คอลัมน์ : คิดด้วยพลเมือง

กระตุกต่อม ‘เอ๊ะ!’ ในรั้วมหาวิทยาลัย : เกมชวนคิดเพื่อรู้ทันผลประโยชน์ทับซ้อน
ผู้เขียนมีโอกาสจัดกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interest: COI) ให้แก่บุคลากรในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความตระหนักรู้ในการป้องกันความเสี่ยงดังกล่าวให้กับอาจารย์ เจ้าหน้าที่ ผู้บริหาร และฝ่ายต่างๆ ในรั้วมหาวิทยาลัย ซึ่งจริงๆ แล้วประเด็นเรื่อง “ผลประโยชน์ทับซ้อน” น่าจะเป็นหัวข้อยอดฮิตที่ทุกฝ่ายมีโอกาสเข้าฟังการบรรยายอยู่บ่อยครั้ง
ดังนั้น โจทย์ของทีมจึงมุ่งไปที่การเปิดโอกาสให้ผู้อบรมมีส่วนร่วมประเมินความเสี่ยงด้านผลประโยชน์ทับซ้อนจากบทบาทหรืองานที่ทุกคนทำกันอยู่จริงๆ ในรั้วมหาวิทยาลัย โดยเป็นการประเมินสถานการณ์รูปแบบความเสี่ยงต่างๆ จากการรับรู้และความเข้าใจของแต่ละคนเกี่ยวกับเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนก่อนจะเข้าสู่การบรรยาย เพราะเป้าหมายของกิจกรรมในครั้งนี้ เราอยากรู้ว่า พฤติกรรมแบบไหนที่ทำให้บุคลากรในรั้วมหาวิทยาลัยเริ่ม “เอ๊ะ!” ว่าไม่ควรเกิดขึ้น และพฤติกรรมแบบไหนที่รู้สึกว่า “อ๋อ... ใครๆ ก็ทำกัน” จนเผลอมองข้ามความเสี่ยงไป และอาจมีส่วนทำให้พฤติกรรมเหล่านั้นกลายเป็นเรื่องปกติที่ยอมรับได้ในวงกว้าง
ก่อนเข้าสู่กิจกรรม ผู้เขียนขอปูพื้นสั้นๆ ว่าผลประโยชน์ทับซ้อนในมหาวิทยาลัยเกิดขึ้นเมื่อบุคลากรต้องตัดสินใจหรือใช้ดุลพินิจในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของตนเอง คนใกล้ชิด หรือบทบาทอื่นที่อาจมีอิทธิพลต่อการใช้ดุลพินิจในหน้าที่หลัก ไม่ว่าจะเป็นการให้ทุน การจัดซื้อการประเมินผลงาน การรับบุคลากร หรือการเผยแพร่ผลวิจัย ซึ่งผลประโยชน์ที่เข้ามาเกี่ยวข้องมีได้หลายรูปแบบ ตั้งแต่เงินของขวัญ ค่าเดินทาง รายได้จากงานภายนอก และโอกาสทางวิชาชีพไปจนถึงความสัมพันธ์กับญาติ เพื่อน ลูกศิษย์ หรือผู้ร่วมงาน สถานการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นได้ง่าย เพราะบุคลากรคนหนึ่งอาจเป็นทั้งผู้สอน ที่ปรึกษา ผู้ประเมิน ผู้ร่วมวิจัย และผู้รับทุน ขณะที่คนในแวดวงเดียวกันก็เกี่ยวข้องกันในหลายสถานะ
อย่างไรก็ดี ความสัมพันธ์เหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของการทำงานตามปกติ จึงยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าบุคคลนั้นกระทำผิด แต่หากผู้มีส่วนได้เสียเข้ามาให้ความเห็น อนุมัติ หรือชี้ขาดในเรื่องเดียวกัน ควรพิจารณาว่าต้องเปิดเผยความเกี่ยวข้อง จำกัดบทบาท ให้ผู้อื่นร่วมพิจารณา หรือถอนตัวหรือไม่จากหลักคิดนี้ จึงนำไปสู่กิจกรรมที่ชวนผู้เข้าร่วมประเมินสถานการณ์สมมติในมหาวิทยาลัยว่า เรื่องใดทำให้เริ่ม “เอ๊ะ!” และเรื่องใดถูกมองว่า “อ๋อ... ใครๆ ก็ทำกัน” จนอาจมองข้ามความเสี่ยง
