บทบรรณาธิการ : 2 กันยายน 2569

วินัยการเงินวิกฤตการคลัง
สภาวะเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันกำลังเผชิญกับแรงกดดันรอบด้าน ท่ามกลางกระแสข่าวและสัญญาณจากฝ่ายบริหารถึงความเป็นไปได้ในการเข็นโครงการอัดฉีดเงินรอบใหม่ภายใต้แนวคิด “ไทยช่วยไทย รอบ 2” เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อในประเทศที่กำลังซบเซา แม้เจตนาฉากหน้าจะถูกฉาบทาด้วยคำว่าความห่วงใยประชาชน แต่สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ สถานะทางเงินการคลังของประเทศกำลังเดินเข้าสู่จุดเสี่ยง และอาจเป็นปัญหาระยะยาวหากปราศจากการรักษาวินัยอย่างเคร่งครัด
สิ่งที่รัฐบาลต้องตระหนักให้หนักแน่นคือ การจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีในระยะข้างหน้า โดยเฉพาะเมื่อมองไปถึงปีงบประมาณ 2570-2571 เพดานการกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณกำลังชนกรอบกฎหมายอย่างน่ากลัว ภาระหนี้สาธารณะต่อ GDP ที่สูงขึ้นเรื่อยๆ กำลังบีบให้ประเทศเหลือ Fiscal Buffer น้อยลงทุกที การอ้างว่ารัฐบาลมีอำนาจตามกฎหมายในการออก พ.ร.บ.กู้เงิน หรือเกลี่ยงบประมาณพิเศษมาทำโครงการขนาดใหญ่นั้นอาจมีความชอบธรรมทางกฎหมาย แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเอาเงินไปใช้อย่างไรก็ได้
อำนาจตามกฎหมายเป็นเพียงเครื่องมือ แต่ความรับผิดชอบต่ออนาคตของชาติคือหลักคิดที่แท้จริง การกู้เงินคือการนำเงินในอนาคตของลูกหลานมาใช้ล่วงหน้า หากนำมาผันเป็นมาตรการแจกเงิน หรือโครงการกระตุ้นระยะสั้นที่ไร้การต่อยอดเชิงโครงสร้าง ผลลัพธ์ที่ได้จะไม่ใช่การฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ยั่งยืน แต่เป็นการเพิ่มภาระดอกเบี้ยและการชำระหนี้ที่ประชาชนทุกคนต้องร่วมกันแบกรับในรูปแบบของภาษีที่สูงขึ้นในอนาคต
ยิ่งไปกว่านั้น สังคมต้องร่วมกัน “จับตา” อย่างใกล้ชิดว่า ภายใต้ฉากทัศน์ของการอุ้มชูเศรษฐกิจฐานราก จะมี “ผลประโยชน์ทับซ้อน” หรือการเอื้อประโยชน์ให้แก่กลุ่มทุนและหัวคะแนนทางการเมืองแอบแฝงอยู่หรือไม่ โครงการขนาดใหญ่ที่มีเม็ดเงินสะพัดมักกลายเป็นช่องทางอันหวานฉ่ำของการสร้างคะแนนนิยมทางการเมืองและการรั่วไหลของงบประมาณผ่านกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างหรือการกระจายสิทธิ์ที่ไม่ทั่วถึงและไม่โปร่งใส
วินัยการเงินการคลังคือปราการด่านสุดท้ายที่จะปกป้องระบบเศรษฐกิจของประเทศไม่ให้พังทลาย หากรัฐบาลคิดจะเดินหน้า “ไทยช่วยไทย รอบ 2”จริง ต้องพิสูจน์ให้เห็นถึงความคุ้มค่า มีเป้าหมายที่แม่นยำช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อนจริง ไม่ใช่การหว่านทานเพื่อหวังผลทางการเมือง และต้องเปิดเผยข้อมูลทุกขั้นตอนให้ตรวจสอบได้
เห็นได้ชัดเจนว่ารัฐบาลนำเสนอแผนการใช้จ่ายเงินจำนวนมาก แต่กลับไม่ได้ชี้แจงอย่างชัดเจนว่า จะจัดหารายได้จากแหล่งใดอย่างยั่งยืนโดยไม่ต้องกู้เงินเพิ่ม ความไม่ชัดเจนดังกล่าวทำให้เกิดคำถามสำคัญต่อความเป็นไปได้และความรับผิดชอบทางการคลัง เพราะการประกาศใช้งบประมาณเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากไม่มีแผนสร้างรายได้และขยายฐานเศรษฐกิจที่เป็นรูปธรรมประชาชนย่อมมีสิทธิ์กังวลว่านโยบายเหล่านี้อาจเพิ่มภาระหนี้สาธารณะหรือผลักภาระไปยังคนรุ่นต่อไป
ดังนั้น รัฐบาลควรเร่งรัดในการสร้างรายได้เพิ่มในทุกรูปแบบผ่านการปฏิรูปภาษีทั้งกรมสรรพสามิต กรมสรรพากร กรมศุลกากร กรมธนารักษ์ รวมถึงรายได้จากรัฐวิสาหกิจ ควบคู่ไปกับการเปิดเผยข้อมูลด้านแหล่งเงิน และผลกระทบทางเศรษฐกิจของโครงการต่างๆ อย่างโปร่งใสเพื่อให้ประเมินได้ว่านโยบายเหล่านี้มีความคุ้มค่าและดำเนินการได้จริงหรือไม่ เพื่อไม่ให้“ไทยช่วยไทย” ในวันนี้ อาจกลายเป็น “ไทยช้ำเพราะไทย” ในวันหน้า และทิ้งมรดกหนี้สินก้อนโตไว้ให้ประเทศชาติ

