คอลัมน์ : อ่านระหว่างบรรทัด

ไม่ใช่ติด ‘โซลาร์รูฟท็อป’ แล้วจะคุ้มทุกบ้าน โครงการดี แต่ครัวเรือนต้องดูความคุ้มของตัวเอง
การสนับสนุนให้เจ้าของบ้านอยู่อาศัยที่มีความพร้อม ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป เพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เอง ลดค่าไฟในครัวเรือน และสามารถขายไฟฟ้าส่วนเกินเข้าสู่ระบบได้ เป็นเรื่องที่ดี และเป็นอีกก้าวสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดที่ประชาชนมีส่วนร่วมและได้รับประโยชน์โดยตรง
แต่พึงตระหนักว่า ไม่ใช่ทุกครัวเรือนที่ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปแล้ว จะคุ้มค่าเสมอไป
ของฟรีไม่มีในโลก และของได้มาฟรี ก็ใช่ว่าจะคุ้มสำหรับทุกคน
1. โครงการสนับสนุนการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป
เป้าหมายเพื่อช่วยลดค่าครองชีพ และสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดในภาคประชาชน
รองนายกฯ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รมว.คลัง เปิดเผยว่า โครงการอุดหนุนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป (Solar Rooftop) 50,000 บาทต่อครัวเรือน เป็นนโยบายขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของรัฐบาล กระทรวงการคลังร่วมกับกระทรวงมหาดไทย โดยใช้เงินจากพ.ร.ก.กู้เงินฯ
รัฐบาลสนับสนุนเงินอุดหนุนจำนวน 50,000 บาทต่อครัวเรือน สำหรับการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ขนาดประมาณ 5 กิโลวัตต์ (kW) (ซึ่งปกติราคาตลาดจะอยู่ที่แสนกว่าบาท) และประชาชนที่เข้าโครงการ ไม่ต้องสำรองจ่ายก่อน โดยส่วนต่างที่เหลือในการลงทุนติดตั้งจะมีโมเดลผ่อนชำระผ่านค่าไฟฟ้า
ส่วนต่างที่เหลือประมาณ 100,000 บาท รัฐบาลจะจับมือกับ 3 แบงก์รัฐ (ธนาคารออมสิน, ธอส. และ ธ.ก.ส.) ปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้ก่อน จากนั้นนำรายได้จากการขายไฟส่วนเกินคืนให้การไฟฟ้าฯ หรือส่วนต่างค่าไฟที่ประหยัดได้ มาหักผ่อนชำระค่างวดโดยอัตโนมัติ
คาดว่า ครัวเรือนที่ติดตั้งระบบขนาด 5 กิโลวัตต์ จะสามารถสร้างรายได้จากการขายไฟฟ้าคืนได้เฉลี่ยประมาณ 1,000 บาทต่อเดือน ตลอดอายุการใช้งานแผงโซลาร์เซลล์ 25–30 ปี
โดยรัฐจะจ่ายเงินอุดหนุนให้ก็ต่อเมื่อการไฟฟ้าฯ (กฟน. หรือ กฟภ.) เข้าไปดำเนินการตรวจสอบ ตรวจรับรองมาตรฐาน และเชื่อมต่อระบบ (จั๊มไฟ) เรียบร้อยแล้ว เพื่อความปลอดภัยและป้องกันการทุจริต
หลังคาครัวเรือนที่เข้าร่วมจะได้รับการเปลี่ยนเป็น มิเตอร์อัจฉริยะ (Smart Meter) เพื่อรองรับการคำนวณและขายไฟฟ้าคืนให้รัฐผ่านระบบ Net Billing
