คอลัมน์ : มองอย่างไท

เสบียง อาวุธสำคัญในอนาคต
หลังจากศึกเชียงกราน ซึ่งถือเป็นศึกสงครามระหว่างไทยและพม่าครั้งแรก ที่เกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ.๒๐๘๑ ในสมัยของสมเด็จพระไชยราชาธิราช โดยทัพไทยสามารถรุกไล่ทัพของพม่าที่พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ส่งมารุกรานจนพ่ายแพ้กลับไปได้ ศึกระหว่างไทยกับพม่าก็ว่างเว้นไปเป็นระยะเวลานานพอควร จนปี พ.ศ.๒๐๙๑ พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้จึงยกทัพมาตีกรุงศรีอยุธยาเป็นครั้งแรก และเป็นศึกที่ทำให้พระสุริโยทัย ขาดคอช้าง
การยกทัพมาในครั้งนี้พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ ทรงนำทัพมาเอง โดยมีพระมหาอุปราชบุเรงนองร่วมมาด้วย
ตรงกับรัชสมัยของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิเสด็จขึ้นครองราชย์ต่อจากพระไชยราชาธิราช เนื่องจากพม่าเห็นว่ากรุงศรีอยุธยามีการผลัดเปลี่ยนแผ่นดินและเกิดความไม่สงบภายในซึ่งมีแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์เป็นต้นเหตุ
กองทัพพม่ายกเข้ามาทางด่านเจดีย์สามองค์มุ่งสู่กรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระมหาจักรพรรดิได้ทรงยกทัพออกไปปะทะกับทัพของพม่า เกิดการกระทำยุทธหัตถีกับพระเจ้าแปร และสมเด็จพระสุริโยทัยซึ่งตามเสด็จในครั้งนั้นโดยแต่งองค์เป็นชายได้ทรงไสช้างเข้าขวางเพื่อปกป้องพระสวามี จึงถูกพระเจ้าแปรฟันด้วยพระแสงของ้าวจนสิ้นพระชนม์บนคอช้าง
ถึงอย่างไรก็ตามกรุงศรีอยุธยายังสามารถตั้งรับทัพของพม่าโดยตั้งรับอยู่ในกำแพงพระนครที่มีคูน้ำและป้อมปราการตลอดจนปืนใหญ่หนาแน่น และใช้ยุทธวิธีการรบแบบยืดเยื้อจนเข้าสู่ฤดูฝนซึ่งจะมีน้ำหลากท่วมรอบกรุงศรีอยุธยา ประกอบกับทัพพม่าประสบปัญหาขาดแคลนเสบียง จึงมีการถอนทัพโดยการเจรจากัน ฝ่ายพม่ายอมยกทัพกลับ โดยการแลกเปลี่ยนตัวประกันกับช้างศึก ๒ เชือก
ในปี พ.ศ.๒๑๑๑ พระเจ้าบุเรงนองหรือผู้ชนะสิบทิศที่ขึ้นครองราชย์ต่อจากพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ที่ถูกลอบปลงพระชนม์ ได้ยกทัพมาตีกรุงศรีอยุธยาด้วยพระองค์เอง ซึ่งเป็นศึกที่ต่อเนื่องมาจากสงครามช้างเผือก ที่ทำให้อาณาจักรอยุธยาต้องเสียช้างเผือก ๔ เชือก พระนเรศวรถูกนำไปเป็นตัวประกัน และอาณาจักรอยุธยาต้องยอมเป็นเมืองประเทศราช ส่งเครื่องราชบรรณาการให้กับหงสาวดี โดยการยกทัพมาครั้งใหม่นี้ พม่าใช้วิธีปิดล้อมพระนครอยู่เป็นเวลานาน การรบครั้งนี้พม่ามีกำลังพลมากกว่า ๕ แสนนาย แบ่งเป็น ๗ ทัพ และมีการเตรียมและจัดส่งเสบียงเป็นอย่างดี ยกมาถึงกรุงศรีอยุธยาในเดือนธันวาคม พ.ศ.๒๑๑๑
