สถานการณ์ผู้สูงอายุของประเทศไทย พ.ศ. 2567

สำนักงานสถิติแห่งชาติมีรายงานเกี่ยวกับสถานการณ์ผู้สูงอายุทุก 3 ปี ล่าสุดคือของปี 2567 ปีแรกสุดคือปี 2537 ผมจึงขอนำข้อมูลต่างๆ เหล่านี้ที่น่าสนใจมาเรียนให้พวกเราทราบ
ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างชัดเจน โดยสถานการณ์ผู้สูงอายุในปี พ.ศ. 2567 สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรที่สำคัญ เมื่อเปรียบเทียบกับปี พ.ศ. 2537 พบว่าสัดส่วนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 6.8 เป็นร้อยละ 20 ของประชากรทั้งหมด การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไม่ได้ส่งผลเฉพาะต่อจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่ยังมีผลต่อโครงสร้างครอบครัว เศรษฐกิจการทำงาน ระบบสุขภาพ ตลอดจนการดูแลและการจัดสวัสดิการสำหรับผู้สูงอายุในอนาคต
ในปี พ.ศ. 2567 ผู้สูงอายุเพศหญิงมีสัดส่วนมากกว่าเพศชาย โดยเป็นหญิงร้อยละ 57.9 และชายร้อยละ 42.1 เมื่อพิจารณาตามช่วงวัย พบว่าผู้สูงอายุวัยต้นอายุ 60–69 ปี มีสัดส่วนมากที่สุด ร้อยละ 59.3 หรือประมาณ 8,321,036 คน รองลงมาคือผู้สูงอายุวัยกลาง อายุ 70–79 ปี ร้อยละ 29.8 หรือประมาณ 4,180,852 คน และผู้สูงอายุวัยปลาย อายุ 80 ปีขึ้นไป ร้อยละ 10.9 หรือประมาณ 1,525,523 คน ทั้งนี้ เพศหญิงมีจำนวนมากกว่าเพศชายในทุกช่วงวัย โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุวัยปลาย ซึ่งเป็นประเด็นที่ควรคำนึงถึงในการวางแผนด้านสุขภาพและการดูแลระยะยาว
การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรยังเห็นได้จากดัชนีการสูงอายุ ซึ่งเป็นการเปรียบเทียบจำนวนผู้สูงอายุกับประชากรเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี โดยในปี พ.ศ. 2537 มีผู้สูงอายุประมาณ 22.6 คนต่อเด็ก 100 คน แต่ในปี พ.ศ. 2567 เพิ่มขึ้นเป็น 127.4 คนต่อเด็ก 100 คน แสดงให้เห็นว่าจำนวนผู้สูงอายุมีมากกว่าจำนวนเด็กอย่างชัดเจน ขณะเดียวกันอัตราส่วนพึ่งพิงวัยสูงอายุเพิ่มจาก 10.7 คนต่อประชากรวัยทำงาน 100 คน ในปี พ.ศ. 2537 เป็น 31.1 คน ในปี พ.ศ. 2567 หมายความว่าในปัจจุบันประชากรวัยทำงาน 100 คน ต้องรองรับหรือดูแลผู้สูงอายุประมาณ 31 คน นอกจากนี้ อัตราส่วนเกื้อหนุนลดลงจาก 9.3 คนในปี พ.ศ. 2537 เหลือเพียง 3.2 คนในปี พ.ศ. 2567 หรือกล่าวโดยง่ายว่า จากเดิมที่มีประชากรวัยทำงานประมาณ 9 คนต่อผู้สูงอายุ 1 คน ปัจจุบันเหลือเพียงประมาณ 3 คนต่อผู้สูงอายุ 1 คน สถานการณ์นี้สะท้อนถึงภาระที่เพิ่มขึ้นทั้งต่อครอบครัว ชุมชน และภาครัฐ