ระบบ Net Billing คืออะไร? Solar ผลิตไฟ ➞ บ้าน
ใช้ไฟก่อน ➞ ไฟที่เหลือส่งเข้าสู่ระบบ ➞ การไฟฟ้าคำนวณมูลค่าตามอัตรารับซื้อ
คาดว่าจะเริ่มเปิดระบบให้ลงทะเบียนอย่างเป็นทางการในช่วงกลางเดือนตุลาคมนี้
เงื่อนไขผู้เข้าร่วมโครงการ จะให้ 1 คน (เจ้าของมิเตอร์ไฟฟ้า) ต่อ 1 สิทธิ์ เท่านั้น
เบื้องต้น ตั้งเป้าหมายไว้ที่ 1 ล้านครัวเรือน (อาจขยายกรอบเพดานเป็นสูงสุด 1.5 ล้านครัวเรือน)
2. ไม่ใช่ติด “โซลาร์รูฟท็อป” แล้วจะคุ้มทุกบ้าน
รัฐบาลต้องเน้นย้ำกับประชาชนอย่างตรงไปตรงมาว่า ไม่ใช่ติด “โซลาร์รูฟท็อป” แล้วจะคุ้มทุกบ้าน
สำคัญอยู่ที่พฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าของแต่ละครัวเรือน
บ้านที่ติด โซลาร์รูฟท็อป” อาจซื้อไฟจากการไฟฟ้าฯน้อยลงในเวลากลางวัน แต่กลางคืนยังต้องใช้ไฟจากระบบ เวลาฝนตกยังต้องซื้อใช้
ตัวอย่างครัวเรือนที่มักมีศักยภาพในการใช้ Solar Rooftop ได้ดี ได้แก่ “มีคนอยู่บ้านช่วงกลางวัน Home Office, เปิดเครื่องปรับอากาศในช่วงกลางวัน, มีผู้สูงอายุหรือสมาชิกอยู่บ้านตลอดวัน, มีธุรกิจขนาดเล็กภายในบ้าน, มีรถ EV และสามารถชาร์จช่วงที่ Solar ผลิตไฟได้, บ้านที่ใช้ไฟช่วงกลางวันมาก สามารถนำไฟฟ้าที่ Solar ผลิตได้มาใช้เองได้โดยตรงมากขึ้น ซึ่งโดยทั่วไปช่วยเพิ่มสัดส่วน Self-Consumption และความคุ้มค่าของระบบ” – (ข้อมูลจาก INSIDERSYSTEM.co.th)



ตามข้อมูลโครงการเบื้องต้น ที่ระบุวงเงินอุดหนุน 50,000 บาทต่อครัวเรือนนั้น เห็นว่า การจะเข้าร่วมโครงการแล้วจะคุ้มหรือไม่ ยังต้องพิจารณาอีกหลายปัจจัย อาทิ
สำหรับไฟฟ้าที่ผลิตจาก Solar Rooftop สามารถขายคืนให้รัฐตามโครงการได้ในราคา 2.20 บาทต่อหน่วย
ในขณะที่ครัวเรือนยังซื้อไฟฟ้าใช้ราคาราวๆ 3 บาทต่อหน่วยขึ้นไป ดังนั้น จะคุ้มที่สุดเมื่อใช้ไฟฟ้าที่ผลิตได้เอง ทดแทนการซื้อจากรัฐ ลดภาระค่าใช้จ่าย ส่วนที่เหลือจึงขาย
เพราะถ้าคิดจะผลิตไฟฟ้าเพื่อขายหมด ก็เท่ากับว่า ขายราคาถูก แต่เรายังจะต้องซื้อไฟจากรัฐใช้ในราคาแพงกว่าที่เราขายไป
ตัวเลขรายได้จากการขายไฟคืนให้รัฐ 1,000 บาทต่อเดือนยังเป็นเพียงค่าประเมินตามแนวทางที่เปิดเผย ไม่ใช่รายได้ที่รับประกันสำหรับทุกครัวเรือน เพราะรายได้จริงขึ้นอยู่กับปริมาณ Solar Production, Self-Consumption, ปริมาณไฟที่ส่งออก และอัตรารับซื้อไฟฟ้าที่ใช้จริง