พม่าได้ตั้งทัพล้อมรอบกรุงศรีอยุธยาโดยให้พ้นจากระยะทางปืน และส่งกำลังเข้าโจมตีพระนครในส่วนที่คูเมืองแคบที่สุด พยายามทำสะพานข้ามคูเมือง แต่ทหารไทยก็ตั้งรับและสู้รบอย่างเต็มที่ ทำให้ฝ่ายพม่าล้มตายเป็นจำนวนมาก การเข้าโจมตีนั้นดำเนินไปจนถึงเดือนเมษายน พ.ศ.๒๑๑๒ ก็ยังไม่สามารถเอาชนะกรุงศรีอยุธยาได้ มีการสูญเสียกำลังพลมากขึ้น พระองค์จึงเปลี่ยนที่ตั้งค่ายให้เป็นระยะต่างๆ กันล้อมรอบกรุงศรีอยุธยาเพื่อเตรียมทั้งการรับและรุกเข้าโจมตี
ในช่วงเวลานั้นสมเด็จพระมหาจักรพรรดิทรงประชวรและสวรรคต พระราชโอรสคือ สมเด็จพระมหินทร์ได้ขึ้นครองราชย์และบัญชาการรบแทน มีความพยายามจะสงบศึกโดยการส่งตัวพระยารามแม่ทัพคนสำคัญให้กับทัพหงสาวดีตามที่ขอมาเพื่อจะยอมเป็นไมตรีกัน ซึ่งบรรดาขุนนางข้าราชการเห็นด้วย เพราะผู้คนชาวสยามก็ล้มตายลงไปมากแล้ว จนในที่สุดได้ส่งตัวพระยารามไปให้พระเจ้าบุเรงนอง แต่พระเจ้าบุเรงนองกลับตระบัดสัตย์ ทำให้สมเด็จพระมหินทร์ทรงพิโรธเป็นอย่างยิ่ง รับสั่งให้ทหารป้องกันรักษาพระนครอย่างเข้มแข็ง
เมื่อยังไม่สามารถตีกรุงศรีอยุธยาได้ พระเจ้าบุเรงนอง จึงใช้อุบายใหม่ โดยแกล้งปล่อยตัวพระยาจักรีที่จับไว้เป็นตัวประกันในคราวสงครามช้างเผือกให้เป็นไส้ศึก โดยทำเหมือนว่าพระยาจักรีหนีไปได้ ทำให้สมเด็จพระมหินทร์ทรงดีพระทัยเป็นอย่างยิ่งที่ได้นายทหารที่เข้มแข็งกลับมาร่วมต่อสู้ป้องกันพระนคร
พระยาจักรีได้รับมอบหมายให้คุมกำลังทหารที่รักษาการบนกำแพงจุดต่างๆ แต่กลับโยกย้ายทหารประจำป้อมจนบางจุดเป็นจุดอ่อน และส่งสัญญาณให้พม่ายกเข้าโจมตีเริ่มจากจุดนั้นเป็นจุดแรก ทำให้พม่าเข้าสู่พระนครได้สำเร็จในวันที่ ๗ สิงหาคม พ.ศ.๒๑๑๒ จึงเป็นวันที่กรุงศรีอยุธยาต้องเสียอิสรภาพ
ศึกระหว่างไทยกับพม่าอีกครั้งหนึ่งที่เกี่ยวกับเรื่องของเสบียงที่มีผลต่อการรบเกิดขึ้นในปลายสมัยอาณาจักรอยุธยา โดยศึกครั้งนั้นเกิดจากความขัดแย้งระหว่างราชวงศ์โก้นบองแห่งพม่ากับอาณาจักรอยุธยาในสมัยสมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ หลังจากที่ไทยกับพม่าไม่ได้รบกันมาอย่างยาวนานนับแต่หลังรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช โดยพระเจ้าอลองพญาได้กล่าวหาว่ากรุงศรีอยุธยาให้การสนับสนุนแก่ชาวมอญที่เป็นกบฏต่อพม่าแถบเมืองมะริด จึงคิดที่จะปราบปรามอาณาจักรอยุธยา ประกอบกับพระองค์ทรงยึดคติพระจักรพรรดิราช ต้องการแผ่ขยายศักดานุภาพทั่วทั้งชมพูทวีป
