คอลัมน์ : กวนน้ำให้ใส

เริ่มแล้ว... นิรโทษกรรมการเมือง ตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ
กฎหมายที่กำหนดให้มีการนิรโทษกรรมการเมือง หรือพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา และมีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2569 เป็นต้นมา
โดยครอบคลุมคดีความจากแรงจูงใจทางการเมือง ย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2548 ถึง 16 กรกฎาคม 2568
อย่างไรก็ตาม ไม่ครอบคลุมการกระทำความผิดฐานทุจริต ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และความผิดแก่ชีวิตหรือทำให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส รวมถึงความผิดต่อส่วนตัว หรือการกระทำที่ผู้กระทำต้องรับผิดต่อบุคคลที่มิใช่หน่วยงานของรัฐเป็นการเฉพาะรายหรือเฉพาะกลุ่ม
1. ขณะนี้ กฎหมายมีผลใช้บังคับแล้ว และมีรายงานข่าวว่า บุคคลที่ถูกดำเนินคดีบางรายได้รับอานิสงส์ ได้รับการนิรโทษกรรมในคดีทางการเมืองตามกฎหมายแล้ว โดยไม่ต้องรอการพิจารณาของคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ตามกฎหมายฉบับนี้
อาทิ
กรณีนายนวการ ขอนศรี
รายงานข่าว ระบุว่า เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2569 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง มีคำสั่งให้การลงโทษจำเลยในคดีนี้สิ้นสุดลง และออกหมายปล่อยจำเลย ตามพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569
คดีนี้ สืบเนื่องจากจำเลยไปปิดล้อมทางเข้า-ออกสำนักงานเขตดินแดง ซึ่งเป็นสถานที่เก็บรักษาหีบบัตรและอุปกรณ์การเลือกตั้ง และมีการนำกุญแจมาปิดล็อกประตูทางออกของสำนักงานเขตดินแดง ขัดขวางการเลือกตั้ง สส.
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 140 วรรคแรก ประกอบมาตรา 138 และ 83 รวมถึงความผิดตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเลือกตั้ง พิพากษาจำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ จึงลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 6 เดือน และให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนด 5 ปี
ต่อมา ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น คดีถึงที่สุดแล้ว
รายงานระบุว่า นายนวการอยู่ระหว่างรับโทษตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โดยถูกคุมขังอยู่ที่ เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่วันที่ 24 มีนาคม 2569
ต่อมา ภายหลังพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 มีผลใช้บังคับ นายนวการได้ยื่นคำร้องลงวันที่ 27 สิงหาคม 2569 ขอให้ศาลมีคำสั่งให้การลงโทษสิ้นสุดลงและปล่อยตัว โดยอ้างว่าการกระทำที่ต้องคำพิพากษาเป็นการกระทำอันเกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมหรือการแสดงออกทางการเมือง อันมีมูลเหตุมาจากความขัดแย้งหรือแรงจูงใจทางการเมือง และเป็นความผิดตามบัญชีท้ายพระราชบัญญัติดังกล่าว จึงอยู่ในข่ายได้รับนิรโทษกรรมตามมาตรา 7 และมีผลให้การลงโทษสิ้นสุดลงตามมาตรา 8 วรรคสอง
ศาลได้ส่งสำเนาคำร้องให้โจทก์ทราบ และเจ้าหน้าที่ศาลแจ้งกำหนดนัดให้โจทก์ทราบทางโทรศัพท์แล้ว ถึงวันนัดมีผู้รับมอบฉันทะโจทก์มาศาล และโจทก์ไม่ได้แถลงคัดค้าน จึงถือว่าโจทก์ไม่คัดค้าน
