คอลัมน์ : Insight คริปโต

ถ้าความกลัวไม่ได้มีไว้ให้ ‘เอาชนะ’ แต่มีไว้ให้ ‘ฝึก’ ล่ะ?
เวลาพูดถึงคนที่กล้าเสี่ยง เรามักคิดว่าคนเหล่านั้นคง “ไม่กลัวอะไรเลย” นักลงทุนที่กล้าซื้อในวันที่ตลาดกำลังพัง ผู้ประกอบการที่กล้าลงเงินก้อนใหญ่กับธุรกิจใหม่ หรือผู้บริหารที่กล้าตัดสินใจในวันที่ข้อมูลยังไม่ครบ ดูเหมือนคนเหล่านี้มีบางอย่างที่คนธรรมดาไม่มี
แต่ถ้ามองให้ลึกลงไป ความจริงอาจตรงกันข้าม เพราะคนที่รับมือกับความเสี่ยงได้ดีไม่ได้หมายความว่าเขาไม่มีความกลัวเขาอาจกลัวเหมือนทุกคน เพียงแต่ฝึกตัวเองจนสามารถแยกออกได้ว่า อะไรคือ “อันตรายจริง” และอะไรคือ “ความกลัวที่เกิดจากความไม่แน่นอน”
ลองนึกถึงนักปีนผาที่ต้องอยู่บนหน้าผาสูงหลายพันฟุต สิ่งที่ทำให้เขารอดไม่ใช่การบอกตัวเองว่า “ห้ามกลัว” แต่คือการฝึกเส้นทางเดิมซ้ำแล้วซ้ำอีก รู้ว่าจะวางมือไว้ตรงไหน เท้าต้องอยู่จุดใด จุดไหนอันตราย และเมื่อเกิดเหตุไม่คาดคิดควรทำอย่างไร ความกลัวยังอยู่ แต่สิ่งที่เปลี่ยนคือ “วิธีตอบสนองต่อความกลัว”
เรื่องนี้แทบไม่ต่างอะไรจากโลกธุรกิจและการเงิน นักลงทุนที่เก่งไม่ได้ไม่กลัวขาดทุนผู้ประกอบการที่เก่งไม่ได้ไม่กลัวธุรกิจเจ๊ง และผู้บริหารเก่งๆ ก็ไม่ได้มั่นใจว่าทุกการตัดสินใจจะถูก สิ่งที่พวกเขามีมากกว่าคือระบบ
ในการรับมือกับสิ่งที่อาจผิดพลาด
ลองนึกถึงวันที่หุ้นลงแรง Bitcoin ร่วง 20% ลูกค้ารายใหญ่ยกเลิกสัญญายอดขายหายไปครึ่งหนึ่ง หรือบริษัทกำลังตัดสินใจลงทุนโครงการใหม่หลายสิบล้านบาทปฏิกิริยาแรกของเรามักเหมือนกัน คืออยากหยุด อยากขาย อยากรอ หรืออยากให้มีใครสักคนมาบอกว่า “ไม่เป็นไร เดี๋ยวมันดีขึ้น”
แต่โลกธุรกิจไม่เคยรับประกันแบบนั้น และความจริงที่ค่อนข้างเจ็บปวดคือ วันที่ทุกอย่างชัดเจนและทุกคนรู้สึกปลอดภัย มักเป็นวันที่โอกาสดีๆ ถูกคนอื่นคว้าไปก่อนแล้ว
นักลงทุนที่ดีไม่ได้ทำนายอนาคตเก่งกว่า แต่รับมือกับความไม่แน่นอนได้ดีกว่า
ความผิดพลาดของคนจำนวนมากคือคิดว่า ถ้าเก่งพอเราจะต้อง “รู้” ว่าอะไรจะเกิดขึ้น หุ้นจะขึ้นหรือลง ดอกเบี้ยจะลดเมื่อไร ธุรกิจจะขายได้เท่าไร หรืออสังหาริมทรัพย์จะขึ้นอีกกี่เปอร์เซ็นต์
แต่ในความเป็นจริง คนที่อยู่ในเกมได้นานมักไม่ได้เก่งเรื่องการทำนายอนาคตกว่าทุกคนเขาแค่เตรียมตัวไว้เผื่ออนาคตไม่เป็นอย่างที่คิด นักลงทุนมือใหม่อาจถามว่า “หุ้นตัวนี้จะขึ้นไหม?” แต่นักลงทุนที่มีประสบการณ์มักถามว่า “ถ้าผิด ฉันเสียได้เท่าไร?” “ถ้าราคาลงอีก 20% ฉันยังถือไหวไหม?” “เงินก้อนนี้จำเป็นต้องใช้เมื่อไร?” และ “มีอะไรเกิดขึ้นแล้วฉันต้องยอมรับว่าสมมุติฐานเดิมผิด?”
