คอลัมน์ : คิดด้วยพลเมือง (See-Think-Cen')

คอร์รัปชันไม่ได้ขโมยแค่งบประมาณ แต่ขโมยเสรีภาพไปด้วย
ทุกครั้งที่ผลดัชนีการรับรู้การทุจริต หรือ CPI ประกาศออกมา บทสนทนาในสังคมไทยมักวิ่งไปทางเดียวกัน คือความเชื่อมั่นของนักลงทุน ต้นทุนการทำธุรกิจ และอันดับของประเทศเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน ปีล่าสุดไทยได้ 33 คะแนน อยู่อันดับที่ 116 จาก 182 ประเทศ ลดลง 1 คะแนน และตกลง 9 อันดับ ขณะที่ค่าเฉลี่ยโลกอยู่ที่ 42
แต่มีคำถามหนึ่งที่ไม่ค่อยได้ถูกถามในวงสนทนานั้น คือเมื่อคอร์รัปชันแย่ลง อะไรจะเกิดขึ้นกับเสรีภาพและสิทธิของคนธรรมดา
ในเวทีระหว่างประเทศ คำถามนี้ถูกตอบไปนานแล้ว อารัมภบทของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริตระบุตรงๆ ว่าการทุจริตบั่นทอนหลักนิติธรรมและกระทบต่อการพัฒนาที่ยั่งยืน สำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติจัดทำคู่มือเชื่อมสองเรื่องนี้เข้าด้วยกัน และคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนก็มีมติหลายฉบับยืนยันว่าการทุจริตเป็นอุปสรรคต่อการคุ้มครองสิทธิ ขณะที่นักกฎหมายระหว่างประเทศจำนวนไม่น้อยเสนอว่าในบางกรณี การทุจริตควรถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยตัวมันเองไม่ใช่แค่ปัจจัยแวดล้อม
ในไทยเองก็มีคนพูดถึงความเชื่อมโยงนี้อยู่บ้าง แต่ยังไม่ใช่กระแสหลัก เวลาพูดถึงคอร์รัปชัน เรายังคุ้นกับการวัดความเสียหายเป็นตัวเงินมากกว่า งบประมาณที่รั่วไหล ต้นทุนที่ธุรกิจต้องแบก และผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ ส่วนคำถามว่าใครเสียสิทธิอะไรไปบ้าง ยังเป็นเรื่องรอง
ผลก็คือเรามีตัวเลขความเสียหายเป็นหลักหมื่นล้าน แต่แทบไม่มีภาพว่าความเสียหายนั้นตกกับใคร
วิธีที่ง่ายที่สุดในการเห็นความเชื่อมโยงนี้คือแยกผลกระทบออกเป็นสามชั้น
ชั้นแรกคือผลกระทบโดยตรง เมื่อการจ่ายสินบนกลายเป็นเงื่อนไขของการเข้าถึงสิ่งที่เป็นสิทธิอยู่แล้ว การได้เตียงในโรงพยาบาลรัฐ ที่นั่งในโรงเรียน ใบอนุญาตทำงาน หรือการที่คดีจะเดินหน้าหรือหยุดนิ่ง สิทธิเหล่านี้จึงไม่ได้ถูกจัดสรรตามกฎเกณฑ์ แต่ถูกจัดสรรตามความสามารถในการจ่าย
ชั้นที่สองคือผลกระทบโดยอ้อม เมื่อทรัพยากรที่ควรใช้สร้างโรงเรียน โรงพยาบาล หรือระบบน้ำสะอาด รั่วไหลออกไประหว่างทาง คุณภาพของบริการสาธารณะก็ตกลง คนที่รู้สึกถึงผลนั้นก่อนใครคือคนที่ไม่มีทางเลือกอื่น
ชั้นที่สามคือผลกระทบเชิงโครงสร้าง ซึ่งมองเห็นยากที่สุดแต่ร้ายแรงที่สุด เพราะคอร์รัปชันไม่ได้กัดกินแค่เงิน แต่กัดกินกลไกที่ทำหน้าที่ยับยั้งการใช้อำนาจ เมื่อศาล องค์กรกำกับ และหน่วยตรวจสอบถูกแทรกแซง โอกาสที่การใช้อำนาจมิชอบจะถูกลงโทษก็ต่ำลง เจ้าหน้าที่จึงละเมิดสิทธิได้โดยไม่ต้องกลัวผลตามมา
