คอลัมน์ : กวนน้ำให้ใส

ใครจะติดคุกกันแน่?
วันนี้ (วันที่ 14 กันยายน 2569) คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีกำหนดพิจารณาและลงมติชี้ขาด คดีฮั้วเลือกตั้ง สว.ปี 2567
1. แนวทางที่เป็นไปได้ 3 แนวทาง ได้แก่
แนวทางที่ 1: กกต. มีมติส่งศาลฎีกาเพิกถอนสิทธิและสั่งฟ้องทั้งหมด 229 คน
หาก กกต. เห็นว่า มีหลักฐานแน่นหนาตามสำนวนของคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน (เช่น ชุดที่ 26 ที่ร่วมมือกับ DSI) และมีความเห็นสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหา (ซึ่งมีชื่อ สว.ปัจจุบัน และบุคคลที่เกี่ยวข้องพรรคภูมิใจไทยหลายราย) โดยส่งเรื่องให้ศาลฎีกาสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครเลือกตั้งและดำเนินคดีอาญา
แนวทางที่ 2: กกต. มีมติยกคำร้องตามอนุกรรมการชุดที่ 36
หากกกต. ยึดตามมติเสียงข้างมากของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 (ที่เคยมีมติ 5:2 ให้ยกคำร้องผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด) ซึ่งจะทำให้คำร้องตกไปและยุติการดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาทุกราย
แนวทางที่ 3: ส่งฟ้องบางส่วนและยกคำร้องบางส่วน
หากกกต. พิจารณาแยกเป็นรายบุคคลหรือรายกลุ่ม โดยเลือกฟ้องเฉพาะผู้ที่มีหลักฐานเส้นเงินหรือโพยเชื่อมโยงชัดเจน ขณะเดียวกันก็ยกคำร้องในส่วนที่พยานหลักฐานไปไม่ถึง
2. ไม่ว่าจะชี้ขาดออกมาทางใด ก็จะมีผู้ถูกใจและไม่ถูกใจ
รวมถึงมีความเสี่ยงที่ กกต.จะถูกร้องตรวจสอบดำเนินคดีตามกฎหมาย จากผู้เกี่ยวข้องต่อไป
3. กรณี “พยานกลับคำให้การ” ตามรายงานข่าวของสื่อมวลชนนั้น
กกต.ยังมีอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบเต็มที่ ในการพิจารณาว่าข้อมูลหลักฐานและพยานปากนี้ ยังสามารถใช้ได้แค่ไหน อย่างไร
แต่น่าแปลกใจ... กรณีฝ่ายการเมืองสีส้มและไอลอว์ ออกมาเปิดเผยเนื้อหาบางส่วนในสำนวนก่อนหน้านี้ แต่กลับไม่เคยบอกสังคมว่า “มีกรณีพยานกลับคำให้การ” โดยอ้างว่าถูกกดดันโดยกลุ่มการเมืองที่มีอำนาจในขณะนั้น ให้ปรักปรำพรรคภูมิใจไทย ข่มขู่ ล่อลวง สร้างพยานหลักฐานเพื่อมุ่งหวังยัดคดี เป็นเครื่องมือทำลายล้าง ใส่ร้ายทางการเมืองกับพรรคภูมิใจไทย
หากจริงใจกับการตรวจสอบ เหตุใดฝ่ายการเมืองสีส้มและไอลอว์ ไม่เคยบอกสังคมในส่วนนี้เลย
ทั้งที่มีบันทึกคำให้การเพิ่มเติม เป็นหนังสือเพื่อกลับคำให้การ ถึงประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง และได้ลงเลขรับไว้ตั้งแต่วันที่ 30 ต.ค. 2568
ส่อเจตนาว่า ฝ่ายการเมืองสีส้ม ไอลอว์ รวมถึง สว.สำรอง ที่โหมประโคมกดดัน กกต.นั้น เพื่อมุ่งเล่นงานพรรคคู่แข่งทางการเมืองเป็นสำคัญ มีผลประโยชน์ทางการเมืองของพวกตนเป็นหลัก หรือไม่?
