เส้นใต้บรรทัด : เมื่อ ‘อนุทิน’ก้มลง บรรจงกราบ ‘ทักษิณ’

แม้การก้มลงกราบที่ตัก “นายทักษิณ ชินวัตร” อาจเป็นแค่ความสัมพันธ์ส่วนตัว ความนับถือส่วนตัว และเยื่อใยทางการเมือง แต่ก็นับเป็นภาพบาดตาบาดใจ และอาจสร้างความไม่เข้าใจให้แก่ “กองเชียร์” นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้
โดยเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2569 ภายหลังการสวดพระอภิธรรม นายเกรียง กัลป์ตินันท์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ทางเจ้าภาพได้เชิญนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และนายอนุทิน ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ถ่ายภาพร่วมกับครอบครัวกัลป์ตินันท์ จากนั้นนางสาวแพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เดินเข้ามาเชิญนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เข้ามารับประทานอาหารร่วมกันในห้องส่วนตัว ซึ่งไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนเข้าถ่ายภาพ
รายงานข่าวระบุว่า บรรยากาศภายในห้องรับประทานอาหาร นายอนุทินได้นั่งบริเวณตรงกลางโต๊ะ โดยมี นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และนางสาวแพทองธารนั่งขนาบข้างทั้งสองฝ่าย พร้อมด้วย นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี ร่วมโต๊ะอาหารด้วยความสนิทสนม กระทั่งเมื่อถึงเวลาเดินทางกลับ นายอนุทินได้เดินออกมาส่งนายทักษิณถึงที่รถยนต์ พร้อมทั้งมีการพูดคุยกันสั้นๆ โดยนายทักษิณได้เอ่ยถามว่า “ท่านนายกฯ ไปไหนต่อ” ซึ่งนายอนุทินได้ตอบกลับว่า “เดินทางกลับครับ”
ก่อนที่นายทักษิณจะขึ้นไปนั่งบนรถยนต์ นายอนุทินได้น้อมตัวเข้าไป กราบที่ตักของนายทักษิณ เพื่อแสดงความเคารพ ก่อนที่รถของนายทักษิณจะเคลื่อนตัวออกจากบริเวณพิธี
นายอนุทินกล่าวถึงเรื่องดังกล่าวว่า เมื่อเจอนายทักษิณก็ต้องกราบอยู่แล้ว เนื่องจากตนเคยเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลนายทักษิณตั้งแต่ปี 2547 และถือเป็นรัฐมนตรีลำดับท้ายๆ ที่นายทักษิณให้ความเมตตา
เมื่อถามว่าได้พูดคุยอะไรกับนายทักษิณหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ไม่ได้พูดคุยอะไรกันเป็พิเศษ เพียงแต่สอบถามสารทุกข์สุขดิบกันเท่านั้น
นายอนุทินย้ำว่า การพบปะกันของบุคคลทางการเมืองในครั้งนี้ไม่ได้มีนัยทางการเมืองเป็นพิเศษ แต่เป็นการพบกันของบุคคลที่มีความคุ้นเคยและเคยทำงานร่วมกันมา โดยเฉพาะในบริบทที่พรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทยร่วมกันทำงานในรัฐบาลปัจจุบัน
สรุป : นายอนุทิน มองนายทักษิณ เป็น “ผู้มีพระคุณในชีวิต” จึงก้มกราบได้อย่างสนิทใจ และไม่คิดอะไร สังคมก็ไม่ควรจะคิดอะไร แม้จะฝืนหลัก “บูชาผู้ที่ควรบูชา” ตามหลัก “มงคลชีวิต” อยู่บ้าง แต่ก็นั่นแหละ ทักษิณโกงชาติและรับโทษไปแล้ว ไม่ได้โกงตระกูล “ชาญวีรกูล” โดยตรง คงจะคาดหวังให้อนุทินถือสาเหมือนที่สังคมถือสาไม่ได้
หากตัดเรื่องส่วนตัวออก ระหว่างนายทักษิณกับนายอนุทิน มี “เรื่องส่วนรวม” ที่นายอนุทินจะต้องจัดการ นั่นคือ การเรียกเก็บภาษีจากนายทักษิณก่อนคดีจะหมดอายุความ
ในเรื่องนี้ นายถาวร เสนเนียม อดีต รมช.คมนาคม ให้สัมภาษณ์ในรายการ “เที่ยง เจอกัน” ดำเนินรายการโดย สมจิตต์ นวเครือสุนทร มีประเด็นน่าสนใจดังต่อไปนี้
คดีภาษีหุ้นชินคอร์ป 1.7 หมื่นล้านบาทของ “ทักษิณ ชินวัตร” กำลังจะหมดอายุความในปี 2570 แต่ทำไมกลไกรัฐถึงยังนิ่งเฉย? “ถาวร เสนเนียม” ที่ชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงของข้าราชการและนักการเมืองระดับสูง ที่อาจเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ม.154 และ 157 ซึ่งงานนี้หากไม่มีใครกล้าทำในสิ่งที่ถูกต้อง อาจมีคนต้องเข้าไปติดคุกแทน!
