คอลัมน์ : มองอย่างไท

เนรเทศ ลดภัยคุกคามหรือกลบกระแส
ประวัติศาสตร์ของชาติที่ยาวนานมาร่วม ๘๐๐ ปีแล้ว มีการบันทึกไว้อย่างชัดเจนว่า ในแต่ละยุคสมัยของการปกครอง นับตั้งแต่พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ ที่เป็นกษัตริย์พระองค์แรกของอาณาจักรสุโขทัย ที่ขึ้นครองราชย์ในปี พ.ศ.๑๗๙๒ ก็เริ่มมีการติดต่อกับต่างประเทศในเรื่องการค้าขาย ที่มีการกล่าวไว้มากพอสมควรคือการที่พ่อขุนรามคำแหง มหาราชพระองค์แรกของชาติได้เสด็จไปเยือนประเทศจีน ซึ่งนอกจากเป็นการเจริญสัมพันธไมตรี ยังมีการแลกเปลี่ยนสินค้า และนำมาซึ่งองค์ความรู้ที่นำกลับมาใช้ในการพัฒนาประเทศได้ด้วย เช่น การผลิตเครื่องปั้นดินเผาที่เรียกว่าสังคโลก ซึ่งในที่สุดกลายเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญของอาณาจักร
การมาเยือนของพ่อค้าชาวต่างชาติยังอาณาจักรสยามเริ่มมีมากขึ้นเป็นลำดับ และชนชาติที่ถูกกล่าวถึงมากว่าเป็นชาติแรกๆ ที่เข้ามา นอกจากชาวจีนแล้วน่าจะเป็นชาวโปรตุเกส ต่อมาก็มีชาวฮอลันดา ฝรั่งเศส รวมทั้งชาวเปอร์เซีย ปัจจุบันคือชาวอิหร่านด้วย
โปรตุเกสเป็นชาติตะวันตกชาติแรกที่เข้ามาติดต่อค้าขาย และเป็นชาติหนึ่งที่ได้นำทั้งศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ามาตั้งแต่ยุคต้นๆ ของอาณาจักรอยุธยา ในสมัยของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ ราวปี พ.ศ.๒๐๕๔ โดยเฉพาะในเรื่องของอาวุธปืน ดินปืน รวมไปถึงการหล่อปืนใหญ่ด้วย นอกจากเครื่องเทศและสินค้าจากดินแดนอื่นที่เรือโปรตุเกสวิ่งผ่าน เช่น อินเดียและมะละกา รวมทั้งสินค้าฟุ่มเฟือย เช่น เครื่องแก้วและโลหะบางชนิด
อาวุธปืนและทหารรับจ้างในราชการในสมัยของสมเด็จพระไชยราชาธิราช ทำให้กองทัพของอยุธยา มีชัยชนะเหนือต่อกองทัพของพระเจ้าตะเบ็งชเวตี้แห่งกรุงหงสาวดีที่ยกเข้ามาตีเอาเมืองเชียงกราน เมืองชายแดนที่ขึ้นอยู่กับอาณาจักรอยุธยาในสมัยนั้นคืนมาได้ เชื่อกันว่าสงครามครั้งนั้นเป็นสงครามครั้งแรกระหว่างอาณาจักรอยุธยาและหงสาวดี
การค้าขายกับต่างชาติมีความเจริญและขยายตัวมากขึ้นในสมัยของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภายหลังจากที่พระองค์ได้ประกาศอิสรภาพแล้วในปี พ.ศ.๒๑๒๗ นอกจากการค้าขายกับชาวโปรตุเกสแล้ว ยังมีการค้าขายกับชาวสเปน ซึ่งได้มีคณะทูตจากสเปนเข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีและค้าขายด้วยในปี พ.ศ.๒๑๔๑ สินค้าที่ต่างชาติต้องการ ได้แก่ ไม้ฝาง หนังกวาง งาช้าง พริกไทย ข้าว สินค้าหัตถกรรม โดยจะแลกเปลี่ยนกับผ้า อาวุธ เครื่องใช้และสินค้าฟุ่มเฟือยอื่นๆ จากต่างแดน
ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เป็นยุคสมัยที่การค้าขายกับต่างชาติมีความเจริญรุ่งเรืองมากที่สุด ในช่วงเวลานั้นกรุงศรีอยุธยาเป็นศูนย์กลางทางการค้าระหว่างโลกตะวันออกและตะวันตก คู่ค้าที่สำคัญได้แก่ จีน ญี่ปุ่น อินเดีย เปอร์เซียและชาติตะวันตกหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นโปรตุเกส ฮอลันดา อังกฤษ และฝรั่งเศส ซึ่งมีการตั้งบริษัทการค้าและคลังสินค้าอยู่ในกรุงศรีอยุธยาด้วย
เมื่อมีการค้าขายมากขึ้นจึงต้องมีราชสำนักเป็นผู้ควบคุมสินค้าโดยเฉพาะบางชนิด และมีการจัดการผ่านหน่วยงานต่างๆ ทำให้รัฐมีรายได้จากการค้าขาย และการเก็บภาษีที่เรียกว่าภาษีปากเรือเป็นจำนวนมาก