จุดนี้เองที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างคอร์รัปชันกับสิทธิกลายเป็นวงจร ไม่ใช่เส้นตรง เครื่องมือที่สังคมใช้เปิดโปงการทุจริตล้วนเป็นสิทธิเสรีภาพทั้งสิ้น เสรีภาพสื่อ เสรีภาพในการรวมกลุ่ม สิทธิเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร และการคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส งานวิจัยเปรียบเทียบข้ามประเทศพบมานานว่าประเทศที่สื่อเสรีกว่ามีระดับคอร์รัปชันต่ำกว่า ดังนั้น เมื่อผู้มีอำนาจต้องการปกป้องผลประโยชน์ที่ได้มาโดยมิชอบ สิ่งแรกที่ถูกบีบจึงมักไม่ใช่ระบบบัญชี แต่เป็นคนที่จะพูดถึงมัน
และการบีบนั้นไม่จำเป็นต้องรอให้ความผิดถูกเปิดโปงเสียก่อน ผู้มีอำนาจที่รู้ตัวว่ากำลังจะถูกจับตา มีแรงจูงใจที่จะฟ้องปิดปากคุกคามองค์กรตรวจสอบ และจำกัดพื้นที่การรวมกลุ่มไว้ล่วงหน้า การถดถอยของเสรีภาพจึงมักมาถึงก่อนที่ข่าวทุจริตจะขึ้นหน้าหนึ่งด้วยซ้ำ
ความเสียหายไม่ได้กระจายเท่ากัน งานศึกษาเรื่องคอร์รัปชันกับความเหลื่อมล้ำชี้ตรงกันว่าภาระตกหนักที่สุดกับคนที่จ่ายไม่ไหวและต่อรองไม่ได้ ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดชิ้นหนึ่งมาจากจีน ซึ่งพบว่าบริษัทที่มีเส้นสายทางการเมืองหลุดรอดการตรวจสอบความปลอดภัย และมีอัตราคนงานเสียชีวิตสูงกว่าบริษัทที่เทียบเคียงกันได้หลายเท่า นี่คือจุดที่คำว่าคอร์รัปชันหยุดเป็นเรื่องตัวเลข และกลายเป็นเรื่องคนตาย
เมื่อหันกลับมามองไทย ข้อมูลที่มีอยู่แล้วบอกอะไรได้พอสมควร สำนักงาน ป.ป.ช. รับเรื่องร้องเรียนระหว่างปี 2565 ถึง 2567 กว่า 21,358 เรื่อง มูลค่าความเสียหายรวมราว 48,283 ล้านบาท โดยหน่วยงานที่ถูกกล่าวหามากที่สุดคือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกระทรวงมหาดไทย ซึ่งล้วนเป็นหน่วยงานที่ประชาชนต้องเดินเข้าไปหาในชีวิตประจำวัน
สิ่งที่เรายังไม่เคยทำอย่างเป็นระบบ คือการจำแนกว่าเรื่องร้องเรียนสองหมื่นกว่าเรื่องนั้นกระทบสิทธิด้านใดบ้าง เรามีข้อมูลอยู่ในมือ แต่ยังอ่านมันในฐานะสถิติคดี ไม่ใช่ในฐานะแผนที่ของสิทธิที่ถูกละเมิด
ที่สำคัญไม่แพ้กันคือคอร์รัปชันที่ไม่มีวันปรากฏในสถิติ เช่น การเรียกรับผลประโยชน์จากแรงงานข้ามชาติและผู้ให้บริการทางเพศ การใช้สัญญาผู้รับจ้างอิสระเพื่อเลี่ยงกฎหมายคุ้มครองแรงงาน หรือการผูกสิทธิสวัสดิการไว้กับสัญชาติและสถานะการจ้างงานกรณีเหล่านี้ไม่กลายเป็นคดี เพราะผู้เสียหายคือคนที่ร้องเรียนแล้วเสี่ยงกว่าเดิม การมองคอร์รัปชันผ่านแว่นสิทธิมนุษยชนจึงมีประโยชน์ตรงนี้ มันทำให้เรานับสิ่งที่ระบบเดิมนับไม่ได้