ผู้ประกอบการก็เหมือนกัน การพูดว่า “ฉันกำลังจะลงทุน 10 ล้านบาท” ฟังดูน่ากลัวมาก เพราะมันเป็นตัวเลขก้อนใหญ่ที่สมองมองเห็นเป็นความเสี่ยงก้อนเดียว แต่เมื่อเราแยกออกมาเป็นค่ารีโนเวต 3 ล้านบาท อุปกรณ์2 ล้านบาท เงินเดือนและ การตลาด 1 ล้านบาทภาพจะเริ่มชัดขึ้น
จากนั้นลองทำ Scenario ต่อว่าถ้ายอดขายต่ำกว่าคาด 30% จะเกิดอะไรขึ้น? อยู่ได้กี่เดือน? ค่าใช้จ่ายอะไรลดได้? จุดไหนควรหยุดลงทุนเพิ่ม? ความกลัวที่เคยเป็นก้อนหมอกใหญ่เริ่มกลายเป็นตัวเลขที่จัดการได้
นี่คือหลักการเดียวกับการบริหารความเสี่ยง ความกลัวมักรุนแรงที่สุดตอนที่เรายังไม่รู้ว่าตัวเองกำลังกลัวอะไร แต่เมื่อเราเปลี่ยนคำว่า “ถ้าเจ๊งล่ะ?” ให้เป็น “ถ้ายอดขายต่ำกว่าแผน 40% เราจะขาดเงินเดือนละเท่าไร?” เราก็เริ่มมีสิ่งที่สามารถคิด แก้ และวางแผนได้
อย่างไรก็ตาม การจัดการความกลัวไม่ได้หมายความว่าเราควรกล้าเสี่ยงทุกเรื่องการเอาเงินทั้งหมดไปลงสินทรัพย์เดียวไม่ใช่ความกล้า การกู้เงินโดยไม่มีแผนกระแสเงินสดก็ไม่ใช่ความกล้า เช่นเดียวกับคนที่ทำกิจกรรมอันตรายโดยไม่เตรียมตัว สิ่งนั้นคือความประมาทมากกว่าความกล้าหาญ
ความกล้าที่มีคุณค่าทางธุรกิจจึงอาจหมายถึงการรู้ว่า Worst Case คืออะไร รู้ว่าตัวเองรับความเสียหายได้แค่ไหนและยังตัดสินใจอย่างมีเหตุผลได้แม้ใจจะยังรู้สึกกลัวอยู่
บางครั้งสิ่งที่ทำให้เราเสียเงินมากที่สุด ไม่ใช่ความเสี่ยง แต่คือความกลัวที่จะเสี่ยง
เรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวกับนักลงทุนรายใหญ่หรือเจ้าของบริษัทเท่านั้น เพราะเราทุกคนมี “หน้าผา” ของตัวเอง บางคนมีเงินสดหนึ่งล้านบาทอยู่ในบัญชีมาห้าปีเพราะกลัวการลงทุนเงินในบัญชีดูเหมือนเดิม แต่กำลังซื้ออาจค่อยๆ ลดลงจากเงินเฟ้อ
บางคนทำงานตำแหน่งเดิมมาสิบปีทั้งที่รู้ว่าอุตสาหกรรมกำลังเปลี่ยน เพราะกลัวเริ่มต้นใหม่ บางบริษัทมีสินค้าตัวเดียวที่เคยขายดีจึงไม่ยอมทดลองสินค้าใหม่ เพราะกลัวกระทบกำไรระยะสั้น จนวันหนึ่งคู่แข่งเข้ามาเปลี่ยนตลาดทั้งหมด
ทุกกรณีดูเหมือนเป็นการเลือก“ความปลอดภัย” แต่จริงๆ แล้วเรากำลังเลือกความเสี่ยงอีกประเภทหนึ่ง เพียงแต่ความเสี่ยงนั้นยังไม่ส่งบิลมาเก็บวันนี้ ในโลกการเงินคำว่า Opportunity Cost จึงสำคัญมาก เพราะต้นทุนไม่ได้มีแค่เงินที่เราเสียจากการตัดสินใจผิดแต่ยังมีเงิน เวลา และโอกาสที่เราเสียจากการไม่ตัดสินใจเลยด้วย
น่าสนใจตรงที่ความกลัวเองสามารถเปลี่ยนได้จากประสบการณ์ ครั้งแรกที่ลงทุนแล้วพอร์ตลด 5% เราอาจเปิดแอปดูทุกครึ่งชั่วโมง แต่หลังจากผ่านตลาดขึ้นลงหลายรอบ เราอาจเริ่มเข้าใจว่าความผันผวนกับการสูญเสียถาวรไม่ใช่เรื่องเดียวกัน
ครั้งแรกที่เสนอขายงานแล้วลูกค้าปฏิเสธอาจรู้สึกเหมือนตัวเองล้มเหลว แต่หลังจากโดนปฏิเสธมา 50 ครั้ง เราอาจเริ่มมองคำว่า “ไม่” เป็นเพียงข้อมูลว่า ราคาไม่เหมาะ กลุ่มเป้าหมายไม่ตรง หรือวิธีนำเสนอยังไม่ดีพอสิ่งที่เปลี่ยนจึงไม่ได้เป็นตลาด ไม่ได้เป็นลูกค้า และไม่ได้เป็นโลกภายนอก แต่คือความสามารถของเราในการรับมือกับมัน
บางทีเป้าหมายของชีวิตทางการเงินจึงไม่ใช่การไปให้ถึงวันที่เรา “ไม่กลัวอะไรแล้ว” เพราะวันนั้นอาจไม่มีจริง แต่คือการฝึกให้เรารู้ว่า เมื่อความกลัวเกิดขึ้น เราจะไม่รีบซื้อเพราะ FOMO ไม่รีบขายเพราะ Panic ไม่ปฏิเสธโอกาสเพียงเพราะยังไม่เคยทำ และไม่เอาคำว่า “ปลอดภัย” มาใช้เป็นข้ออ้างในการหยุดเติบโต
ครั้งหน้าที่คุณกำลังลังเลว่าจะลงทุน ขยายธุรกิจ เปลี่ยนงาน เปิดโปรเจกต์ใหม่ หรือทำสิ่งที่ไม่เคยทำ ลองเปลี่ยนคำถามจาก“ฉันกล้าพอไหม?” เป็น “มีอะไรอีกหนึ่งอย่างที่ฉันสามารถเรียนรู้ ทดลอง หรือเตรียมไว้เพื่อเปลี่ยนสิ่งที่กลัววันนี้ให้กลายเป็นความเสี่ยงที่บริหารได้ในวันพรุ่งนี้?”
ยาส์ชีลา ปูรี

