เปิดตำนาน "เจ้าปู่ภูพาน" และความลี้ลับที่โค้งปิ้งงู

"ถ้าคุณมีโอกาสได้ขับรถข้ามฝั่งจากจังหวัดสกลนครมุ่งหน้าสู่กาฬสินธุ์ บนทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 213 จำไว้ให้ดีว่าพอเข้าสู่เขตเทือกเขาภูพาน เมื่อถึงช่วง 'โค้งปิ้งงู' ที่ทางหักศอกลาดชันและคดเคี้ยวจนน่ากลัว อย่าลืมชะลอความเร็ว แล้วบีบแตรทักทายเจ้าปู่ภูพานท่านสัก 3 ครั้ง เพื่อฝากเนื้อฝากตัวและขอให้ท่านคุ้มครองการเดินทาง"

วันนี้ ผมจะพาทุกคนไปสัมผัสกับเรื่องเล่าขานสั่นประสาท แต่เปี่ยมล้นไปด้วยความเคารพศรัทธาของชาวอีสาน กับตำนานความลี้ลับของ "เจ้าปู่ภูพาน" และความอันตรายของโค้งมรณะแห่งนี้
หากพูดถึงที่มาของชื่อหลายคนอาจสงสัยว่าทำไมต้องเรียกว่าโค้งปิ้งงู คำตอบอยู่ในลักษณะทางกายภาพของถนนครับ เพราะเส้นทางช่วงนี้มีความลาดชันและหักพับไปมาคล้ายกับงูที่กำลังถูกปิ้งอยู่บนตอกไม้ไผ่
ย้อนกลับไปในอดีตยุคที่เพิ่งเริ่มตัดถนนผ่านช่องเขาอันรกทัณฑ์แห่งนี้ ป่าภูพานขึ้นชื่อว่าเป็นดงดิบทึบ ไข้ป่าชุกชุม และเต็มไปด้วยสัตว์ดุร้ายอย่างเสือสาง ในยุคแรกของการก่อสร้าง มีอุบัติเหตุรถตกเหวเสียชีวิตกันแทบทุกสัปดาห์ จนชาวบ้านและนายช่างทางหลวงต่างขวัญผวา ทนความน่ากลัวไม่ไหว ต้องพากันมาสร้างศาลไม้เล็ก ๆ ไว้ริมทาง พร้อมอัญเชิญดวงวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ผู้ปกปักรักษาผืนป่ามาประดิษฐาน เพื่อขอให้ท่านช่วยคุ้มครองคนเดินทาง และนั่นคือจุดเริ่มต้นของ ศาลเจ้าปู่ภูพาน อันศักดิ์สิทธิ์
มีความเชื่อและคำบอกเล่าปากต่อปากสืบทอดกันมาว่า ในยามวิกาลที่เงียบสงัด บรรดาคนขับรถสิบล้อหรือชาวบ้านที่ขึ้นเขาไปหาของป่า มักเจอเรื่องราวชวนขนลุกอยู่เสมอ หลายคนเคยเห็นเสือโคร่งตัวใหญ่เท่าม้าเดินวนเวียนอยู่ใกล้ศาล

หรือบางคนหนักกว่านั้น ขับรถผ่านตอนกลางคืนแล้วเห็นชายแก่ร่างสูงใหญ่นุ่งขาวห่มขาวนั่งอยู่ริมทาง พอบริบตาเดียวก็หายวับไปกับตา

ชาวบ้านจึงเชื่อกันสนิทใจว่า เสือยักษ์ตัวนั้นไม่ใช่เสือตามธรรมชาติทั่วไป แต่เป็นบริวาร หรือบางทีก็คือร่างจำแลงของเจ้าปู่ ที่แปลงกายออกมาเดินตรวจตราความเรียบร้อยและดูแลความปลอดภัยให้กับผืนป่าแห่งนี้
พอนานวันเข้า ผู้ที่รอดชีวิตจากอุบัติเหตุ ณ โค้งมรณะแห่งนี้อย่างปาฏิหาริย์ หรือผู้ที่มาบนบานศาลกล่าวแล้วประสบความสำเร็จในชีวิต ต่างพากันนำรูปปั้นเสือมาถวายแก้บนอย่างต่อเนื่อง จนจากศาลไม้เก่า ๆ ผุพังในอดีต ปัจจุบันได้กลายเป็นลานรูปปั้นเสือและศาลที่แน่นขนัด จนคนรุ่นหลังเรียกติดปากกันว่า "ศาลเจ้าพ่อเสือ"

แต่สำหรับคนในพื้นที่และผู้คนที่นับถือท่านคือ "เจ้าปู่ภูพาน" ผู้เปี่ยมด้วยความเมตตา แต่น่าเกรงขาม คอยปกป้องคุ้มครองให้ทุกคนเดินทางสัญจรไปกลับด้วยความปลอดภัย
แล้วรู้ไหมครับว่า ทำไมการบีบแตร 3 ครั้งจึงกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ เพราะนอกจากจะเป็นการแสดงความเคารพต่อเจ้าปู่แล้ว ในมุมมองของคนขับรถบรรทุกและโชเฟอร์มืออาชีพต่างรู้กันดีว่า โค้งปิ้งงูนั้นหักศอกแคบมากจนมุมมองอับสายตา ไม่สามารถมองเห็นรถที่กำลังวิ่งสวนขึ้นมาได้ การบีบแตรจึงเป็นการส่งสัญญาณเตือนภัยให้รถคันอื่นที่กำลังสวนทางมาได้รับรู้และระมัดระวังตัว เรียกว่าได้ทั้งความเป็นสิริมงคลและความปลอดภัยบนท้องถนนไปพร้อม ๆ กัน

แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าที่มาของตำนานจะผสมผสานด้วยเรื่องราวใด สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลยก็คือ ความเคารพยำเกรงต่อธรรมชาติของชาวสกลนครและกาฬสินธุ์ และความเชื่อนี้เองที่คอยย้ำเตือนให้พวกเราไม่ประมาทเวลาขับผ่านเส้นทางภูเขาที่ทั้งสวยงามและอันตรายแห่งนี้
เมื่อพูดถึงปู่ภูพานแล้ว หลายคนอาจเคยได้ยินชื่อลี้ลับอีกหนึ่งชื่อที่มักจะถูกพูดถึงควบคู่กัน นั่นก็คือ "พ่อปู่ดำ" หรือ "พญานาคองค์ดำ" ผู้ปกปักรักษาแหล่งน้ำและความอุดมสมบูรณ์ลึกลงไปในผืนป่าแห่งนี้ ซึ่งมีเรื่องเล่าขานและความศักดิ์สิทธิ์ที่ชวนติดตามไม่แพ้กันเลยครับ

สำหรับใครที่เคยมีโอกาสขับรถผ่านโค้งปิ้งงู แล้วเคยเจอประสบการณ์แปลก ๆ แวะมาคอมเมนต์เล่าให้ฟังกันบ้างนะครับ และที่สำคัญ อย่าลืมกดติดตามและกดกระดิ่งแจ้งเตือนกันเอาไว้ด้วยนะครับ เพราะในตอนต่อไป ผมจะพาทุกท่านไปเจาะลึกเปิดตำนานความลี้ลับของ "พ่อปู่ดำ" หรือ "พญานาคองค์ดำ" แห่งเทือกเขาภูพาน ที่รับรองว่าเข้มข้นและชวนขนลุกไม่แพ้กันแน่นอนครับ แล้วพบกันใหม่สวัสดีครับ
แนวหน้าแอดมิน #ฟิรุมุคุง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