ในปลายเดือนธันวาคม พ.ศ.๒๓๐๒ พระองค์ได้กรีธาทัพจำนวน ๔๐,๐๐๐ คน จากกรุงย่างกุ้งพร้อมกับพระเจ้ามังระพระราชบุตร โดยยกทัพผ่านเมาะตะมะ เข้าตีเมืองทวายได้สำเร็จ แล้วเข้าตีเมืองมะริดและตะนาวศรี ก่อนมุ่งหน้าเข้าสู่สยาม ผ่านเทือกเขาตะนาวศรีบริเวณด่านสิงขร เข้าตีหัวเมืองรายทางมาตลอด ตั้งแต่ปราณบุรี เพชรบุรีจนถึงสุพรรณบุรี เข้าล้อมกรุงศรีอยุธยาไว้ แต่ในการสู้รบครั้งนี้ พระเจ้าอลองพญาต้องบาดเจ็บจากปืนใหญ่ของกองทัพพม่าระเบิด จนนำไปสู่การสวรรคต ต้องยกทัพกลับ
ด้วยความแค้นที่มีอยู่ ทำให้พระเจ้ามังระยกทัพกลับมาเพื่อจะตีกรุงศรีอยุธยาให้แตกให้จงได้ และจากประสบการณ์ที่ได้ร่วมรบกับพระราชบิดาในครั้งแรก ทำให้พระองค์ทราบชัยภูมิและยุทธศาสตร์ของกรุงศรีอยุธยาเป็นอย่างดี นำไปสู่การปรับปรุงยุทธศาสตร์ของทัพพม่าในการโจมตีกรุงศรีอยุธยา โดยใช้วิธีตั้งค่ายเหนือน้ำ ล้อมกรุงศรีอยุธยาอยู่เป็นเวลาถึง ๑๔ เดือน โดยมีเนเมียวสีหบดีแม่ทัพใหญ่ผู้ชาญฉลาดวางแผนการรบจนทำให้กรุงศรีอยุธยาขาดแคลนเสบียงและอ่อนแอลงเรื่อยๆ จนในที่สุดพม่าก็สามารถเข้าถึงกำแพงเมือง ใช้ไฟจุดเผารากกำแพงบริเวณหัวรอ ทำให้กำแพงเมืองที่แข็งแรงทรุด พังทลาย เปิดโอกาสให้พม่า เคลื่อนทัพเข้าสู่กรุงศรีอยุธยาและสู้รบเอาชนะทหารไทยที่หมดกำลังใจและหมดแรงในการต่อสู้ มีการเผาพระราชวัง วัดวาอาราม บ้านเรือนราษฎรจนหมดสิ้น ทำให้กรุงศรีอยุธยาต้องเสียอิสรภาพอีกครั้งหนึ่ง
เสบียง จึงมิใช่หมายถึงอาหารและเครื่องใช้จำเป็นที่จัดเตรียมไว้สำหรับบริโภคหรือใช้สอยเพื่อให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ไม่ว่าจะในยามใดก็ตามเท่านั้น โดยเสบียงจัดแบ่งได้เป็น ๓ แบบ ได้แก่
เสบียงทั่วไป ได้แก่ อาหารแห้ง ข้าวสารและเครื่องอุปโภค-บริโภคที่ใช้ในชีวิตประจำวันหรือใช้ในการเดินทาง
เสบียงสนามหรือเสบียงทหาร หมายถึง อาหารที่เตรียมไว้สำหรับกองทัพหรือผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ห่างไกลซึ่งต้องเก็บรักษาได้นานและให้พลังงานที่เพียงพอ
เสบียงฉุกเฉิน หมายถึง สิ่งของที่สำรองไว้เพื่อรับมือภัยพิบัติหรือเหตุการณ์ไม่คาดคิด ได้แก่น้ำดื่ม อาหารแห้ง อาหารกระป๋อง ยา และอุปกรณ์จำเป็น โดยทั่วไปเสบียงฉุกเฉินนั้น ควรจะเตรียมให้เพียงพอสำหรับใช้ใน ๗๒ ชั่วโมงแรก