ศาลพิเคราะห์ข้อเท็จจริงตามคำฟ้อง คำพิพากษา และเอกสารในสำนวนแล้วเห็นว่า แม้การกระทำของจำเลยเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งและมีผลให้การจัดการเลือกตั้งในพื้นที่ไม่อาจดำเนินไปได้ แต่พฤติการณ์เป็นการกระทำในบริบทของการชุมนุมหรือการแสดงออกทางการเมืองอันมีมูลเหตุมาจากความขัดแย้งหรือแรงจูงใจทางการเมือง ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยกระทำไปเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น ไม่ปรากฏพฤติการณ์ซื้อเสียง โกงคะแนน เปลี่ยนแปลงผลคะแนน ทำเอกสารหรือคุณสมบัติอันเป็นเท็จ หรือช่วยเหลือผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใดโดยมิชอบ ศาลจึงยังฟังไม่ได้ว่า การกระทำดังกล่าวเป็นการเลือกตั้งโดยทุจริต การเลือกตั้งที่ไม่เป็นธรรม หรือเป็นความผิดฐานทุจริตหรือประพฤติมิชอบ อันเป็นข้อยกเว้นตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569
ศาลเห็นว่า การกระทำของนายนวการอยู่ในหลักเกณฑ์ได้รับนิรโทษกรรมตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 และเมื่อคดีนี้ศาลมีคำพิพากษาให้ลงโทษจำเลยก่อนวันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวมีผลใช้บังคับ และจำเลยอยู่ระหว่างบังคับโทษกรณีจึงต้องด้วยมาตรา 8 วรรคสอง ให้ถือว่าจำเลยไม่เคยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดนั้น และให้การลงโทษจำเลยในคดีนี้สิ้นสุดลง
ศาลจึงมีคำสั่ง “หมายปล่อยจำเลยคดีนี้”
รายงานข่าวระบุว่า ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางได้ออกหมายปล่อย ลงวันที่ 2 กันยายน 2569 ถึงผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ให้ปล่อยตัว นายนวการ ขอนศรี ตามคำสั่งศาล
2. แต่ปรากฏว่า บางคดี พบว่า ศาลมีคำสั่งให้ส่งคำร้องไปให้คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข เป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาด ตามพ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ
ซึ่งขณะนี้ คณะกรรมการฯ ยังอยู่ระหว่างรอการแต่งตั้ง


น่าจะมีกำหนดประชุมครั้งแรก ภายในวันที่ 23 กันยายน 2569
จากนั้น จะประกาศหลักเกณฑ์การขอนิรโทษกรรมต่อไป ผู้มีประโยชน์เกี่ยวข้องจะยื่นเรื่องร้องขอการนิรโทษกรรมในคดีที่เกี่ยวข้อง
หลังจากการประชุมครั้งแรก คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขต้องดำเนินการให้เสร็จภายใน 180 วัน (ประมาณ 6 เดือน) หากคณะกรรมการยังพิจารณาไม่แล้วเสร็จ สามารถขยายได้ไม่เกิน 2 ครั้ง ครั้งละไม่เกิน 90 วัน (รวมแล้วจึงขยายระยะเวลาได้อีกประมาณ 6 เดือน)
น่าคิดว่า เหตุใด บางกรณี มีข่าวว่า ศาลสั่งได้เลย ไม่ต้องรอคณะกรรมการตามกฎหมายใหม่
3. พระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569
ช่วงเวลาและเงื่อนไขการนิรโทษกรรม : นิรโทษกรรมให้แก่การกระทำของบุคคลที่เข้าร่วมชุมนุมทางการเมืองหรือแสดงออกทางการเมือง อันมีมูลเหตุมาจากความขัดแย้งหรือแรงจูงใจทางการเมือง ที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2548 ถึงวันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 ตามกฎหมายและฐานความผิดที่ระบุในบัญชีแนบท้าย
ข้อยกเว้นที่ไม่ได้รับการนิรโทษกรรม (มาตรา 3): ความผิดฐานทุจริตหรือประพฤติมิชอบ ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ความผิดที่ทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย หรือได้รับอันตรายสาหัส (มาตรา 297) ความผิดต่อส่วนตัวหรือการกระทำที่ต้องรับผิดต่อบุคคลที่ไม่ใช่หน่วยงานของรัฐเป็นการเฉพาะราย/เฉพาะกลุ่ม