❑ ศาลฎีกาชี้ขาด ทักษิณต้องจ่ายภาษี 1.7 หมื่นล้านบาท
เรื่องนี้เป็นที่ยุติแล้วตามคำพิพากษาศาลฎีกาว่า นายทักษิณ ชินวัตร มีพฤติการณ์ปกปิดการถือหุ้นบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น โดยใช้ชื่อบุคคลอื่นและบุตรถือหุ้นแทน ซึ่งถือเป็นการหลีกเลี่ยงข้อจำกัดทางกฎหมาย เป็นธุรกรรมที่ขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมายภาษีอากรอย่างร้ายแรง ทำให้ต้องชำระภาษีพร้อมเบี้ยปรับรวมกว่า 17,600 ล้านบาท แต่เมื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงกลับพบว่า จนถึงปัจจุบันมีการจ่ายภาษีในส่วนนี้ไปเพียงแค่ 50 กว่าล้านบาทเท่านั้น
“การกระทำดังกล่าวถือเป็นธุรกรรมที่ปราศจากเหตุผลทางเศรษฐกิจ ขัดต่อคุณธรรมและเจตนารมณ์ของกฎหมายภาษีอากรอย่างร้ายแรง โดยสรุปก็คือคุณทักษิณต้องจ่าย นี่คือขั้นสุดท้ายแล้ว”
❑ กรมสรรพากรเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่
ในช่วงที่มีการยื่นอุทธรณ์การประเมินภาษีเมื่อปี 2560 กรมสรรพากรไม่ได้ดำเนินการเรียกหลักประกันหรือหาบุคคลมาค้ำประกันแต่อย่างใด ซึ่งตามหลักการแล้ว การพิจารณาอุทธรณ์ไม่ได้เป็นการทุเลาการจัดเก็บภาษี เจ้าหน้าที่ยังคงมีอำนาจในการยึดหรืออายัดทรัพย์สินเพื่อนำมาขายทอดตลาดชำระหนี้ได้ การปล่อยปละละเลยไม่ดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาจนศาลฎีกาตัดสิน จึงถูกตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่
“เมื่อกฎหมายไม่ได้ให้สิทธิพิเศษว่าผู้อุทธรณ์...ไม่ต้องวางหลักประกัน และเจ้าหน้าที่ของรัฐคือกรมสรรพากรก็ยังมีอำนาจและหน้าที่ในการไปยึด ไปอายัด... แต่ปรากฏว่าไม่มีหลักทรัพย์ที่ยึดหรืออายัดเอาไว้ เท่ากับคว้าน้ำเหลว”
❑ นับถอยหลัง คดีเตรียมหมดอายุความในปี 2570
หลายคนมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนว่าอายุความ 10 ปี จะเริ่มนับจากวันที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุด แต่ในความเป็นจริงตามข้อกฎหมายแล้ว อายุความจะเริ่มนับตั้งแต่วันที่มีการประเมินภาษี นั่นคือวันที่ 28 มีนาคม 2560 ซึ่งหมายความว่าคดีการเรียกเก็บภาษีก้อนนี้กำลังจะหมดอายุความลงในปี 2570 หรือในอีกไม่ถึง 2 ปีข้างหน้านี้ ทำให้เป็นโจทย์เร่งด่วนที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องรีบดำเนินการดึงเงินกลับคืนสู่แผ่นดิน
“กฎหมายให้นับอายุความนับตั้งแต่วันประเมิน คือ 28 มีนาคม 2560 จึงฟันธงได้ว่า การเรียกเก็บภาษีครั้งนี้จะหมดอายุความในปี 2570”
❑ สายพานความรับผิดชอบ โยงตั้งแต่นายกฯ ถึงสรรพากร
การทวงคืนภาษีหลักหมื่นล้านก้อนนี้ ไม่ได้เป็นเพียงความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่สรรพากรระดับปฏิบัติการเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงผู้บริหารระดับสูงของประเทศ ตั้งแต่อธิบดีกรมสรรพากร ปลัดกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ไปจนถึงนายกรัฐมนตรีในฐานะผู้บริหารราชการแผ่นดินเบอร์หนึ่ง ซึ่งทุกตำแหน่งมีหน้าที่ต้องสั่งการให้มีการสืบทรัพย์ ยึด และอายัดอย่างเด็ดขาด หากผู้มีอำนาจเพิกเฉยย่อมมีความผิดตามกฎหมายอาญา
