คอลัมน์ : คิด เขียน คุย

เรื่องจริงยิ่งกว่านิยายของ‘บุ๋ม-ปนัดดา’
เรื่องราวเกี่ยวกับ“บุ๋ม-ปนัดดา วงศ์ผู้ดี”ไม่ใช่นิยายน้ำเน่า แต่เป็นชีวิตจริงของสังคมไทย ที่มีประชากรประมาณ 66 ล้านคน หรือ 94 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนประชากรทั้งหมดเกือบ 70 ล้านคน นับถือศาสนาพุทธ แต่ปรากฏว่า มีคนไทยจำนวนไม่น้อยที่ดำเนินชีวิตโดยไม่อายและเกรงกลัวต่อบาปจากการทุจริตคดโกง
ในเบื้องต้นนี้ชื่อเสียงของ“บุ๋ม-ปนัดดา” ดาราและพิธีกรชื่อดังอดีตนางสาวไทย วัย 50 ปี ในฐานะประธาน “มูลนิธิองค์กรทำดี” ป่นปี้หมดในทางจริยธรรม ส่วนในทางอาญาจะต้องใช้เวลาอีกนานกว่าคดีจะถึงที่สุด เพราะวันนี้เป็นเพียงแค่การเริ่มต้นของการถูกดำเนินคดีจาก 3 ข้อหาของ“บุ๋ม-ปนัดดา” และนายอธิป อนันทวรรณ หรือ“ก๊อต” วัย 53 ปี ผู้เป็นสามี
ข้อหาแรก-ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญาฯ มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ, ข้อหาที่สอง-ร่วมกันโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ฯ ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฯ มีโทษเท่ากับข้อหาแรก และข้อหาที่สาม-ร่วมกันฟอกเงิน ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินฯ มีโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปี ถึง 10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2 หมื่นบาทถึง 2 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยทั้งสามข้อหานี้ นายอธิป อนันทวรรณ เป็นผู้ต้องหาเพียงข้อหาเดียว คือ“ร่วมกันฟอกเงิน” ส่วน“บุ๋ม-ปนัดดา” รับเต็มๆ ไปทั้งสามข้อหา
ส่วนในทางคดีนั้น จากการสืบสวนของกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) หรือ“ตำรวจเศรษฐกิจ” เจ้าของคดี พบธุรกรรมที่เข้าข่ายว่า“บุ๋ม-ปนัดดา”เบียดบังเงินบริจาคของประชาชนไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ และเกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน โดยมีการโอนเงินไปยังบัญชีส่วนตัว และของบุคคลที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนนำไปใช้จ่ายส่วนตัวในหลายรูปแบบ
ประการแรก “บุ๋ม-ปนัดดา”เปิดบัญชีธนาคารเพื่อรองรับเงินบริจาคไว้ทั้งหมดรวม 3 บัญชี และมีเธอเป็นผู้สั่งจ่ายแต่เพียงผู้เดียว โดยพบว่าตั้งแต่ปี 2558-2568 “บุ๋ม-ปนัดดา”ได้เชิญชวนให้ประชาชนร่วมบริจาคเงินผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งมีประชาชนร่วมบริจาคกว่า 3 ล้านครั้ง จาก 1 ล้านบัญชี มียอดเงินบริจาครวมทั้งสิ้นกว่า 815 ล้านบาท หลังจากนั้นได้มีการโยกย้ายเงินไปยังบัญชีส่วนตัวและบัญชีบุคคลใกล้ชิด รวมเป็นเงินกว่า 527 ล้านบาท
ประการที่สอง บัญชีแรกชื่อ“องค์กรทำดี”โดยนางสาวปนัดดา วงศ์ผู้ดี มียอดเงินรวมกว่า 600 ล้านบาท
เงินบัญชีนี้ถูกนำไปใช้ใน 12 กลุ่มรายการ รวมเป็นเงินประมาณ 520.77 ล้านบาท โดยพบรายการที่มีมูลค่าสูงสุดคือการโอนเงินไปยังบัญชีส่วนตัวของ“บุ๋ม-ปนัดดา”อีก 9 บัญชี รวมทั้งสิ้นประมาณ 243 ล้านบาท ส่วนรายการอื่นๆ ก็มี โอนให้สามี 99 ล้านบาท, โอนให้บิดา 4.6 ล้านบาท, โอนให้ช่างก่อสร้าง“พูลวิลล่า”ที่จังหวัดภูเก็ต 18 ล้านบาท, โอนให้คณะกรรมการมูลนิธิ 36 ล้านบาท และโอนให้นิติบุคคลของ“ช่างเอ๋” 2 แห่ง แห่งแรกเป็นเงินกว่า 2.4 ล้านบาท และอีกแห่งหนึ่ง 17 ล้านบาท