ข่าวดีคือปีนี้มีความพยายามที่จะรื้อกำแพงระหว่างสองวงการนี้อย่างจริงจัง คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ หรือ กสม. กับองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือ ACTได้ร่วมกันจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อเสนอต่อสมัชชาสิทธิมนุษยชน ประจำปี 2569 โดยกำหนดหัวข้อหลักของปีไว้ว่า ทุจริตกับสิทธิมนุษยชน
ความร่วมมือนี้น่าสนใจในตัวเอง เพราะเป็นครั้งแรกๆ ที่องค์กรตามรัฐธรรมนูญซึ่งทำหน้าที่คุ้มครองสิทธิ กับภาคประชาสังคมที่ทำงานต่อต้านคอร์รัปชันมาสิบกว่าปี มานั่งโต๊ะเดียวกันเพื่อตอบคำถามชุดเดียวกัน กระบวนการเริ่มตั้งแต่การทบทวนวรรณกรรม ไปจนถึงการเปิดเวทีรับฟังจากภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาควิชาการ และกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง แล้วจึงสังเคราะห์ออกมาเป็นร่างข้อมติรายด้าน
สิ่งที่ทำให้ร่างข้อมติชุดนี้ต่างจากข้อเรียกร้องทั่วไป คือเกือบทุกข้อระบุหน่วยงานเจ้าภาพไว้ชัดเจน ไม่ได้ลอยอยู่ที่คำว่ารัฐควรทำ ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้ติดตามผลได้จริง
ข้อเสนอแบ่งเป็นสี่ด้านตามสี่ห้องย่อย ด้านข้อมูลข่าวสาร คือหลักเปิดเผยเป็นหลักปกปิดเป็นข้อยกเว้น การเปิดข้อมูลจัดซื้อจัดจ้างตลอดวงจร และการเชื่อมฐานข้อมูลผู้ถือหุ้นเพื่อตรวจจับผลประโยชน์ทับซ้อน ด้านความเสมอภาค คือการลดจุดสัมผัสระหว่างประชาชนกับเจ้าหน้าที่ผ่านบริการแบบเบ็ดเสร็จ และคู่มือสิทธิแรงงานข้ามชาติหลายภาษา ด้านการเข้าถึงความยุติธรรม คือกฎหมายป้องกันการฟ้องปิดปาก การทบทวนโทษอาญาฐานหมิ่นประมาท และระบบคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแสที่ครอบคลุมทั้งก่อน ระหว่าง และหลังการแจ้ง ด้านสิทธิทางเศรษฐกิจและสังคม คือการนิยามอาชญากรรมสิ่งแวดล้อมให้ครอบคลุมการกระทำมิชอบของเจ้าหน้าที่ และหลักประกันสังคมที่ไม่ผูกกับสัญชาติ
จะสังเกตได้ว่าเกือบทุกข้อคือการลดพื้นที่ดุลพินิจ และเพิ่มพื้นที่ให้คนนอกมองเห็น ซึ่งตรงกับกลไกที่อธิบายไว้ข้างต้นพอดี คอร์รัปชันเติบโตได้ดีที่สุดตรงที่เจ้าหน้าที่ตัดสินใจได้ตามใจและไม่มีใครเห็น
สิ่งที่ต้องทำต่อคือใส่กรอบเวลาและตัวชี้วัดให้ข้อเสนอเหล่านี้ แล้วตามดูว่าเกิดขึ้นจริงหรือไม่
ครั้งหน้าที่คะแนน CPI ของไทยขยับลง คำถามที่ควรตามมาจึงไม่ใช่แค่ว่านักลงทุนจะคิดอย่างไร แต่คือจะมีใครบ้างที่พูดได้น้อยลง รวมกลุ่มได้ยากขึ้น และร้องเรียนแล้วไม่มีใครฟัง
เพราะคอร์รัปชันไม่ได้ขโมยแค่งบประมาณของรัฐ มันขโมยความสามารถของประชาชนในการทวงคืนงบประมาณนั้นไปด้วย
ต่อภัสสร์ ยมนาค