“นายกรัฐมนตรี...รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง... ปลัดกระทรวงการคลัง... อธิบดี... 4 คนเนี้ย จะต้องมีหน้าที่ในการสั่งราชการให้ไปดำเนินการสืบหาทรัพย์ ไปยึดไปอายัดมาขายทอดตลาดเสีย”
❑ สองมาตรฐานในการบังคับใช้กฎหมายจัดเก็บภาษี
เกิดการเปรียบเทียบการทำงานของกรมสรรพากรอย่างชัดเจน หากเป็นประชาชนคนธรรมดาที่มีหนี้ภาษีหลักล้านบาท เจ้าหน้าที่จะเร่งติดตาม ทวงถาม ยึดทรัพย์ หรือฟ้องเป็นคดีล้มละลายอย่างรวดเร็วและเด็ดขาด แต่เมื่อเป็นกรณีของบุคคลที่มีอำนาจทางการเมืองและมีมูลค่าหนี้สูงถึงกว่า 17,600 ล้านบาท กลไกของรัฐกลับนิ่งเฉยมาเกือบ 10 ปี สะท้อนให้เห็นถึงความลักลั่นและสองมาตรฐานในการบังคับใช้กฎหมายของประเทศ
“ถ้าเป็นรายเล็กรายน้อย โอ้โห...คอยจี้ คอยติดตาม... ผมมีคนรู้จักคนหนึ่งติดหนี้สรรพากรที่จังหวัดสงขลา 2 ล้านฮะ อยู่ๆ กรมสรรพากรไปฟ้องเป็นคดีล้มละลายเลย...แต่เจ้านี้ 17,600 กว่าล้าน ยังนิ่งเฉยมาเป็นระยะเวลาเกือบ 10 ปี”
❑ อิทธิพลการเมืองแทรกแซง ทำข้าราชการเกรงกลัว
สาเหตุสำคัญที่ทำให้การจัดเก็บภาษีหยุดชะงักและล่าช้า มาจากบริบททางการเมืองที่เข้ามาเกี่ยวข้อง เนื่องจากลูกหนี้เป็นบุคคลที่ทรงอิทธิพลและเป็นเจ้าของพรรคการเมืองใหญ่ที่เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลในปัจจุบัน ทำให้ข้าราชการขาดความกล้าหาญที่จะปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา เพราะเกรงกลัวผลกระทบต่อตำแหน่งหน้าที่การงาน จึงเลือกที่จะละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ แม้จะเสี่ยงต่อการถูก ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดตามมาตรา 154 และ 157 ก็ตาม
“ข้าราชการที่กลัว ข้าราชการที่ไม่มีความกล้าหาญในการที่จะกระทำความดีตามอำนาจหน้าที่ก็จะละเว้น และมีให้เห็นเป็นตัวอย่างจำนวนหลายคนแล้วที่ปฏิบัติตามคำสั่ง... ก็ติดคุกกันไปบ้างแล้ว”
❑ สูญเสียโอกาสดึงเงิน 1.7 หมื่นล้าน มาพัฒนาประเทศ
ในสภาวะที่รัฐบาลต้องกู้เงินจำนวนมหาศาลทะลุเพดานเพื่อมาทำโครงการต่างๆ การละเว้นไม่ตามเก็บภาษี 17,600 ล้านบาท ถือเป็นการสูญเสียโอกาสครั้งใหญ่ หากผู้มีอำนาจมีความกล้าหาญเร่งรัดนำเงินก้อนนี้กลับคืนมา จะสามารถลดภาระการกู้ยืมและลดหนี้สาธารณะของประเทศได้มหาศาล เงินจำนวนนี้สามารถนำไปสร้างโรงพยาบาล โรงเรียน และดูแลกลุ่มเปราะบางได้อีกมากมาย จึงถึงเวลาที่ต้องบังคับใช้กฎหมายให้เท่าเทียมกันทั้งคนจน คนรวย และคนมีอำนาจ
“ดังนั้นเมื่อเงินเราเห็นชัดๆ อยู่นะครับ ก็ขอให้ไปจัดเก็บมาเสีย อย่างน้อยก็ตั้ง 17,000 กว่าล้านเนี่ย เป็นประโยชน์ในการพัฒนาบ้านเมืองอีกเยอะ ทำโรงพยาบาล ทำโรงเรียน ดูแลผู้สูงอายุหรือคนเปราะบางได้อีกเยอะ”
ไม่เพียงแต่เรียกเก็บภาษีจากทักษิณเท่านั้น น้องสาวของทักษิณ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ก็เช่นเดียวกัน มีความเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าว ในส่วนของการขายข้าวแบบจีทูจีที่มีการทุจริต ศาลชี้ชัดถึงจำนวนความเสียหายที่ยิ่งลักษณ์ต้องรับผิดชอบ ซึ่งเป็นหน้าที่ของรัฐบาล ภายใต้การนำของนายอนุทิน ที่จะต้องดำเนินการตามกฎหมาย
