พบผู้ป่วยติดเชื้อ HIV หายขาดเพิ่ม 2 ราย ในเคสซับซ้อนและผู้ป่วยอายุน้อยที่สุด
17 กันยายน 2569 เวลา 14:06 น.

วงการแพทย์เผยความคืบหน้าครั้งสำคัญในงานประชุมวิชาการ AIDS 2026 หลังมีการรายงานพบผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวี (HIV) ที่รักษาหายขาดเพิ่มอีก 2 รายจากการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์เพื่อรักษาโรคมะเร็ง ส่งผลให้จำนวนผู้ป่วยที่หายขาดจาก HIV ทั่วโลกเพิ่มขึ้นเป็น 13 ราย โดยจุดเด่นของการรายงานครั้งนี้คือความสำเร็จในผู้ป่วยที่มีเงื่อนไขทางไวรัสวิทยาซับซ้อน และผู้ป่วยอายุน้อยที่สุดเท่าที่เคยบันทึกไว้
"ผู้ป่วยเอสเซิน" ความสำเร็จในสภาวะไวรัสที่ซับซ้อน
Carina Elsner จากสถาบันไวรัสวิทยา มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์เอสเซิน ประเทศเยอรมนี รายงานความสำเร็จในการรักษา “ผู้ป่วยเอสเซิน” (Essen patient) ซึ่งเป็นผู้ป่วยรายแรกที่มีภาวะ Mixed HIV-1 tropism หรือการที่ไวรัสสามารถใช้ทั้งตัวรับ CCR5 และ CXCR4 ร่วมกันในการเข้าสู่เซลล์ ผู้ป่วยรายนี้ติดเชื้อ HIV ตั้งแต่ปี 2003 และได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดบีเซลล์ (B-CLL) ในปี 2010
ในปี 2020 ขณะอายุ 61 ปี ผู้ป่วยได้รับการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์จากผู้บริจาคที่มียีนกลายพันธุ์ CCR5-delta32 คู่ ซึ่งมีคุณสมบัติต้านทานเชื้อ HIV หลังจากนั้นแพทย์ได้เริ่มกระบวนการหยุดยาต้านไวรัสภายใต้การดูแล (Analytical Treatment Interruption - ATI) ผลปรากฏว่าไม่พบเชื้อ HIV ในร่างกายต่อเนื่องยาวนานกว่า 60 สัปดาห์ แม้ผู้ป่วยจะเผชิญกับภาวะไวรัสตับอักเสบบีกำเริบแทรกซ้อน แต่ก็สามารถควบคุมอาการได้อย่างสมบูรณ์
พญ. Monica Gandhi ศาสตราจารย์ด้านการแพทย์จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานฟรานซิสโก ระบุว่าเคสนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะพิสูจน์ให้เห็นว่ากลยุทธ์การปลูกถ่ายสเต็มเซลล์สามารถเอาชนะเงื่อนไขทางไวรัสวิทยาที่ซับซ้อนได้จริง
"ผู้ป่วยแคนซัสซิตี" ผู้ป่วยที่อายุน้อยที่สุดที่หายขาด
อีกหนึ่งรายงานสำคัญจาก นพ. Wissam El Atrouni รองศาสตราจารย์ด้านการแพทย์จากมหาวิทยาลัยแคนซัส คือเคส “ผู้ป่วยแคนซัสซิตี” (Kansas City patient) ซึ่งสร้างสถิติเป็นบุคคลอายุน้อยที่สุดที่รักษา HIV หายขาด
ผู้ป่วยรายนี้ติดเชื้อในปี 2018 และป่วยเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว (AML) ในปี 2020 ขณะอายุเพียง 21 ปี เขาได้รับการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์จากผู้บริจาคที่มียีนกลายพันธุ์ CCR5-delta32 คู่เช่นกัน แม้เส้นทางการรักษาจะเต็มไปด้วยอุปสรรคและภาวะแทรกซ้อนรุนแรง ทั้งภาวะต่อต้านอวัยวะ (Graft-vs-host disease) ภาวะติดเชื้อแบคทีเรีย ไตวาย และการติดเชื้อราจนต้องผ่าตัดฉุกเฉิน แต่ท้ายที่สุดร่างกายก็สามารถรับเซลล์ของผู้บริจาคได้อย่างสมบูรณ์
หลังจากเริ่มกระบวนการหยุดยาต้านไวรัสในเดือนกุมภาพันธ์ 2025 ผู้ป่วยรายนี้ตรวจไม่พบเชื้อ HIV อีกเลยอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 17 เดือน
ก้าวต่อไปของวงการแพทย์ จากสเต็มเซลล์สู่การตัดต่อยีน
แม้ความสำเร็จจาก 2 เคสล่าสุดจะตอกย้ำว่า การปลูกถ่ายสเต็มเซลล์จากผู้ที่มียีนต้านทาน HIV สามารถทำให้โรคสงบได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าวิธีการนี้ไม่สามารถนำมาใช้เป็นมาตรฐานการรักษาทั่วไปได้ เนื่องจากกระบวนการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์มีความเสี่ยงสูง และสงวนไว้สำหรับผู้ป่วยที่จำเป็นต้องรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาวหรือมะเร็งต่อมน้ำเหลืองเท่านั้น
พญ. Gandhi ทิ้งท้ายว่า รายงานเหล่านี้ถือเป็น "ข้อพิสูจน์แนวคิด" (Proof of concept) ที่สำคัญ ซึ่งจะปูทางไปสู่การพัฒนาวิธีการรักษาแบบใหม่ที่ปลอดภัยกว่า เช่น การใช้เทคโนโลยีตัดต่อพันธุกรรม CRISPR เพื่อกำจัดตัวรับ CCR5 ในผู้ติดเชื้อ HIV โดยตรง ซึ่งปัจจุบันการศึกษาแนวทางดังกล่าวกำลังอยู่ในระหว่างการดำเนินการอย่างเข้มข้น
ขอบคุณข้อมูลจาก medscape
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

