บุคคลแนวหน้า : 2 กันยายน 2569 (รักษ์ ปฐวี)

nn แนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา...nn ต้องขอบคุณทีมนักกีฬาวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย พร้อมทั้งโค้ช และทีมงาน ที่พิสูจน์ให้เห็นอีกครั้งว่าคนไทย ถ้าทุ่มเทพยายามพอ ก็ไม่แพ้ชาติใดในโลก
...nn คงไม่มีใครตกข่าวนี้ แต่ “รักษ์ ปฐวี” ขอย้ำอีกทีว่า คืนวันที่ 30 สิงหาคม 2569 ตามเวลาประเทศไทย
ทีมวอลเลย์บอลสาวไทยเอาชนะทีมสาวจีน ตัวแม่ตัวมัมแห่งเอเชียไปได้ 3 ต่อ 2 เซต ซิวแชมป์เอเชีย คว้าตั๋วไปแข่งขันกีฬาโอลิมปิก 2028 ที่สหรัฐอเมริกา ได้สำเร็จ
...nn สำหรับแฟนคลับนักตบสาวทีมชาติไทย คงไม่ต้องบอกว่าความสำเร็จครั้งนี้จะมองตัดขาดแยกส่วนจากการพัฒนาอย่างต่อเนื่องไม่ได้ ตั้งแต่ยุค 7 เซียน มาจนถึงยุคแชมป์เอเชียชุดนี้ ความสำเร็จไม่ได้มาแบบฟลุกๆ แต่มาได้ด้วยการทุ่มเททำงานหนักของทุกฝ่าย และมาจากการคิดแบบ “วิทยาศาสตร์”
...nn “รักษ์ ปฐวี” เคยมีโอกาสสนทนากับ “สมพร ใช้บางยาง” นายกสมาคมกีฬาวอลเลย์บอลแห่งประเทศไทย “นายกสมพร” เล่าให้ฟังว่าเบื้องหลังความสำเร็จในการพัฒนาทีมวอลเลย์บอลสาวไทย ซึ่งมีข้อเสียเปรียบเรื่องรูปร่างและพละกำลัง เมื่อเทียบกับนักกีฬาชาติอื่นๆ โดยเฉพาะจากชาติยุโรป อเมริกา ก็คือการใช้“วิทยาศาสตร์การกีฬา” มาเป็นหลักในการพัฒนา
...nn บทพิสูจน์จากความสำเร็จของนักตบลูกยางสาวไทยครั้งนี้ จะเป็นเครื่องการันตีได้ว่า การพัฒนาของสมาคมฯ เดินมาถูกทาง และน่าจะเป็นก้าวสำคัญของวงการกีฬาไทยโดยรวมได้ ถ้าสมาคมกีฬาต่างๆ นำเอาแนวทางไปปรับใช้กับกีฬาแต่ละประเภท
...nn อีกประเด็นที่เพื่อนฝูงในวงการกีฬาฝากมา คือกระแสเรื่องการถ่ายทอดสดการแข่งขันกีฬาที่ทีมชาติไทยไปเข้าร่วมแข่งขัน ทุกครั้งที่ไม่มีการถ่ายทอดสดผ่าน “ฟรีทีวี” ก็จะมีเสียงบ่นตามมาว่า รัฐบาลไม่ใส่ใจ แต่ “รักษ์ ปฐวี” ได้รับฟังความเห็นแย้งที่น่าสนใจมาว่าโลกยุคใหม่คงต้องยอมรับว่าการกีฬาแยกไม่ออกจากธุรกิจ หากจะนำกีฬาที่แข่งระดับนานาชาติมาให้คนไทย “ดูฟรี” รัฐบาลก็ต้องมีค่าใช้จ่าย ซึ่งไม่ใช่ถูกๆ ขณะที่สมาคมกีฬาแต่ละประเภทยังได้รับเงินสนับสนุนน้อยมากๆ
...nn ฟังความเห็นจากคนวงในน่าสนใจว่า แทนที่รัฐบาลจะทุ่มเงินไปซื้อลิขสิทธิ์มาให้ดูฟรี น่าจะปรับบทบาทไปดูแลไม่ให้ภาคธุรกิจเอกชนฟันกำไรเกินควรก็พอ แล้วนำเงินส่วนที่จะไปซื้อลิขสิทธิ์มาให้ดูฟรีแบบประชานิยม มาสนับสนุนการพัฒนากีฬาด้านต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องของการลงทุนด้าน “วิทยาศาสตร์การกีฬา”ก็น่าจะมีประโยชน์มากกว่า
...nn “นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล” นำคณะรัฐมนตรีลงใต้ไปสงขลา ประชุม ครม.สัญจร เช้าวันที่ 1 กันยายน 2569 แน่นอนว่าย่อมต้องมีเสียงสะท้อนจากพื้นที่ โดยเฉพาะจากกลุ่มเอ็นจีโอและแนวร่วม ที่เกรงว่าจะมีการอนุมัติโครงการใหญ่ เช่น การก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกจะนะ แต่โดยบุคลิกของรัฐบาลที่จะผ่อนหนักผ่อนเบากับเสียงสะท้อนจากชาวบ้าน ก็ไม่มีอะไรน่าห่วงมาก
...nn ที่น่าสนใจคือผลสะท้อนในทางการเมืองมากกว่า ดูจากรูปการณ์แล้ว การเมืองภาคใต้ก่อนเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ที่ว่าร้อนแล้ว นับจากนี้จนถึงเลือกตั้งรอบหน้าน่าจะร้อนกว่าอีกหลายเท่าตัว
...nn เที่ยวนี้ “อนุทิน” ตั้งใจลงไปโชว์ตั้งแต่ “ปลดล็อกนกกรงหัวจุก” ยันเป็นพยานลงนามสัญญาก่อสร้างสะพานพัทลุง-สงขลา, สะพานเชื่อมเกาะลันตา เรียกว่าเสริมแกร่งให้คะแนนเสียงภาคใต้อย่างเต็มที่ ปล่อยให้พรรคพ่อเฒ่าอย่าง “ประชาธิปัตย์” ยังสาละวนอยู่กับเรื่องการขุดแผลโน่นแผลนี่ ที่ถึงที่สุดแล้วก็คงทำอะไรไม่ได้มากนัก ถ้าเป็นแบบนี้กว่าจะรู้ตัวอีกที เผลอๆ จะไล่กวดตามไม่ทันอีกเช่นเดิม
...nnลงใต้รอบนี้ นอกจากรัฐมนตรีแล้ว “รักษ์ ปฐวี” เห็นเสนาธิการทหารบก “เสธ.ปูด้วง พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์” ติดตามลงไปด้วย แน่นอนว่าหลังจากนี้ “เสธ.ปูด้วง” ต้องโยกจากกองทัพบกไปนั่งเก้าอี้ตัวใหม่ เป็น เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)
...nn มองกันว่าการแต่งตั้ง “เสธ.ปูด้วง” มาเป็นเลขาฯ สมช. แทน “ฉัตรชัย บางชวด” ประการหนึ่งเป็นการลดช่องว่างในฝ่ายปฏิบัติ โดยการให้ทหารเข้ามาเพื่อจะได้ประสานงานกันได้ดีขึ้น โดยเฉพาะเป็นนายทหารจาก จปร.37 รุ่นเดียวกับ รมว.กลาโหม ผบ.ทบ. และแม่ทัพภาคที่ 4 ยิ่งแทบไม่มีช่องว่าง...nn
รักษ์ ปฐวี