นอกเหนือจากการค้าขายแล้วความสัมพันธ์ทางการทูตในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชก็มีมากขึ้น พระองค์ได้ส่งคณะทูตไปเจริญสัมพันธไมตรีกับต่างชาติโดยเฉพาะฝรั่งเศสและเปอร์เซีย ซึ่งทำให้มีการเปิดโอกาสด้านการค้าและการรับวิทยาการใหม่ๆ ทั้งการทหาร ดาราศาสตร์และการแพทย์เข้ามาสู่อาณาจักรด้วย
คณะทูตของไทยนำโดยออกพระวิสุทธสุนทร หรือที่รู้จักกันดีในนาม เจ้าพระยาโกษาธิบดี(ปาน)
ได้เดินทางไปเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศฝรั่งเศสและได้เข้าเฝ้าฯพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ ถึง ๒ ครั้ง
และต่อมาก็มีคณะทูตจากประเทศฝรั่งเศสนำโดยเชอวาลิเยร์ เดอ โชมองต์ ได้เดินทางเข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีกับอาณาจักรอยุธยาและได้เข้าเฝ้าฯสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเช่นกัน
สยามและฝรั่งเศสได้สร้างสัมพันธ์กันใน ๔ ด้านหลัก นอกจากเรื่องการทูตก็ยังมีเรื่องของการค้าซึ่งทั้งสองฝ่ายได้ทำข้อตกลงเพื่อขยายการค้าระหว่างสองชาติ โดยฝรั่งเศสต้องการใช้กรุงศรีอยุธยา เป็นฐานในการขยายเศรษฐกิจในส่วนภูมิภาค ในด้านการศาสนาได้มีมิชชันนารีคาทอลิกฝรั่งเศสเข้ามาเผยแผ่ศาสนาและตั้งชุมชนคริสต์ อีกทั้งพยายามดำเนินการเพื่อให้พระนารายณ์ได้เปลี่ยนไปนับถือศาสนาคริสต์แทนศาสนาพุทธที่พระองค์ทรงยึดถืออย่างเคร่งครัด ส่วนด้านที่ ๔ คือการศึกษาและการเมือง อยุธยาได้รับการถ่ายทอดความรู้แบบตะวันตกหลายเรื่องไม่ว่าจะเป็นเรื่องภาษา การแพทย์ การทหาร และอื่นๆ
แต่ผลเสียที่ติดตามมาจากการมีสัมพันธไมตรีกันนั้นก็มีอยู่ไม่น้อย โดยฝรั่งเศส ได้พยายามสร้างอิทธิพลบางอย่างให้เกิดขึ้น และที่สำคัญคืออิทธิพลและสิทธิพิเศษทางด้านการทหาร ซึ่งได้มีการตั้งค่ายทหารขึ้นที่เมืองบางกอกและมะริด
อิทธิพลดังกล่าวนั้นทำให้เกิดความไม่พึงพอใจของขุนนางและราษฎรจำนวนไม่น้อย ด้วยเกรงว่าหากฝรั่งเศสขยายอิทธิพลทางการทหารต่อไป ในที่สุดแล้วอาจจะทำให้อาณาจักรศรีอยุธยาต้องสูญเสียอธิปไตยให้กับฝรั่งเศสก็ได้
ในปลายสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในปี พ.ศ.๒๒๓๑ ซึ่งหลังจากสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเสด็จสวรรคต สมเด็จพระเพทราชาได้เสด็จขึ้นครองราชย์ พระองค์ได้ทรงขับไล่กองกำลังทหารฝรั่งเศสออกไปทั้งหมด รวมทั้งการทำลายค่ายที่เมืองบางกอกด้วย เป็นการลดอิทธิพลของฝรั่งเศสโดยสิ้นเชิง ซึ่งการขับไล่นั้นก็คือการเนรเทศนั่นเอง
ต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา กระทรวงมหาดไทย ได้ออกคำสั่งที่ลงนามโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ปฏิบัติหน้าที่เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยด้วย ให้เนรเทศชาวอิสราเอลหรือชาวยิว ๑ ราย ออกจากประเทศไทย โดยในคำสั่งนั้นได้ระบุว่า มีพฤติกรรมส่งข้อความข่มขู่ผู้เสียหาย จนทำให้รู้สึกไม่ปลอดภัย ต่อชีวิตและร่างกายและเกิดความหวาดกลัว จึงเห็นว่าเป็นการกระทำที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อย ศีลธรรมอันดี และความผาสุกของประชาชน จึงมีคำสั่งเนรเทศออกนอกราชอาณาจักร