ในภาวะสงครามหรือการสู้รบ เสบียงจึงถูกนับว่าเป็นยุทธปัจจัยที่มีความสำคัญยิ่งตั้งแต่ครั้งอดีตกาล ดังจะเห็นได้ว่าในศึกสงครามใหญ่นั้น การแพ้หรือชนะอาจจะขึ้นอยู่กับความเพียงพอของเสบียงด้วยก็ได้
ในโลกของยุคไอทีและดิจิทัล จะพบว่าความก้าวหน้าในเรื่องนี้ถูกนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้มากมาย ทำให้เกิดนวัตกรรมหรือผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ๆ อย่างหลากหลาย ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับมนุษย์ในอนาคต แต่ในขณะเดียวกันความก้าวหน้านี้ก็สามารถทำให้เกิดภัยภัยคุกคามมนุษย์ได้เช่นกัน
ตัวอย่างของภัยคุกคามได้เกิดขึ้นแล้วจากเหตุการณ์โจมตีทางไซเบอร์ Cyber Attack ต่อระบบควบคุมความเย็นของตู้แช่เย็นและตู้แช่แข็งในซูเปอร์มาร์เก็ตหลายร้อยแห่งในประเทศฝรั่งเศส และขยายวงกว้างออกไปยังซูเปอร์มาร์เก็ตในยุโรปอีกอย่างน้อย ๙- ๑๐ ประเทศ ทำให้อุณหภูมิของตู้เหล่านั้นซึ่งอาจจะติดลบถึง ๒๗ องศา พุ่งสูงขึ้นเป็น ๕๐ องศา เกิดความเสียหายต่อเนื้อสัตว์ อาหารสดและสินค้าแช่แข็งจำนวนมหาศาลไม่สามารถนำมาใช้บริโภคได้อีกต่อไป
หากกระบวนการนี้มีการขยายผล ในอนาคตก็อาจจะมีการพัฒนาแนวคิดนี้ไปเป็นรูปแบบของสงครามอีกแบบหนึ่ง ที่มุ่งทำลายชีวิตของผู้คนทางอ้อม โดยการทำลายเสบียงที่เป็นอาหารที่ต้องแช่แข็งทั้งหมด ซึ่งน่าจะถือว่าเป็นอาวุธที่มีอันตรายร้ายแรงไม่น้อยไปกว่าอาวุธที่ใช้ทำลายชีวิตโดยตรง จึงเริ่มมีคำถามว่าจะมีการป้องกันการก่อวินาศกรรม Cyber Sabotage แบบนี้ได้อย่างไร เพราะน่าจะมีข้อสรุปตามสมควรแล้วว่า อุปกรณ์อะไรก็ตามที่เชื่อมต่อด้วยระบบอินเทอร์เน็ตได้ อุปกรณ์นั้นย่อมมีโอกาสที่จะถูกวินาศกรรม
ยังไม่มีข่าวการเกิดเหตุการณ์แบบนี้ในประเทศแถบเอเชีย ซึ่งก็ได้แต่หวังว่าจะไม่เกิดขึ้น แม้แต่ในประเทศไทย หากสมมุติว่าวันใดวันหนึ่งปรากฏว่าตู้แช่เย็นของร้านสะดวกซื้อทั้งหมดที่มีอยู่มากกว่า ๑๖,๐๐๐ ร้านถูกก่อวินาศกรรมแบบนี้ ชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในช่วงนั้น ซึ่งเป็นชีวิตที่ผูกพันกับร้านสะดวกซื้ออย่างมากจะดำรงอยู่ได้อย่างไร เป็นเรื่องที่เราอาจจะต้องขบคิดกันแล้ว
ปิยะ เนตรวิเชียร
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