“...ข้าพเจ้าขอยืนยันว่าตามคำให้การที่ข้าพเจ้าได้ให้ไว้นั้น ความจริงแล้วไม่มีบุคคลใดกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีการจัดทำโพยฮั้วการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ตามที่ข้าพเจ้าเคยให้การไว้แต่อย่างใด ข้าพเจ้าได้ให้การไปตามบทที่อ้างว่ามีการคิดคำนวณทางคณิตศาสตร์ไว้ ข้าพเจ้าสันนิษฐานว่าผู้สมรู้ร่วมคิดอาจนำคลิปการนับคะแนนไปให้ผู้เชี่ยวชาญด้านคณิตศาสตร์ แล้วจัดสร้างโพยฮั้วขึ้นมา เพื่อเป็นพยานหลักฐานเท็จให้สอดคล้องกับผลการเลือกตั้ง เพราะไม่มีประจักษ์พยาน และไม่มีการยึดโพยได้จากผู้สมัครรับเลือกตั้งรายใด เป็นพยานหลักฐานที่เกิดขึ้นภายหลังการเลือกตั้ง ซึ่งผู้ใดก็จัดทำขึ้นได้ ในส่วนพยานบุคคลข้าพเจ้าเชื่อว่ามีหลายคนได้ถูกว่าจ้างหรือถูกข่มขืนใจ บังคับ ขู่เข็ญ ล่อลวงหรือกระทำการโดยมิชอบด้วยประการใดๆ เช่นเดียวกับข้าพเจ้าที่ถูกบังคับ ขู่เข็ญ เพื่อจัดตั้งบุคคลมาให้การเป็นพยานเท็จตามที่มีการสมคบ คิดวางแผนไว้อย่างเป็นกระบวนการ…” – 30 ต.ค. 2568 เอกสารตามรายงานข่าวของสื่อมวลชน
4. ล่าสุด ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณีดังกล่าว สอดคล้องกับข้อมูลของแหล่งข่าวระดับสูงของกระทรวงยุติธรรม ที่ระบุว่า ขณะนี้ มีการร้องเรียนเพื่อให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง กับข้าราชการของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ในระดับผู้อำนวยการรายหนึ่ง
ซึ่งเอกสารการร้องเรียนพบว่า มีพฤติการณ์แอบคัดลอกเอกสารในสำนวนคดี และในขณะทำหน้าที่คณะกรรมการไต่สวน คณะที่ 26 ของ กกต. กลับจงใจร่วมกับบุคคลอื่น
กล่าวคือ ได้ร่วมกับ “พยานที่กลับคำให้การ” สร้างพยานหลักฐานเท็จเพื่อกลั่นแกล้งให้บุคคลอื่นต้องโทษทางอาญา เนื่องจากเจ้าหน้าที่ DSI รายนี้ เป็นผู้สอบปากคำ “พยานที่กลับคำให้การ” ทั้งคดีเลขสืบสวนที่ 151/2567 และสอบในคดีพิเศษที่ 24/2568
อีกทั้ง พบว่า เจ้าหน้าที่ DSI รายนี้ เสนอข้อมูลสนับสนุนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมในขณะนั้น ซึ่งเป็นรองประธานคณะกรรมการสอบสวนคดีพิเศษโดยตำแหน่ง โดยร่วมกันใช้อำนาจมิชอบ เพื่อลงมติให้คดีการทุจริตการเลือก สว.2567 เป็นคดีพิเศษ โดยมีเจตนาทำลายบุคคลและนิติบุคคล(พรรคภูมิใจไทย)ดังจะเห็นได้จากการกลับคำให้การของพยาน เพราะเหตุผลทางการเมืองไม่ตรงกันกับบุคคลอื่น อันมีลักษณะร่วมกันแจ้งความเท็จแก่พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ กลั่นแกล้งให้บุคคลต้องโทษทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 172,173,174