เราเรียกเกมนี้ว่า “ใช่ COI หรือไม่?” ผู้เข้าร่วมต้องพิจารณาสถานการณ์ใกล้ตัวในรั้วมหาวิทยาลัย แล้วเลือกคำตอบจากสามระดับสี ได้แก่ สีฟ้า สำหรับกรณีที่ความเสี่ยงน้อยและจัดการได้เอง สีเหลือง สำหรับกรณีที่มีความเสี่ยงและควรเปิดเผยส่วนได้เสียหรือขอคำปรึกษา และสีแดง สำหรับกรณีที่ไม่ควรทำหรือควรถอนตัวจากการตัดสินใจ โจทย์ทั้งหมดเป็นสถานการณ์สมมติ ครอบคลุมบทบาทของผู้บริหาร อาจารย์ นักวิจัย เจ้าหน้าที่จัดซื้อ และบุคลากรที่รับงานภายนอก เช่น การพิจารณางบประมาณ การรับค่าเดินทางจากบริษัทที่กำลังขอความร่วมมือวิจัยกับคณะ การใช้ข้อมูลของนักศึกษา และการจัดการคำขอจากผู้ให้ทุน
ความสัมพันธ์หรือผลประโยชน์ที่ปรากฏในโจทย์เพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอให้เลือกสีได้ทันที ก่อนโหวต ผู้เข้าร่วมจึงต้องพิจารณาสามเรื่อง ได้แก่ บุคคลนั้นมีอำนาจกำหนดผลการตัดสินใจเพียงใด เปิดเผยความเกี่ยวข้องแล้วหรือยัง และมีมาตรการรักษาความเป็นธรรม เช่น ให้ผู้อื่นร่วมพิจารณา จำกัดบทบาท หรือถอนตัวหรือไม่ ยิ่งผู้มีส่วนได้เสียมีอำนาจชี้ขาดโดยไม่มีการเปิดเผยหรือถ่วงดุล ผู้เกี่ยวข้องก็ยิ่งมีเหตุสงสัยว่าการตัดสินใจนั้นเป็นธรรมหรือไม่ สามคำถามนี้้จะช่วยให้เห็นว่า สถานการณ์เดียวกันอาจมีระดับความเสี่ยงต่างกันตามบทบาท ข้อมูลที่เปิดเผย และวิธีจัดการ
บทความนี้ผู้เขียนเลือกนำเสนอเฉพาะรูปแบบคำตอบที่สำคัญเพื่อถอดบทเรียนจากกิจกรรม โดยคำตอบที่ได้รับสะท้อนความคิดเห็นของผู้เข้าร่วม ณ เวลาที่ทำกิจกรรม และใช้เป็นข้อมูลตั้งต้นในการสนทนากลุ่มเท่านั้น
เริ่มจากสถานการณ์ที่ผู้เข้าร่วมจำนวนมากเลือกสีแดง ซึ่งหมายถึงไม่ควรทำหรือควรถอนตัว ส่วนใหญ่เป็นกรณีเกี่ยวข้องกับการนำบทบาท ทรัพยากร หรือข้อมูลของมหาวิทยาลัยไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตนอย่างชัดเจน เช่น การใส่ชื่อผู้ที่ไม่ได้มีส่วนร่วมในงานวิจัยเพื่อแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ในอนาคต การรับงานภายนอกโดยใช้เครือข่ายมหาวิทยาลัยหาลูกค้า และการนำข้อมูลงานวิจัยของนักศึกษาไปทำงานที่ปรึกษาโดยไม่แจ้งนักศึกษา บางกรณียังเกี่ยวข้องกับจริยธรรมการวิจัยและสิทธิในข้อมูล คำตอบจึงสะท้อนว่า ผู้เข้าร่วมเห็นตรงกันค่อนข้างมากว่าพฤติกรรมเหล่านี้ไม่เหมาะสม โดยเฉพาะเมื่อผลประโยชน์ส่วนตนเริ่มกระทบกับการปฏิบัติหน้าที่
