แวดวงการเงิน : 24 สิงหาคม 2569


**ขยับมาดูภาพใหญ่ทางการเมืองและการบริหารเศรษฐกิจของประเทศกันบ้าง นาทีนี้คงไม่มีใครปฏิเสธว่า คุณอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้นำรัฐบาล ควรจะต้องหันลงสนามมาใส่ใจการแก้ปัญหาเศรษฐกิจแบบลงลึกและจริงจังมากกว่าที่เป็นอยู่! จริงอยู่ว่าภาพการเดินสายสวมบทบาทตัวแทนประเทศไทยไปเจรจาและต้อนรับคณะต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นนอร์เวย์ สภาพยุโรป (EU) หรือออสเตรเลีย มันดูสวยหรูหน้าตาดีบนหน้าข่าว แต่ แวดวงการเงิน ขอบอกเลยว่า แค่การสร้างภาพลักษณ์ทางการทูตอย่างเดียว มันยังไม่พอที่จะสร้างความน่าเชื่อถืออย่างแท้จริง และย่อมไม่เพียงพอที่จะเป็นแรงผลักดันพาไทยก้าวเข้าสู่การเป็นสมาชิก OECD ได้อย่างเต็มภาคภูมิ…สิ่งที่ประชาคมโลกและ OECD เขาจับตาดูอย่างเข้มงวด มันคือการแสดงความกล้าหาญในการ “แก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง” ที่ฉุดรั้งเศรษฐกิจไทยจนติดหล่มมาอย่างยาวนานต่างหาก…งานนี้..แวดวงการเงิน...มองว่าขุนคลังมืออาชีพอย่าง ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง....มีทั้งกึ๋น ความเชี่ยวชาญ และความพร้อมที่จะลงมือทำแบบร้อยเปอร์เซ็นต์อยู่แล้ว แต่สิ่งที่ยังขาดหายไปอย่างน่าเสียดายก็คือ “แรงสนับสนุนทางการเมือง” ที่เข้มแข็งและเด็ดขาดจากตัวนายกรัฐมนตรี…อย่าลืมว่า ดร.เอกนิติ ก็เป็นแค่เทคโนแครตคนหนึ่ง ที่ไม่ได้มีพื้นเพเป็นนักการเมือง ไม่ได้มีอำนาจเป็นฐานเสียงที่จะสนับสนุนให้มีเสียงดังในฟากรัฐบาลแบบนักการเมืองทั่วไป แต่กลายเป็นว่าต้องมาจับงานมากมายเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจประเทศไปทีละนิด เพื่อให้ภาพใหญ่ความก้าวหน้าเกิดขึ้นจริงได้...ถึงเวลาแล้วที่คุณอนุทินต้องมอบแรงสนับสนุน เพิ่มอำนาจให้คุณเอกนิติอย่างเต็มมือ เพื่อทลายอุปสรรคและแรงเสียดทานทางการเมืองต่างๆ ให้ขุนคลังสามารถตัดสินใจขับเคลื่อนนโยบายได้อย่างมั่นใจว่า ทุกอย่างสอดคล้องกับทิศทางของพรรคและมีนายกรัฐมนตรีคอยเป็นหลังพิงให้อย่างแท้จริง...และถ้าถามว่าอะไรคือเรื่องด่วนไฟลนก้นที่ต้องรีบลงมือทำควบคู่ไปกับการสร้างความน่าเชื่อถือบนเวทีสากล แวดวงการเงิน ขอปักป้ายชี้ไปที่การปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตให้รีดรายได้ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย…ทำให้ภาษีสรรพสามิตเป็นกลไกในการสร้างรายได้ ควบคุมการบริโภค รักษาสุขภาพประชาชน ควบคู่กับสังคมและสิ่งแวดล้อมได้ในยุคที่ทุกอย่างนำด้วย ESG แบบนี้…แน่นอนว่า ถ้าใครอ่าน แวดวงการเงิน ตลอด ก็จะเห็นว่า ไม่เลิกเขียนเรื่อง “การแก้ไขโครงสร้างภาษีบุหรี่ให้เป็นอัตราเดียว” เลยสักสัปดาห์..เรื่องนี้แหละครับที่จะเป็นตัววัดใจชั้นดี เพราะมันสอดรับกับแผนการคลังระยะปานกลางของประเทศอย่างตรงจุด ที่มุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้จากภาษี เพื่อลดการขาดดุลทางการคลังอย่างยั่งยืนโดยไม่ต้องไปพึ่งพาการกู้เงิน…ดร.เอกนิติ รับรู้ปัญหาเป็นอย่างดี แล้วนายกฯอนุทินรู้หรือยังว่ารูรั่วของภาษีบุหรี่ 2 อัตรา มีมาเกือบ 10 ปีแล้ว เปิดช่องให้มีการเลี่ยงภาษีและบิดเบือนกลไกราคาในระบบจนรายได้ภาษีบุหรี่ปีล่าสุดเหลือเพียง 47,000 ล้านบาท จากที่เคยเก็บได้กว่า 68,000 ล้านบาท!...ตอนนี้มีผลการศึกษาทั้งในประเทศ และระดับสากลรองรับพร้อมหมดแล้ว เหลือแค่ “ความแน่วแน่ทางการเมือง” ที่จะการันตีให้ ดร.เอกนิติ ลุยผ่าตัดปรับโครงสร้างนี้ให้ได้….หากคุณอนุทินยอมลงมาใส่ใจ มอบอำนาจคุ้มกันแรงเสียดทานทางการเมืองให้ขุนคลังทำงานได้จริง การรักษาอาการป่วยของเศรษฐกิจไทยก็คงไม่อยู่ไกลเกินเอื้อม…**
** อนันตเดช พงษ์พันธุ์ **