แหล่งข่าวระบุเพิ่มเติมว่า เจ้าหน้าที่ DSI รายนี้ เคยเป็นหน้าห้องอดีตรองอธิบดี DSI ซึ่งเป็นผู้สมัคร สว.กลุ่ม 2 จ.สมุทรปราการ และเป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่นที่ 37 (นรต.37) รุ่นเดียวกับอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ซึ่งกำกับดูแล DSI ขณะสอบปากคำอีกด้วย
5. ท่าทีพรรคฝ่ายค้าน-ฝ่ายพรรคภูมิใจไทย
นายพริษฐ์ วัชรสินธุ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ระบุว่า ยืนยันข้อเรียกร้องให้ กกต. ทั้ง 7 คน ลงมติส่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหา 229 คนต่อศาล โดยยกเหตุผลว่าคดีก่อนหน้านี้ กกต. เคยส่งฟ้องจากหลักฐานข้อความสนทนาเรื่องการจับคู่ลงคะแนน ขณะที่คดีนี้มีหลักฐานที่เห็นว่าแสดงถึงการทำงานเป็นขบวนการ ทั้งเส้นทางการเงินการนัดหมาย และโพยที่นำไปใช้ในวันเลือก
เมื่อถามถึงเอกสารหลุดที่เกี่ยวข้องกับพยานกลับคำให้การ นายพริษฐ์กล่าวว่า หลักฐานคดี สว. ไม่ได้ขึ้นอยู่กับพยานเพียงคนเดียว แต่ยังมีพยานอีกหลายร้อยคน เส้นทางการเงิน ประวัติการติดต่อ โพย และบัตรลงคะแนน “มันมีช้างทั้งตัวครับ พยานกลับคำให้การคนเดียวไม่ได้ทำให้ช้างตัวนั้นหายไป” นายพริษฐ์กล่าว
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันว่า กกต.ไม่ใช่ผู้ชี้ขาดว่าใครผิดหรือถูก แต่มีหน้าที่ตามมาตรา 62 ที่ระบุชัดเจนว่า เมื่อมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้สมัครหรือผู้ใด กระทำการทุจริตหรือรู้เห็น ทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรม กกต. ต้องยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา ไม่ใช่ดุลพินิจว่าจะยื่นหรือไม่ยื่นทั้งยังครอบคลุมไปถึงการมียื่นเรื่องประกอบมาตรา 76 กรณีพรรคการเมืองเข้ามาสนับสนุน และมาตรา 77 เรื่องการซื้อเสียงหรือจัดเลี้ยง
“ข้อเท็จจริงในคดีฮั้ว สว. ที่จะพิจารณาในวันที่ 14 กันยายนนี้ มีความหนักหนาสาหัสและเป็นขบวนการใหญ่โตกว่าคดีที่ กกต. เคยยื่นศาลฎีกามาแล้วทั้งสิ้นหาก กกต.ไม่ยึดตามบรรทัดฐานเดิมที่ตนเองเคยใช้ และศาลเคยรับรอง จะถือเป็นการเลือกปฏิบัติ หรือ 2 มาตรฐาน ซึ่งเข้าข่ายการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157”
“หากวันที่ 14 กันยายนนี้ กกต. มีคำวินิจฉัยที่ไม่เป็นไปตามกฎหมาย เรื่องจะไม่จบลงเพียงแค่นั้น พรรคประชาธิปัตย์พร้อมเข้าช่วยเหลือสนับสนุนข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงให้กับผู้เสียหาย คือ กลุ่ม สว. สำรองเพื่อนำคดีขึ้นสู่ ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบเพื่อฟ้องเอาผิดองค์กรอิสระต่อไป..”