ส่วนสถานการณ์ที่ความสัมพันธ์เข้ามาซ้อนทับกับบทบาทหน้าที่ เช่น เจ้าหน้าที่จัดซื้อรู้จักกับผู้เสนอราคา หรืออาจารย์ทำหน้าที่ประเมินนักศึกษาที่เป็นญาติ ผู้เข้าร่วมจำนวนมากเลือกสีเหลือง ซึ่งหมายถึงควรเปิดเผยความเกี่ยวข้องและขอคำปรึกษาก่อนดำเนินการต่อ คำตอบลักษณะนี้แสดงให้เห็นว่า ผู้เข้าร่วมไม่ได้มองความสัมพันธ์เป็นความผิดทันที แต่เข้าใจว่าต้องมีการตรวจสอบอำนาจตัดสินใจของบุคคลดังกล่าวและกำหนดมาตรการให้เหมาะสม เช่น ให้ผู้อื่นร่วมพิจารณา จำกัดบทบาท งดออกเสียง หรือถอนตัว นอกจากนี้ ประเด็นเกี่ยวกับอิทธิพลของผู้สนับสนุนทุน การร่วมเป็นกรรมการ และคำขอที่อาจกระทบการเผยแพร่ผลวิจัย ยังเป็นเรื่องที่ควรนำมาหารือต่อไปเพื่อกำหนดหลักปฏิบัติร่วมกันให้ชัดเจน
เมื่อพิจารณาคำตอบทั้งสามสี ผู้เข้าร่วมจำนวนมากแยกกรณีที่ควรหยุดหรือถอนตัวออกจากกรณีที่ยังดำเนินการต่อได้หากเปิดเผยส่วนได้เสียและจัดการความเสี่ยงอย่างเหมาะสม อย่างไรก็ดี การเลือกสีฟ้าในกรณีบริษัทที่กำลังขอความร่วมมือทำวิจัยกับคณะออกค่าเดินทางให้อาจารย์ หรือผู้สนับสนุนทุนเข้ามามีบทบาทในกระบวนการตัดสินใจ สะท้อนว่าสำหรับผู้เข้าร่วมบางส่วน เส้นแบ่งระหว่างเรื่องที่ “ทำได้ตามปกติ” กับเรื่องที่ “ทำได้เมื่อเปิดเผยและมีมาตรการรองรับ” ยังไม่ชัดเจน จึงควรพิจารณาต่อว่าบุคคลดังกล่าวมีส่วนตัดสินใจหรือมีส่วนได้เสียต่อผลการตัดสินเพียงใด
เหตุผลที่ผู้เข้าร่วมแลกเปลี่ยนหลังการโหวตชี้ให้เห็นว่า ความคุ้นเคยกับบางสถานการณ์อาจทำให้แต่ละคนประเมินความเสี่ยงต่างกัน ข้อสังเกตนี้สอดคล้องกับรายงานเรื่อง Behavioural Insights for
Public Integrity: Harnessing the Human Factor to Counter Corruption โดย OECD (2018) อธิบายว่า การตัดสินใจด้านความซื่อตรงอาจได้รับอิทธิพลจากอคติ ความเคยชิน และบรรทัดฐานของคนรอบข้าง ในมหาวิทยาลัย ความคิดว่า “เป็นเรื่องปกติ” “คนอื่นก็ทำกัน” หรือ “เราแยกเรื่องส่วนตัวออกจากหน้าที่ได้” อาจทำให้บุคลากรเปิดเผยความเกี่ยวข้องช้ากว่าที่ควร การป้องกันจึงควรเริ่มตั้งแต่ก่อนรับประโยชน์ ก่อนรับบทบาทกรรมการ หรือก่อนเข้าไปมีส่วนตัดสินใจในเรื่องที่ตนเองมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้อง
เมื่อทุกคนเริ่ม “เอ๊ะ!” ระบบต้องช่วยให้จัดการความเสี่ยงได้ทันเวลา งานศึกษาของ U4 ชี้ว่า จุดเสี่ยงในมหาวิทยาลัยกระจายอยู่ทั้งงานบริหารและงานวิชาการ รายงาน Corruption in Universities: Paths to Integrity in the Higher Education Subsector โดย Kirya (2019) กล่าวถึงการรับนักศึกษา การแต่งตั้งบุคลากร การจัดซื้อ การรับรองคุณภาพ การสอบและประเมินผล รวมถึงการใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวเอื้อประโยชน์ในการตัดสินใจ ส่วนรายงาน Overview of Corruption in Academic Research โดย Camacho (2021) ชี้ให้เห็นความเสี่ยงในการกำกับนักศึกษา การใช้ข้อมูล การระบุชื่อผู้เขียน การประเมินผลงาน และการเผยแพร่งานวิจัย ข้อเสนอสำคัญของทั้งสองงานเน้นการกำหนดเกณฑ์ให้ชัด มีผู้พิจารณาหลายฝ่าย เปิดเผยส่วนได้เสีย และจัดให้มีกลไกร้องเรียนและคุ้มครองผู้แจ้งเหตุ