ผลทางกฎหมาย (มาตรา 7 – 9) : ให้ผู้กระทำความผิดพ้นจากความรับผิดทางอาญาและทางพินัย ไม่ถือว่าเคยต้องคำพิพากษาลงโทษ หากคดีอยู่ในชั้นสอบสวน/อัยการให้ยุติคดี หากอยู่ในชั้นศาลให้จำหน่ายคดี หากรับโทษอยู่ให้ปล่อยตัวทันที ให้หน่วยงานรัฐลบประวัติอาชญากรรม ยุติการดำเนินคดีแพ่งและการบังคับคดีชดใช้ค่าเสียหายเฉพาะส่วนของหน่วยงานรัฐ
มาตรการสำหรับผู้เยาว์ (มาตรา 11): กรณีผู้กระทำผิดอายุต่ำกว่า 18 ปี ในความผิดที่ไม่ได้รับการนิรโทษกรรม (เว้น มาตรา 112) สามารถร้องขอให้จัดทำแผนแก้ไขบำบัดฟื้นฟูเพื่อใช้มาตรการพิเศษแทนการดำเนินคดีอาญาหรือสั่งยุติคดีได้
ขอบเขตความผิดตามบัญชีแนบท้าย (ตัวอย่างสำคัญ) : ความผิดต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (ม. 113(1)(2) เฉพาะตระเตรียม/สมคบกบฏ, ม. 114, ม. 116-118) ความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้าย (ม. 135/1 – 135/3 บางส่วน), ต่อเจ้าพนักงาน,ความสงบสุขของประชาชน, บุกรุก, ทำให้เสียทรัพย์, ยุยงปลุกปั่น/ต่อสู้เจ้าพนักงาน ความผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ, พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ, พ.ร.บ.จราจรทางบก, พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ และบรรดาประกาศ/คำสั่ง คสช. หรือ คปค. ฯลฯ
4. การพ้นผิดตาม พ.ร.บ. สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 ต้องรอคำวินิจฉัยของคณะกรรมการฯ หรือไม่?
อ.วัส ติงสมิตร ให้ความเห็นว่า
“...การประกาศใช้ พระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2569 ถือเป็นก้าวสำคัญในการคลี่คลายความขัดแย้งทางการเมืองที่สั่งสมมานานหลายทศวรรษ ทว่า ในทางปฏิบัติ เมื่อกฎหมายมีผลใช้บังคับกลับเกิดปัญหาการตีความกฎหมายในศาลชั้นต้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยปรากฏแนวความคิดออกเป็น 2 แนวทางที่ตรงกันข้ามกันอย่างสิ้นเชิง...
1.ปัญหาความเห็นแตกออกเป็น 2 แนวทางในศาลชั้นต้น
เมื่อพิจารณาความในมาตรา 6 มาตรา 7 มาตรา 8 และมาตรา 12 แล้ว เกิดการตีความเป็น 2 แนวทาง:
แนวทางที่ 1: ต้องรอคำวินิจฉัยของคณะกรรมการฯ ก่อนตามมาตรา 12 (แนวทางเคร่งครัดขั้นตอนทางปกครอง)
ผู้มีความเห็นตามแนวทางนี้เห็นว่า การพิจารณาว่าการกระทำใด “มีมูลเหตุมาจากความขัดแย้งทางการเมืองหรือแรงจูงใจทางการเมือง” หรือเป็น “ฐานความผิดที่เกี่ยวพันกัน”หรือไม่นั้น เป็นข้อเท็จจริงที่ต้องผ่านการตรวจสอบโดยองค์กรเฉพาะ คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข (ซึ่งมีหน้าที่และอำนาจตามมาตรา 6 ประกอบมาตรา 12 และมีข้อความไม่ชัดเจนว่า จะมีอำนาจวินิจฉัยเมื่อใด) จึงมีอำนาจหน้าที่โดยตรงในการวินิจฉัยคัดกรอง หากศาลด่วนสั่งปล่อยตัวโดยไม่มีมติจากคณะกรรมการฯ อาจเกิดความผิดพลาดในการใช้อำนาจ จึงต้องชะลอการยุติการพิจารณาชะลอการจำหน่ายคดีและชะลอการปล่อยตัว
จนกว่าคณะกรรมการฯ จะมีคำวินิจฉัยส่งมายังศาล
แนวทางที่ 2: สั่งยุติการพิจารณา จำหน่ายคดีและปล่อยตัวได้ทันทีโดยไม่ต้องรอคณะกรรมการฯ (แนวทางสิทธิเสรีภาพและผลโดยกฎหมาย)
ผู้มีความเห็นตามแนวทางนี้ถือว่า ผลของการพ้นผิดตามมาตรา 7 เกิดขึ้นทันที โดยอำนาจของกฎหมาย (Ex lege) นับแต่วันที่ พ.ร.บ. มีผลใช้บังคับ หากปรากฏชัดแจ้งจากสำนวนว่าความผิดและช่วงเวลาตรงตามบัญชีแนบท้าย ศาลมีหน้าที่ตามมาตรา 8 ในการสั่งยุติการพิจารณา จำหน่ายคดี และออกหมายปล่อยตัวทันที บทบาทของคณะกรรมการฯ ตามมาตรา 12 เป็นเพียงกลไกเสริมเพื่อแก้ปัญหาในคดีที่มีข้อสงสัยหรือข้อโต้แย้งเท่านั้น มิใช่เงื่อนไขบังคับก่อนที่จะมาหน่วงเหนี่ยวการสั่งปล่อยตัว....