ฝ่ายพรรคภูมิใจไทย นายศุภชัย ใจสมุทร ให้ความเห็นตอบโต้ว่า หากมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำความผิด กกต.ก็จะต้องดำเนินการส่งเรื่องไปยังศาลตามที่กฎหมายกำหนด แต่กรณีที่นายอภิสิทธิ์เสนอให้เร่งส่งเรื่องไปยังศาลฎีกานั้น เป็นความเห็นส่วนตัวของนายอภิสิทธิ์ ซึ่งตนมองว่าเป็นความเห็นในเชิงอัตตา เพราะนายอภิสิทธิ์เห็นว่าวิธีการที่ดีที่สุดคือการนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของศาลฎีกา
“นายอภิสิทธิ์พูดเพียงครึ่งเดียว เพราะแม้ กกต.จะต้องส่งเรื่องให้ศาลฎีกาเมื่อเห็นว่ามีเหตุอันควรเชื่อว่ามีความผิด แต่ไม่ได้หมายความว่าเมื่อมีการไต่สวนสอบสวนแล้วทุกเรื่องจะต้องถูกส่งไปยังศาลฎีกาทั้งหมด สิ่งที่ต้องการสื่อให้ประชาชนเข้าใจ คือ อำนาจตามกฎหมายของ กกต.มีความชัดเจน และ กกต.ไม่ใช่ บุรุษไปรษณีย์ ที่เมื่อมีการไต่สวนสอบสวนเสร็จแล้วจะมีหน้าที่เพียงนำสำนวนไปส่งต่อให้ศาลเท่านั้น แต่ กกต.มีหน้าที่ในการวินิจฉัยเรื่องดังกล่าวด้วยว่าเข้าข่ายความผิดหรือไม่ และที่ผ่านมา กกต.ก็ปฏิบัติหน้าที่ในลักษณะนี้มาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นคดีเกี่ยวกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือการเลือกตั้งท้องถิ่น ซึ่งอยู่ในอำนาจของ กกต. หากมีเหตุอันควรเชื่อว่ามีการกระทำความผิด ก็สามารถส่งเรื่องไปยังศาลฎีกาได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกเรื่องจะต้องถูกส่งไปยังศาล หากพิจารณาแล้วไม่มีเหตุอันควรเชื่อว่ามีการกระทำความผิดก็ไม่ส่ง แต่วันนี้ก็พยายามกดดันว่าต้องส่ง ท่านทั้งหลายจะกดดันอย่างไรก็กดดันไป แต่ก็ต้องให้ความเคารพองค์กรอิสระ อย่าพูดความจริงครึ่งเดียวหรือบิดไปในทางที่ท่านปรารถนา” -นายศุภชัย กล่าว
นายศุภชัย ตั้งข้อสังเกตว่า หากมีการดำเนินคดีในลักษณะเหมารวมบุคคลจำนวนมาก โดยไม่ได้แยกพฤติกรรมของแต่ละบุคคล ทั้งที่แต่ละคนอาจมีพฤติการณ์แตกต่างกัน ก็ไม่ควรดำเนินการในลักษณะ เหวี่ยงแห เพราะคดีอาญาจะต้องพิสูจน์ให้ชัดเจนว่า ตั้งแต่บุคคลแรกไปจนถึงผู้ถูกกล่าวหาจำนวน 229 คน แต่ละคนกระทำความผิดในฐานใด มีพฤติการณ์อย่างไร และมีหลักฐานสนับสนุนข้อกล่าวหาอย่างไร
โดยเฉพาะข้อกล่าวหาเรื่องการจ่ายเงิน จะต้องสามารถระบุให้ได้ว่ามีการจ่ายเงินให้กับใคร จ่ายที่ไหน และจ่ายเมื่อใด ไม่ใช่เพียงนำข้อมูลว่าบุคคลต่างๆ มีการโทรศัพท์ติดต่อกันมาเป็นหลักฐานเพื่อสรุปว่ามีการกระทำความผิด เพราะนายศุภชัยเห็นว่า การนำเสนอประเด็นเพียงว่ามีการโทรศัพท์หากัน อาจเป็นการพยายามทำให้สังคมเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง
สรุป – ติดตามการวินิจฉัยของ กกต.ซึ่งมีอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบตามกฎหมาย หากทำหน้าที่โดยมิชอบ ก็มีกรณีตัวอย่างยุค “สามหนา ห้าห่วง”เป็นแนวทาง
ขณะเดียวกัน อีกด้านหนึ่ง แล้วฝ่าย สว.สีส้มที่พยายามฮั้ว มีพฤติกรรม และถูกร้อง ถูกสอบสวนเหมือนกัน กกต.จะวินิจฉัยเมื่อไหร่
ที่สำคัญ กรณีสืบเนื่องจากพยานกลับคำให้การ และข้อกล่าวหาว่ามีคนพยายามบิดเบือนหลักฐานเพื่อเล่นงานเอาผิดผู้อื่นนั้น ใครจะติดคุกก่อนใคร?
สารส้ม
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