ในด้านสถานภาพครอบครัว ผู้สูงอายุร้อยละ 61.7 มีสถานภาพสมรส โดยร้อยละ 58.3 ยังคงอยู่กับคู่สมรส ขณะที่ร้อยละ 3.4 มีคู่สมรสแต่ไม่ได้อยู่ด้วยกัน ส่วนผู้ที่เป็นม่าย หย่า หรือแยกกันอยู่มีร้อยละ 32.6 และเป็นโสดร้อยละ 5.7 สำหรับลักษณะการอยู่อาศัย พบว่าแนวโน้มการอยู่คนเดียวเพิ่มขึ้นอย่างมาก จากร้อยละ 3.6 ในปี พ.ศ. 2537 เป็นร้อยละ 12.9 ในปี พ.ศ. 2567 แม้ว่าผู้สูงอายุส่วนใหญ่ร้อยละ 87.1 ยังคงไม่ได้อยู่คนเดียว โดยร้อยละ 22.6 อยู่กับคู่สมรส และร้อยละ 64.5 อยู่กับบุคคลอื่นทั้งที่อาจมีหรือไม่มีคู่สมรสร่วมอยู่ด้วยก็ตาม การเพิ่มขึ้นของผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียวจึงเป็นประเด็นสำคัญที่ควรได้รับความสนใจ เพราะอาจเกี่ยวข้องกับการดูแล ความปลอดภัย และคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในชีวิตประจำวัน
ด้านการศึกษา พบว่าผู้สูงอายุร้อยละ 93.7 มีการศึกษา ขณะที่ร้อยละ 6.3 ไม่มีการศึกษา และผู้สูงอายุร้อยละ 89.6 สามารถอ่านออกเขียนได้ อย่างไรก็ตามผู้สูงอายุส่วนใหญ่ร้อยละ 60.9 มีระดับการศึกษาต่ำกว่าประถมศึกษา รองลงมาคือระดับประถมศึกษาร้อยละ 12.6 มัธยมศึกษาตอนต้นร้อยละ 4.8 มัธยมศึกษาตอนปลายหรือ ปวช. ร้อยละ 5.6 ปวส. ปวท. หรืออนุปริญญาร้อยละ 1.8 และระดับปริญญาตรีร้อยละ 6.8 ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าผู้สูงอายุในปัจจุบันส่วนใหญ่เติบโตและเข้าสู่วัยทำงานในช่วงเวลาที่โอกาสทางการศึกษาอาจยังมีจำกัด ดังนั้น การจัดบริการหรือข้อมูลสำหรับผู้สูงอายุจึงควรคำนึงถึงความแตกต่างด้านการศึกษาและความสามารถในการเข้าถึงข้อมูลด้วย
ในด้านเศรษฐกิจ พบว่าผู้สูงอายุร้อยละ 34 ยังคงทำงาน โดยผู้สูงอายุวัยต้นมีสัดส่วนการทำงานสูงที่สุดถึงร้อยละ 47.1 รองลงมาคือวัยกลางร้อยละ 19.2 และวัยปลายร้อยละ 3.2 ลักษณะการทำงานส่วนใหญ่เป็นการทำงานส่วนตัวโดยไม่มีลูกจ้าง ร้อยละ 63.7 รองลงมาคือการช่วยงานในธุรกิจครัวเรือนโดยไม่ได้รับค่าจ้าง ร้อยละ 16.3 ลูกจ้างในภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และเอกชนร้อยละ 16.2 และเป็นนายจ้างร้อยละ 3.8 เหตุผลสำคัญที่ผู้สูงอายุยังทำงาน คือ ร้อยละ 51.5 ระบุว่ายังแข็งแรงและสามารถทำงานได้ ขณะที่ร้อยละ 43.5 ทำงานเพราะต้องการหารายได้ นอกจากนี้ ยังมีผู้ที่ทำงานเพื่อช่วยเหลือบุตรหรือสมาชิกในครัวเรือน และเพื่อใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์
เมื่อพิจารณาความต้องการทำงาน พบว่าผู้สูงอายุร้อยละ 64.5 ไม่ต้องการทำงาน ขณะที่ร้อยละ 35.5 ยังคงต้องการทำงาน โดยในกลุ่มที่ต้องการทำงานนั้น ส่วนใหญ่เป็นผู้ที่กำลังทำงานอยู่แล้วร้อยละ 31.7 ส่วนที่เหลือเป็นผู้ที่รอฤดูกาล กำลังหางาน หรือไม่หางานทำ ข้อมูลนี้แสดงให้เห็นว่าการทำงานของผู้สูงอายุไม่ได้เกิดจากความจำเป็นทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับสุขภาพ ความสามารถในการทำงาน ความต้องการพึ่งพาตนเอง และความต้องการมีส่วนร่วมในครอบครัวและสังคม
นพ.พินิจ กุลละวณิชย์

