส้นทางการเงินจากบัญชีรับบริจาคของมูลนิธิฯ 3 บัญชี ยอดเงินหมุนเวียนรวม 815 ล้านบาท
มีการโอนเงินออกไปใช้จ่ายส่วนตัวและผิดวัตถุประสงค์ของมูลนิธิฯ สูงถึง 527 ล้านบาท
ตำรวจแกะรอยเส้นทางการเงิน พบว่า เงินจำนวน 527 ล้านบาท ถูกโอนไปยังบัญชีส่วนตัว และนำไปแปลงเป็นทรัพย์สิน รวมถึงค่าใช้จ่ายส่วนตัวหลายรายการ เช่น
นำไปซื้อและผ่อนชำระบ้านพัก ที่ดินเปล่า คอนโดมิเนียม และพูลวิลล่า โดยตำรวจพบหลักฐานการโอนเงินกว่าร้อยครั้งที่เชื่อมโยงกับการสร้างพูลวิลล่า
นำเงินไปซื้อหุ้น และรถยนต์หรู/รถยนต์อีกหลายคัน (รวมประมาณ 20 คัน)
นำไปจ่ายค่าบัตรเครดิต ชำระค่าเบี้ยประกันชีวิต และซื้อกระเป๋าแบรนด์เนม ฯลฯ
หลักฐานเช่นนี้ สยบดราม่าทั้งหลายได้อย่างชะงักงัน ทำให้คนจำนวนมากเกิดอาการตาสว่าง
แม้บุ๋ม ปนัดดา และก๊อต อธิป ยังให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา ก็เป็นสิทธิของผู้ต้องหา
4.ตำรวจได้อายัดบัญชีธนาคารทั้งหมด 48 บัญชี เป็นเงินราว 104 ล้านบาท
หลังจากนี้ ตำรวจ บก.ปอศ.ก็รวบรวมรายการทรัพย์สินทั้งหมดส่งให้ ปปง. ดำเนินการตามกฎหมายฟอกเงิน ฟ้องศาลแพ่งต่อไป โดยปปง.อาจจะประกาศคุ้มครองสิทธิ เพื่อนำทรัพย์สินเหล่านี้มาจัดสรรเฉลี่ยคืนให้แก่ผู้ที่เคยโอนเงินบริจาคต่อไป
5.ตัวอย่างคดีรับบริจาคเงิน แล้วมีพฤติกรรมความผิดฉ้อโกงประชาชน ฟอกเงิน
คำพิพากษาของศาลหลายคดี วางแนวทางในการพิจารณาไว้ชัดเจน
หากผู้รับบริจาคมีเจตนาทุจริต หลอกลวงข้อเท็จจริงหรือนำเงินบริจาคไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตนจนผิดวัตถุประสงค์ จากที่ประกาศไว้ จะมีความผิดฐาน “ฉ้อโกงประชาชน” และหากมีการโอน ยักย้าย หรือนำไปซื้อทรัพย์สินอื่นเพื่อปกปิดแหล่งที่มา จะมีความผิดฐาน “ฟอกเงิน” ร่วมด้วย
ในทางปฏิบัติ คดีรับบริจาคที่พ่วงข้อหาฉ้อโกงประชาชน + พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ + ฟอกเงิน มักเกิดจากการโพสต์ชักชวนผ่านโซเชียลมีเดีย แล้วนำเงินไปซื้ออสังหาริมทรัพย์ รถยนต์ หรือใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ซึ่งศาลมีแนวทางการพิพากษา เช่น
คดีเปิดรับบริจาคช่วยสัตว์/ผู้ป่วยทิพย์ผ่านโซเชียล ศาลอาญามีคำพิพากษาลงโทษจำคุกผู้ต้องหาที่สร้างเพจเฟซบุ๊กนำภาพสัตว์บาดเจ็บหรือเด็กป่วยมาโพสต์ขอรับบริจาคซ้ำๆ โดยนับความผิดแยกเป็นรายกรรมตามจำนวนครั้งที่โพสต์หลอกลวง (เช่น 10–20 กระทง) และลงโทษจำคุกจริงสูงสุดเต็มเพดานกฎหมายคือ 20 ปี พร้อมสั่งให้คืนเงินแก่ผู้เสียหายที่ยื่นคำร้อง
เมื่อศาลพิพากษาว่ามีความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน (ซึ่งเป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายฟอกเงิน) การที่ผู้กระทำผิดโอนเงินบริจาคเข้าบัญชีญาติ แปลงเงินเป็นบ้าน ที่ดิน หรือทองคำ จะถูกตัดสินลงโทษในข้อหาฟอกเงินเพิ่มอีกฐานหนึ่ง และศาลแพ่งจะมีคำสั่งให้ทรัพย์สินเหล่านั้นตกเป็นของแผ่นดินหรือนำมาเฉลี่ยคืนแก่ผู้บริจาคผ่านทาง ปปง.
จุดตายที่ชี้ขาดว่า “ผิด” หรือ “ไม่ผิด” จะดูเจตนา และเส้นทางการเงินเป็นหลัก
6.ใครคือ “เหยื่อ” ในกรณีนี้?
กลุ่มผู้บริจาค คือ เหยื่อโดยตรง ผู้ที่โอนเงินเข้าบัญชีมูลนิธิฯ หรือบัญชีส่วนตัวของบุ๋มด้วยความศรัทธา โดยเฉพาะช่วงน้ำท่วมปี 2568 นี่คือผู้ที่ได้รับความเสียหายโดยตรง
ส่วนบุ๋ม ปนัดดา และพวก แม้จะมีเอฟซีบางส่วนเห็นอกเห็นใจ และขณะนี้ ยังไม่มีคำพิพากษา
แต่ดูจากพฤติกรรมที่ปรากฏตามเส้นเงินที่ตำรวจแถลงแล้ว น่าจะ “ไม่ใช่เหยื่อ” แน่นอน
ส่วนจะผิดมาก ผิดน้อย ผิดหนัก ผิดเบา อย่างไร
“กรรม เป็นเครื่องชี้เจตนา”
สันติสุข มะโรงศรี
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