และอีกสองสามวันถัดมา ก็ได้มีคำสั่งเนรเทศชาวฝรั่งเศส ๑ ราย ออกจากราชอาณาจักรเช่นกัน โดยระบุว่ามีพฤติกรรมข่มขู่ คุกคามและทำร้ายร่างกายผู้อื่น ก่อความเดือดร้อนรำคาญ รวมถึงมีพฤติกรรมที่ถูกมองว่าสร้างความแตกแยกด้านเชื้อชาติและศาสนาในหมู่นักท่องเที่ยวอย่างรุนแรง อันเป็นภัยต่อความสงบเรียบร้อย ศีลธรรมอันดี และความผาสุกของประชาชน เช่นกัน
การนำกฎหมายเนรเทศมาบังคับใช้อีกครั้งหนึ่งนั้น ก็หวังว่าเป็นสิ่งที่รัฐบาลทำไปโดยไม่ได้หวังกลบกระแสต่อต้านชาวต่างชาติ ที่เข้ามาอยู่อาศัยทำมาหากินในเมืองไทย แต่ก็มีพฤติกรรมอันอาจจะกระทบต่อความมั่นคง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มจีนเทาที่รัฐบาลได้ดำเนินการจัดการไปแล้วส่วนหนึ่ง หรือกลุ่มชาวอิสราเอลหรือยิว ซึ่งคนไทยเริ่มแสดงการต่อต้านอย่างมาก ซึ่งอาจจะมีพฤติกรรมเข้าข่ายเป็นยิวเทาเช่นกัน
โดยเฉพาะกลุ่มชาวยิวนั้นมีตัวเลขว่าได้เข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทยแล้วนับแสนราย ไม่ว่าจะที่ภูเก็ต สมุย ปาย และที่อื่น และมีบางคนบางกลุ่มพยายามสร้างอำนาจและอิทธิพลในหลายเรื่องโดยการใช้นอมินีเข้ามาเป็นผู้ร่วมดำเนินการ เช่นการซื้อที่ดิน เพื่อสร้างศาสนสถาน โรงแรม ที่พักและธุรกิจหลายรูปแบบ
ต้องยอมรับความจริงว่าขณะนี้มีความพยายามในการสร้างกระแสเพื่อจะให้รัฐบาลชุดปัจจุบันพ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ จากการดำเนินการของพรรคฝ่ายค้าน และกลุ่มบุคคลหรือองค์กรบางองค์กรที่ได้รับเงินสนับสนุนจากชาติมหาอำนาจ โดยยกประเด็นต่างๆ ที่เป็นด้านลบหลายเรื่อง แต่ส่วนใหญ่ก็เกิดขึ้นก่อนรัฐบาลชุดนี้จะเข้ามาบริหารประเทศ อาจจะมีบางเรื่องที่คาบเกี่ยวมาถึงรัฐบาลปัจจุบัน
เป็นการกล่าวหาในลักษณะที่พยายามตอกย้ำ โดยใช้สื่อทุกรูปแบบทั้งออนไลน์และออฟไลน์ โดยการกระจายข่าวด้วยการใช้ทั้ง IO และ AI และที่สำคัญก็คือน่าจะมีสื่อบางสำนักให้ความร่วมมือในงานดังกล่าวด้วย จะเพื่ออะไรก็ตาม แต่ที่เป็นประเด็นมากที่สุดขณะนี้คือเรื่องการฮั้ว สว. ที่มีการกระพือข่าวอยู่ทุกวัน โดยเชื่อมและพยายามที่จะให้คนบางส่วนเข้าใจว่ารัฐบาลสามารถกำกับ ควบคุม การปฏิบัติหน้าที่ ขององค์กรอิสระที่เกี่ยวข้องกับการสอบสวนเรื่องดังกล่าวได้
ขณะนี้ได้เกิดกระบวนการในการชักชวนประชาชนลงถนน คือการชุมนุมเดินขบวนนั่นเอง โดยอ้างว่าสิ่งที่รัฐบาลทำนั้นเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง เป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้ และประชาชนจะต้องออกมาร่วมกันต่อสู้เพื่อหาความเป็นธรรมคืนมา ซึ่งโดยเนื้อแท้ น่าจะมีเรื่องอื่นแอบแฝงอยู่ด้วย แม้แต่เรื่องของการที่จะคุกคามสถาบันพระมหากษัตริย์
ถึงแม้การชุมนุมหรือเดินขบวน จะเป็นสิทธิพื้นฐานตามระบอบประชาธิปไตย แต่ก็เป็นสิ่งที่ต้องดำเนินการภายใต้กรอบกฎหมายที่มีอยู่ ผู้ที่จะไปร่วมเดินขบวนนั้นควรจะต้องมีสติ สัมปชัญญะ โดยการกลั่นกรองข้อมูลที่ได้รับมาว่าเป็นเรื่องที่น่าจะเป็นจริงหรือเปล่าหรือเป็นเพียงการกล่าวหากัน เพื่อผลประโยชน์บางอย่างที่แอบแฝงอยู่ ซึ่งหากผลลัพธ์ของการกระทำนั้นมีผลเสียต่อความมั่นคงของสถาบันชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์ ก็เป็นสิ่งที่คนไทยผู้รักชาติไม่ควรจะยอมเป็นอันขาด
ปิยะ เนตรวิเชียร
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