จะเห็นได้ว่า ลำพังเฉพาะเงินอุดหนุน 50,000 บาท (รัฐจะจ่ายเงินอุดหนุนหลังจากการไฟฟ้าได้ดำเนินการเชื่อมระบบไฟฟ้าเรียบร้อยแล้ว + สินเชื่อจากธนาคารรัฐช่วยค่าติดตั้ง) และการคำนวณรายได้จากการขายไฟฟ้าเดือนละประมาณพันกว่าบาท ทั้งหมดยังไม่สามารถการันตีได้ว่าครัวเรือนที่เข้าร่วมโครงการจะคุ้มทุนคุ้มค่า แต่ยังต้องพิจารณาไปถึงรายละเอียดสินเชื่อที่ได้รับ อัตราดอกเบี้ย อัตราค่าไฟฟ้าครัวเรือน อัตรารับซื้อไฟฟ้าจากโครงการ ประสิทธิภาพของโซลาร์เซลล์ ต้นทุนการซ่อมบำรุงรักษา ฯลฯ
ไม่ใช่บ้านทุกหลังจะคุ้มค่า หรือคืนทุน 3–4 ปี
3. เปลี่ยนบทบาทของประชาชน จากผู้บริโภคที่จ่ายค่าไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว มาเป็นผู้ผลิตและผู้ขาย
นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล แถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา เมื่อ 9 เม.ย.2569 มีประเด็นสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด ระบุว่า
“..ส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดควบคู่กับการวางรากฐาน การปรับโครงสร้างตลาดพลังงานไปสู่การเปิดตลาดไฟฟ้าเสรีปรับปรุงกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง ให้รองรับสัญญาซื้อขายพลังงานไฟฟ้าโดยตรงระหว่างผู้ผลิตและผู้ใช้พลังงาน (Direct PPA) สนับสนุนให้มีการผลิตไฟฟ้าโดยผู้บริโภค (Prosumer) พัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) และดำเนินโครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน เพื่อลดภาระค่าไฟฟ้าให้แก่ประชาชน/ชุมชน อย่างยั่งยืน พร้อมทั้งสร้างความมั่นคงทางพลังงานในภาพรวมของประเทศและเพิ่มประสิทธิภาพ การใช้พลังงานในภาคการขนส่งและอุตสาหกรรม…”
หลังจากนั้น รัฐบาลอนุทินได้ดำเนินการมาเป็นลำดับ
คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) มีมติปลดล็อกการรับซื้อไฟฟ้าที่ผลิตจาก “โซลาร์รูฟท็อป” บนหลังคาครัวเรือนประชาชน ในอัตรา 2.20 บาทต่อหน่วย เป็นเวลา 10 ปี และต้องสามารถจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบได้ภายในปี 2570 ลดขั้นตอนการขออนุญาตและการติดตั้ง ฯลฯ
โครงการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ในอดีตที่ผ่านมา เป็นการเน้นให้เอกชนเข้ามาลงทุนเป็นส่วนใหญ่ แต่รัฐบาลปัจจุบันส่งสัญญาณสนับสนุนให้ประชาชนไม่เป็นเพียงผู้ใช้ไฟฟ้า แต่เป็นผู้ร่วมผลิตพลังงานสะอาดของประเทศ บ้านที่มีความพร้อมสามารถใช้พื้นที่บนหลังคาให้เกิดประโยชน์ลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน สร้างรายได้จากการขายไฟฟ้าส่วนเกิน และร่วมกันลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล สร้างความมั่นคงทางพลังงานและสิ่งแวดล้อมที่ดีให้กับประเทศในระยะยาว