รวมทั้งยังมีการโอนเงินไปซื้อกรมธรรม์ประกันชีวิตโดย “บุ๋ม-ปนัดดา”เป็นผู้รับผลประโยชน์เป็นเงิน 10 ล้านบาท ซื้อกองทุนจำนวน 6 กองทุน 24 ล้านบาท และมีการโอนเงินจากบัญชีกองทุนไปซื้อเครื่องประดับและกระเป๋าแบรนด์เนม รวม 2.7 ล้านบาท อีกทั้งยังมีการถอนเงินจากเคาน์เตอร์ธนาคาร 30 ครั้ง รวมเป็นเงิน 42 ล้านบาท และยังพบ“เส้นเงิน”ที่มีการนำเงินจากกองทุนไปชำระค่าบัตรเครดิต 2 ใบของ“บุ๋ม-ปนัดดา”รวมทั้งหมด 251 ครั้ง เป็นเงินประมาณ 19 ล้านบาท
และเฉพาะสำหรับธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับช่างก่อสร้าง“พูลวิลล่า”ที่จังหวัดภูเก็ต นั้น พบว่ามีการโอนเงินผ่านบัญชีของ“ช่างเอ๋”มากกว่า 90 ล้านบาท ทั้งที่มูลค่าตามสัญญาว่าจ้างก่อสร้างอยู่ที่ประมาณ 72 ล้านบาท มิหนำซ้ำยังพบพฤติการณ์การโอนเงินส่วนหนึ่งกลับมายัง “ก๊อต-อธิป”เกือบ 50 ล้านบาท ก่อนจะมีการโอนกลับเข้าบัญชีหลัก
ประการที่สาม บัญชีที่สอง ชื่อบัญชี “มูลนิธิองค์กรทำดี” พบมีผู้บริจาคโอนเงินเข้าบัญชีตั้งแต่วันที่ 27 กรกฎาคม 2565-วันที่ 29 ตุลาคม 2569 จำนวน 1.38 ล้านครั้ง รวม 196,679,015 บาท หรือกว่า 196 ล้านบาท มีการโอนไปยังบัญชีแรก ที่มีชื่อบัญชีว่า “องค์กรทำดี”โดยนางสาวปนัดดา วงศ์ผู้ดี เริ่มโอนเงินตั้งแต่วันที่ 28 ตุลาคม 2567- 27 ตุลาคม 2569 จำนวน 25 ครั้ง รวม 101,487,017 บาท หรือกว่า 101 ล้านบาท ส่วนอีกหนึ่ง “เส้นเงิน”มีการโอนออกตั้งแต่วันที่ 26 กรกฎาคม 2565-29 ตุลาคม 2569 ไปยังบัญชีส่วนตัวของ“บุ๋ม-ปนัดดา, บัญชีของนายอธิป อนันทวรรณ สามี และถอนเงินสดรวมทั้งจ่ายค่างวดบ้านและค่าส่วนกลาง รวม 51.5 ล้านบาท
ประการที่สี่ บัญชีที่สาม ชื่อบัญชี“สมทบทุนสร้างมูลนิธิองค์กรทำดี” เพื่อสร้างอาคารมูลนิธิแห่งใหม่ที่ จังหวัดปทุมธานี โดยผู้บริจาคได้โอนเงินเข้าบัญชีตั้งแต่วันที่ 3 มิถุนายน 2568-วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 จำนวน 60,899 ครั้ง รวม 9,494,028 บาท หรือ 9.4 ล้านบาท และมีการโอนออกระหว่างวันที่ 3 มิถุนายน 2568-วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 ไปยังบัญชีส่วนตัวของ“บุ๋ม-ปนัดดา” 12 ล้านบาท, บัญชีของนายอธิป อนันทวรรณ สามี กว่า 5 แสนบาท และบัญชีของนักธุรกิจในจังหวัดเชียงใหม่ประมาณ 8.8 แสนบาท รวมยอดเงินทั้งหมดกว่า 14 ล้านบาท
ประการที่ห้า “ตำรวจเศรษฐกิจ” พบหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับคดีอีกเป็นจำนวนมาก จากการตรวจสอบเป้าหมาย 4 จุด อาทิ รถยนต์ของมูลนิธิและรถยนต์ส่วนตัวของ“บุ๋ม-ปนัดดา” รวม 6 คัน, เครื่องประดับและนาฬิกาหรู 23 รายการ มูลค่า 2 ล้านบาท, กระเป๋าแบรนด์เนม 32 ใบ มูลค่า 3 ล้านบาท, อาวุธปืน 5 กระบอก, อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และสมุดบัญชีธนาคาร, ใบอนุโมทนาบัตร 130 เล่ม และสัญญาซื้อขายที่ดินในจังหวัดกระบี่และภูเก็ต 2 ฉบับ เป็นต้น
สุดท้ายจากการสอบปากคำของ“ตำรวจเศรษฐกิจ” นางสาวปนัดดา วงศ์ผู้ดี ยอมรับในข้อเท็จจริงเรื่องของการใช้เงินผิดวัตถุประสงค์ แต่ให้การปฏิเสธทั้ง 3 ข้อกล่าวหา โดยอ้างว่ามีความสับสนในการใช้เงินบัญชีของมูลนิธิกับบัญชีส่วนตัว ส่วนนายอธิป อนันทวรรณ ผู้เป็นสามี ให้การปฏิเสธในข้อกล่าวหา “ร่วมกัน
ฟอกเงิน” ซึ่งเจ้าตัวอ้างว่า ที่ทำไปทั้งหมดเป็นการทำตามคำสั่งของภรรยา คือ“บุ๋ม-ปนัดดา”
เวลานี้ทั้ง“บุ๋ม-ปนัดดา”และ“ก๊อต-อธิป อนันทวรรณ” ได้แยกนอนคนละห้องกันจริงไม่ใช่ข่าวลวง โดย“บุ๋ม-ปนัดดา” ถูกคุมตัวฝากขังที่ทัณฑสถานหญิงกลาง ส่วน“ก๊อต-อธิป”ถูกคุมตัวฝากขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร
สำหรับบทอวสานเรื่องจริงไม่อิงนิยายของ “บุ๋ม-ปนัดดา”จะจบเมื่อไหร่อย่างไรนั้น ที่พอคาดการณ์
ได้ ก็คือ จบแบบไม่“แฮปปี้เอนดิ้ง”แน่นอน !
รุ่งเรือง ปรีชากุล
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