วันที่ 26 พฤษภาคม 2568 น.ส.สายทิพย์ สุคติพันธ์ ตุลาการศาลปกครองสูงสุด ในฐานะกรรมการประชาสัมพันธ์ ศาลปกครอง ชี้แจงเพิ่มเติมคดี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ต้องชดใช้ความเสียหายคดีโครงการรับจำนำข้าว เฉพาะในส่วนระบายข้าวจีทูจี 10,028 ล้านบาท ว่า
คดีนี้เป็นการฟ้องของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ซึ่งโดนคำสั่งของกระทรวงการคลังที่เรียกให้รับผิดชดใช้ค่าสินไหมโครงการจำนำข้าวเปลือกไป 3.5 หมื่นล้านบาท จากนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์จึงเอาคำสั่งนี้มาฟ้องต่อศาลว่าคำสั่งนี้ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ ศาลก็ได้ทบทวน โดยพิจารณาแล้วเห็นว่าโครงการจำนำข้าวนั้นประกอบด้วยหลายขั้นตอน จึงวินิจฉัยว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ในส่วนที่ทำหน้าที่กำหนดนโยบายนั้นไม่ต้องมีความรับผิด แต่ส่วนที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ทำหน้าที่ในฐานะเป็นเจ้าหน้าที่ คือเป็นประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ที่ควบคุมการปฏิบัตินโยบาย ดังนั้น การระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือ จีทูจี มีปัญหาการทุจริต มีการรายงานเข้ามาโดยหลายหน่วยงาน แต่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่ได้ติดตามกำกับดูแลตรวจสอบการทุจริตในส่วนนี้
“ดังนั้นเฉพาะในส่วนนี้ที่ศาลปกครองเห็นว่า คุณยิ่งลักษณ์จะต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของค่าเสียหายที่กระทรวงการคลังเขาเรียกมา 3.5 หมื่นล้านบาท แต่ศาลตรวจสอบแล้วว่าไม่ใช่ทั้งหมดที่คุณยิ่งลักษณ์ต้องชดใช้ เป็นตัวเลขเพียงแค่ 10,028 ล้านบาท เนื่องจากโครงการจีทูจี ดังนั้นผลของคดีศาลถึงบอกว่าคำสั่งเรียกเงินนั้นชอบบางส่วนและไม่ชอบบางส่วน ส่วนที่ชอบด้วยกฎหมายก็คือ 10,028 ล้านบาทนี้ กระทรวงการคลังก็มีหน้าที่ต้องไปดำเนินการเรียกจากคุณยิ่งลักษณ์ต่อไป”
เมื่อถามว่า นายกรัฐมนตรี กระทรวงการคลัง หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องออกคำสั่งให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชดใช้เงินดังกล่าวภายในกรอบระยะเวลาเท่าใด น.ส.สายทิพย์ ตอบว่า อันนี้เป็นขั้นตอนเรียกให้เจ้าหน้าที่ชดใช้ความรับผิดทางละเมิด ซึ่งเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจเรื่องนี้คือกระทรวงการคลังเขาก็ต้องไปออกมาตรการ อาจจะเป็นการแจ้งให้เอาเงินมาชำระ ถ้าหลังจากนั้นยังไม่มีการชำระอาจจะมีการดำเนินการยึดอายัดทรัพย์สินต่อไป ก็เป็นกระบวนการของเจ้าหนี้กับลูกหนี้ปกติ ซึ่งตอนนี้กระทรวงการคลังถือว่าเป็นเจ้าหนี้ที่ต้องไปตามเอาค่าเสียหายคืนมา ส่วนทางฝ่าย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ซึ่งถือเป็นลูกหนี้ จะมีการเจรจาหรือประสานงานกับกระทรวงการคลังซึ่งเป็นผู้ที่ต้องออกคำสั่งให้ใช้เงิน เขาก็ต้องเจรจาตกลงกันไป ซึ่งเรื่องระยะเวลาก็จะขึ้นอยู่กับกฎหมายของกระทรวงการคลัง
สรุป : ดังนั้น นอกจากก้มลงบรรจงกราบไปที่ตัก กรุณารักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ ผ่านการเรียกค่าเสียหายและยึดทรัพย์มาขายทอดตลาดด้วย ถ้าสองคนพี่น้องจากตระกูลชินวัตรที่ท่านก้มกราบ ไม่ให้ความร่วมมือ !!
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