ล่าสุด รองนายกฯ เอกนิติ ระบุเพิ่มเติมว่า ในทางปฏิบัติการไฟฟ้าฯจะเข้าไปดำเนินการติดตั้งมิเตอร์อัจฉริยะ(Smart Meter) ให้ใหม่ทดแทนมิเตอร์รุ่นเดิมแก่ครัวเรือนที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อให้ระบบรองรับการคำนวณและขายไฟฟ้าคืนเข้าระบบได้อย่างถูกต้อง ซึ่งนับเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) ควบคู่ไปกับการขยายสายส่ง และการพัฒนาระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Battery Storage)
โดยงบประมาณในการติดตั้ง และปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานนี้ จะใช้เงินลงทุนของการไฟฟ้าฯเอง ไม่ได้ใช้เงินจากพ.ร.ก.กู้เงิน
ประการสำคัญ ในการส่งเสริมห่วงโซ่อุปทานพลังงานสะอาดภายในประเทศ กระทรวงการคลังร่วมกับ BOI มีแผนปรับลดภาษีนำเข้าชิ้นส่วนและวัตถุดิบที่ประเทศไทยยังไม่สามารถผลิตเองได้ เช่น เซลล์ (Cell) เพื่อแก้ไขอุปสรรคของผู้ประกอบการในไทยที่มีกำลังการผลิตรวมราว 7.8 กิกะวัตต์
“..ในอดีตผู้ผลิตโซลาร์ เน้นผลิตเพื่อส่งออกเป็นหลัก เนื่องจากได้รับการยกเว้นภาษี ต่างจากการผลิตเพื่อขายภายในประเทศที่ต้องเสียภาษีนำเข้าชิ้นส่วน ฉะนั้น การปรับลดภาษีครั้งนี้จะช่วยดึงผู้ประกอบการให้กลับมาผลิตเพื่อขายในประเทศ เป็นการสนับสนุนผู้ประกอบการไทย สร้างห่วงโซ่อุปทานพลังงานสะอาด และก่อให้เกิดการจ้างงานแก่คนไทยเพิ่มขึ้น...
ประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจเติบโตต่ำปัญหาหนี้ครัวเรือนและเงินออมไม่เพียงพอมาอย่างยาวนาน ดังนั้น เมื่อเกิดวิกฤตพลังงานจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ราคาน้ำมัน และก๊าซธรรมชาตินำเข้าเพื่อผลิตไฟฟ้าจึงสูงขึ้น ส่งผลต่อประชาชนฐานรากได้รับผลกระทบรุนแรงจากภาระค่าครองชีพ
นอกจากนี้ การแก้ไขปัญหาแบบเดิมที่รัฐต้องอุ้มชูภาระค่าใช้จ่ายอยู่เรื่อยๆ ไม่สามารถตัดวงจรปัญหาได้ รัฐบาลจึงจำเป็นต้องเร่งดำเนินการ “ซ่อม-สร้าง” ไปพร้อมกัน ด้วยการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานอย่างยั่งยืน และสร้างโอกาสให้ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองในการผลิตพลังงานสะอาด
ดังนั้น โครงการโซลาร์รูฟท็อป จึงเป็นการยกระดับและเปลี่ยนบทบาทของประชาชนจากผู้บริโภคที่จ่ายค่าไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว มาเป็นผู้ผลิต และผู้ขาย
อีกทั้ง ยังเป็นการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานพลังงานครั้งใหญ่ นอกจากนี้ ยังมีการร่วมมือกับกระทรวงแรงงานจัดฝึกอบรมทักษะช่างประกอบ ติดตั้งและบำรุงรักษาโซลาร์เซลล์เพื่อสร้างอาชีพให้แก่คนไทย ก่อให้เกิดการสร้างงาน และส่งเสริมอุตสาหกรรมในประเทศ...” – รองนายกฯ กล่าว