เมื่อพิเคราะห์ตามหลักนิติวิธีและการตีความกฎหมาย มีเหตุผลสนับสนุนอย่างแน่นหนาว่า การนิรโทษกรรมมีผลทันที และศาลไม่ต้องรอคำวินิจฉัยของคณะกรรมการฯ ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้:
1.หลักผลลัพธ์ทันทีแห่งกฎหมาย (Ex Lege): ถ้อยคำในมาตรา 7 ใช้คำว่า “ให้การกระทำนั้นไม่เป็นความผิดและให้ผู้กระทำการนั้นพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิด...” ซึ่งเป็นบทบัญญัติเด็ดขาด สิทธิในการพ้นโทษเกิดขึ้นทันทีที่กฎหมายประกาศและมีผลใช้บังคับ ไม่ใช่เกิดจาก “การอนุมัติ” ของคณะกรรมการฯ
2. หลักการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน: เมื่อกฎหมายยกเลิกความผิดแล้วการคุมขังบุคคลต่อไปโดยอ้างขั้นตอนทางปกครองของคณะกรรมการฯ ย่อมกระทบต่อเสรีภาพในร่างกายของประชาชนโดยมิชอบด้วยกฎหมาย
3. หลักฐานสำคัญจากบันทึกการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ: จากการตรวจสอบบันทึกการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ. สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. …. สภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 6 เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 11 กันยายน 2568 พบข้อเท็จจริงอันเป็นเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ชัดเจนที่สุด กล่าวคือ:
ที่ประชุมคณะกรรมาธิการฯ ได้มีมติ “ตัดข้อความ” ว่า “...ทั้งนี้ นับแต่วันที่คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขมีมติเห็นชอบให้ผู้นั้นพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้เป็นต้นไป” ออกจากมาตรา 7 (ร่างมาตรา 6 เดิม)
การตั้งใจตัดประโยคดังกล่าวออกในชั้น กมธ. ยืนยันโดยแท้จริงว่า ฝ่ายนิติบัญญัติไม่ต้องการให้มติของคณะกรรมการฯ เป็น “เงื่อนไขเริ่มต้น” (Condition Precedent) ในการพ้นผิด การพ้นผิดจึงเกิดขึ้นทันทีตามตัวบท ส่วนคณะกรรมการตามมาตรา 12 มีไว้เพื่อสะสางคดีที่มีปัญหาข้อโต้แย้งให้เสร็จสิ้นภายในกรอบเวลาเท่านั้น
ดังนั้น แนวทางที่ 2 ที่เห็นว่า ศาลสามารถสั่งยุติการพิจารณา จำหน่ายคดีและปล่อยตัวจำเลยตามมาตรา 8 ได้ทันทีโดยไม่ต้องรอคำวินิจฉัยของคณะกรรมการฯ จึงเป็นแนวทางที่ถูกต้องตามทั้งลายลักษณ์อักษร เจตนารมณ์ของกฎหมาย และหลักการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาอย่างแท้จริง” - วัส ติงสมิตร
อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ เป็นเงื่อนปมสำคัญ ก็ต้องรอการชี้ขาดโดยผู้มีอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบตามกฎหมาย อย่างแท้จริงต่อไป
สารส้ม
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