ในส่วนของแหล่งทุน รายงาน Corruption Risks in Research Funding in Developing Countries ของ Merkle (2017) เตือนถึงอิทธิพลของผู้ให้ทุนและการบิดเบือนกระบวนการหรือผลวิจัย ขณะที่รายงาน Mozambique: Corruption and Anti-corruption within the Research Sector and Higher Education System ของ Maslen (2023) เสนอให้ตรวจสอบแหล่งทุน กำหนดเงื่อนไขด้านความซื่อตรงในสัญญาวิจัย และมีช่องทางปรึกษาหรือแจ้งเหตุที่ปลอดภัย
จากข้อเสนอเหล่านี้ มหาวิทยาลัยสามารถช่วยให้บุคลากรจัดการความเสี่ยงได้ง่ายขึ้นด้วยการแทรกคำถามเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนไว้ในขั้นตอนแต่งตั้งกรรมการ อนุมัติโครงการ รับทุน ทำสัญญาวิจัย และรับงานภายนอก พร้อมกำหนดให้การเปิดเผยความเกี่ยวข้องเป็นขั้นตอนปกติ เมื่อมีการเปิดเผยส่วนได้เสีย ควรให้ผู้ไม่มีส่วนได้เสียพิจารณามาตรการที่เหมาะสม เช่น เพิ่มผู้ทบทวน จำกัดบทบาท หรือให้ถอนตัวพร้อมบันทึกเหตุผลและผลการจัดการไว้ให้ตรวจสอบได้ โดยยึดหลักสำคัญคือ “การเปิดเผยส่วนได้เสียหรือความเกี่ยวข้อง ไม่ใช่การกล่าวโทษ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการจัดการที่โปร่งใสและรักษาความน่าเชื่อถือของมหาวิทยาลัย”
เกมสถานการณ์อย่าง “ใช่ COI หรือไม่?” จึงเป็นตัวอย่างของกิจกรรมที่หน่วยงานสามารถปรับให้สอดคล้องกับบทบาทและลักษณะงานของตนได้ แนวทางนี้สอดคล้องกับข้อเสนอของ Camacho (2021) ที่ให้ใช้กรณีศึกษาและการอภิปรายกลุ่มย่อย เพื่อเปิดพื้นที่ให้บุคลากรร่วมกันพิจารณาความเสี่ยงจากสถานการณ์ที่อาจพบจริง เพราะการแลกเปลี่ยนภายในวงช่วยให้เห็นว่า เรื่องใดเข้าใจตรงกัน เรื่องใดยังมีเส้นแบ่งไม่ชัด และจุดใดต้องมีหลักเกณฑ์หรือช่องทางปรึกษาเพิ่มเติม ข้อสังเกตจากวงสนทนาจึงควรนำไปทบทวนกระบวนงานและจัดทำแผนปฏิบัติการตามความเสี่ยงของแต่ละหน้าที่
คำว่า “เอ๊ะ!” จะมีพลังก็ต่อเมื่อทุกคนมีพื้นที่พูดคุย และมหาวิทยาลัยนำสิ่งที่พบไปปรับกระบวนงานอย่างจริงจัง เพื่อให้การป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนเกิดขึ้นตั้งแต่ต้นทาง และช่วยให้การตัดสินใจเป็นธรรม โปร่งใสและตรวจสอบได้ พร้อมกับรักษาความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจที่สังคมมีต่อมหาวิทยาลัยในระยะยาว
สุภัจจา อังค์สุวรรณ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