เท่ากับว่า โครงการนี้ จะทำให้มีการต่อยอดอุตสาหกรรมโซลาร์ ให้เกิดมูลค่ากับ SME ในประเทศไทยเราด้วย ทั้งการผลิตแผงโซลาร์ การลดอุปสรรคด้านภาษีนำเข้า และการฝึกอบรมช่างติดตั้ง/บำรุงรักษา ฯลฯ
4. สรุป - ของฟรีไม่มีในโลก และของได้มาฟรี ก็ใช่ว่าจะคุ้มสำหรับทุกคน
โครงการนี้ มีหลักคิดที่ดี ควรสนับสนุนส่งเสริม
แต่ต้องตระหนักว่า นี่ไม่ใช่โครงการแจกเงิน 50,000 บาท
และสินเชื่อที่ช่วยในการติดตั้งเริ่มแรก (มากน้อยแค่ไหน รอรายละเอียดทางการ) ก็ไม่ใช่ของได้มาฟรีๆ ไม่ใช่ว่าจะคุ้มเสมอไป (อาจต้องดูประวัติการใช้ไฟฟ้ามาประกอบการประเมินพิจารณาสินเชื่อ เพื่อกลั่นกรองความรัดกุม ความคุ้มค่าของแต่ละครัวเรือน)
แนวคิด คือ หากบ้านมีค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง การติด Solar Rooftop สามารถเปลี่ยนค่าใช้จ่ายบางส่วนให้เป็นการลงทุนในระบบผลิตไฟฟ้าของบ้านเอง คุ้มค่ากับการลงทุน
ไม่ใช่บ้านทุกหลังจะคุ้มค่า หรือคืนทุน 3–4 ปี
ยกตัวอย่าง เปรียบเทียบบ้านสองหลัง มีค่าไฟเดือนละ 4,000 บาทเท่ากัน
บ้านแรก ใช้ไฟส่วนใหญ่เวลา 09.00–17.00 น. แต่บ้านอีกหลังไม่มีคนอยู่กลางวันและใช้ไฟเกือบทั้งหมดตอนเย็นและกลางคืน
แม้บิลค่าไฟใกล้เคียงกัน แต่บ้านแรกมีโอกาสนำไฟจาก Solar มาใช้เองได้มากกว่า จึงสามารถมีความคุ้มค่าที่แตกต่างกันอย่างมาก
“ก่อนติด Solar Rooftop จึงควรวิเคราะห์อย่างน้อย 3 ค่า
Solar Production ระบบสามารถผลิตไฟได้ประมาณกี่หน่วยต่อวันและต่อปี
Self-Consumption บ้านสามารถใช้ไฟที่ Solar ผลิตได้เองกี่เปอร์เซ็นต์
Payback Period เมื่อรวมราคาติดตั้ง เงินสนับสนุน ค่าไฟที่ลดลง รายได้จากไฟที่ขายกลับ และค่าใช้จ่ายอื่นแล้ว ใช้เวลากี่ปี จึงคืนทุน” - – (ข้อมูลจาก INSIDERSYSTEM.co.th)
ขอให้รัฐบาล “พูดแล้วทำ พลัส” วางแนวทางดำเนินการอย่างถูกต้อง ชัดเจน จะเป็นประโยชน์มาก
เปลี่ยนแสงแดด เป็นไฟฟ้า
เปลี่ยนหลังคาบ้าน เป็นโรงไฟฟ้า
เปลี่ยนประชาชนจากผู้ซื้อไฟฟ้าอย่างเดียว เป็นผู้ผลิตไฟใช้เอง และขายไฟฟ้า (เน้นผลิตไฟฟ้าใช้เอง เหลือขาย)
โดยรัฐบาลมีส่วนช่วยอุดหนุน และเอื้ออำนวยทางการเงิน กระทั่งประชาชนแทบไม่ต้องควักเงินในกระเป๋าตัวเองตอนติดตั้ง พร้อมทั้งจะต้องมีระบบติดตามดูแลการซ่อมบำรุง ประกันประสิทธิภาพของ Solar Rooftop และต่อยอดอุตสาหกรรมโซลาร์ทั้งระบบในประเทศไทยด้วย
สันติสุข มะโรงศรี
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

