ผอมซ่อนโรค! เจาะลึก 5 ภัยเงียบเมตาบอลิก ต้นตอโรคหัวใจ ปล่อยทิ้งไว้ ค่ารักษาอาจทะลุครึ่งล้าน
ปัจจุบันข่าวการเสียชีวิตเฉียบพลันจากโรคหัวใจในกลุ่มคนอายุน้อยหรือกลุ่มบุคคลที่ดูมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงปรากฏให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง หลายคนมักเข้าใจว่าโรคหัวใจจะเกิดขึ้นเฉพาะกับผู้ที่มีอายุมากหรือมีภาวะอ้วนเท่านั้น แต่แท้จริงแล้ว ภัยร้ายนี้เป็นผลพวงมาจากกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ซึ่งมีรากฐานร่วมกันจากความผิดปกติของระบบ "เมตาบอลิก" (Metabolic) หรือระบบการเผาผลาญของร่างกาย
ล่าสุด บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTC ได้ร่วมมือกับ โรงพยาบาลวิมุต พหลโยธิน จัดเวทีเสวนาให้ความรู้ภายใต้แนวคิด “Metabolic First, Heart Forward: โรคหัวใจไม่ได้เริ่มที่หัวใจ” เพื่อสร้างความตระหนักรู้ให้คนไทยหันมาใส่ใจการตรวจสุขภาพเชิงป้องกัน ก่อนที่ร่างกายจะส่งสัญญาณเตือนเมื่อสายเกินแก้

ความลับหลอดเลือด เมื่อร่างกายไม่ส่งสัญญาณเตือน
นพ.สุวาณิช เตรียมชาญชูชัย ผู้อำนวยการโรงพยาบาล และแพทย์เฉพาะทางอายุรศาสตร์โรคหัวใจ โรงพยาบาลวิมุต อธิบายว่า โรคหัวใจเป็นหนึ่งในกลุ่มโรค NCDs ซึ่งเกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน เมื่อเราบริโภคอาหารที่มีรสหวานจัด เลือดในร่างกายจะมีความเข้มข้นและหนืดคล้ายน้ำเชื่อม ทำให้หัวใจต้องบีบตัวทำงานหนักขึ้น การรับประทานอาหารเค็มจัดจะส่งผลให้หลอดเลือดแข็งตัวและเกิดภาวะความดันโลหิตสูง ส่วนการบริโภคไขมันมากเกินไป ไขมันเหล่านั้นจะเข้าไปพอกและสะสมอยู่ตามผนังหลอดเลือด

ความน่ากลัวของโรคหัวใจคือ ภัยเงียบที่ไม่แสดงอาการ หากหลอดเลือดมีการอุดตันเพียง 10-40% ร่างกายจะไม่รู้สึกถึงความผิดปกติใดๆ อาการเตือนมักจะเริ่มปรากฏเมื่อหลอดเลือดตีบไปแล้วมากกว่า 50-70% ขึ้นไป โดยผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บหน้าอกด้านซ้ายในลักษณะเหมือนโดนมีดแทงแล้วบิด ร้าวไปที่บริเวณหัวไหล่ และมีเหงื่อแตกท่วมตัว หากผู้ที่มีภาวะคราบไขมันเกาะผนังหลอดเลือดอยู่แล้วไปออกแรงอย่างหนักจนเลือดไหลเวียนไม่ทัน จะทำให้คราบไขมันนั้นปริแตกออก ร่างกายจะตอบสนองโดยการส่งเกล็ดเลือดมาเกาะบริเวณแผลจนเกิดเป็นลิ่มเลือดอุดตันรูหลอดเลือดสูงถึง 90-100% ในทันที ซึ่งนำไปสู่ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดและเสียชีวิตเฉียบพลันได้

เจาะลึก 5 สัญญาณเตือน "เมตาบอลิก"
นพ.ชาญวัฒน์ ชวนตันติกมล แพทย์เฉพาะทางอายุรศาสตร์โรคต่อมไร้ท่อและเมแทบอลิซึม โรงพยาบาลวิมุต ชี้ให้เห็นว่า การประเมินสุขภาพเมตาบอลิกไม่สามารถดูจากน้ำหนักตัวเพียงอย่างเดียวได้ แต่ต้องพิจารณาจากข้อมูลสุขภาพพื้นฐาน 5 ประการ ได้แก่
- รอบเอว เป็นดัชนีชี้วัดภาวะอ้วนลงพุง โดยผู้ชายไม่ควรมีรอบเอวเกิน 90 เซนติเมตร และผู้หญิงไม่ควรเกิน 80 เซนติเมตร
- ระดับน้ำตาลในเลือด ค่าระดับน้ำตาลปกติหลังงดอาหาร 8-12 ชั่วโมง ควรอยู่ที่ประมาณ 100 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร หากค่าอยู่ระหว่าง 100-125 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร หรือค่าระดับน้ำตาลสะสม (HbA1c) อยู่ที่ร้อยละ 5.7-6.4 จะถือว่าเป็นสัญญาณเตือนภาวะก่อนเบาหวาน
- ความดันโลหิต หากมีความดันโลหิตสูงกว่าปกติ จะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจและหลอดเลือดสมอง
- ระดับไขมันในเลือด ภาวะไตรกลีเซอไรด์สูง, คอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL) สูง หรือ คอเลสเตอรอลชนิดดี (HDL) ต่ำ เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ทำให้เกิดโรค
- มวลกล้ามเนื้อ การสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ สมรรถภาพร่างกายลดลง ลุกจากเก้าอี้ยาก หรือเดินช้าลง เป็นสัญญาณที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุที่ต้องเฝ้าระวังภาวะ "อ้วนร่วมกับมวลกล้ามเนื้อน้อย" (Sarcopenic Obesity) ซึ่งอาจซ่อนอยู่ภายใต้น้ำหนักตัวที่เปลี่ยนแปลงไม่มากนัก
หุ่นผอม-สายสปอร์ต ทำไมถึงยังเสี่ยง? และอันตรายจากการนอนกรน
หลายคนมีความเข้าใจผิดว่าความผอมคือสัญลักษณ์ของการมีสุขภาพดี แต่ในความเป็นจริง ผู้ที่มีน้ำหนักตัวปกติหรือดูผอม โดยเฉพาะในกลุ่มคนเอเชีย มักมีลักษณะการสะสมของไขมันในช่องท้องปริมาณมาก นอกจากนี้ บางรายอาจมีปัจจัยทางพันธุกรรมเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้มีค่าไขมันเลว (LDL) สูงถึง 300 แม้จะมีรูปร่างผอมก็ตาม หากมีประวัติบุคคลในครอบครัวป่วยเป็นโรคไขมันในเลือดสูงหรือโรคหัวใจตั้งแต่อายุยังน้อย ยิ่งต้องเพิ่มความระมัดระวังและเข้ารับการตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ
อีกหนึ่งภัยเงียบที่ถูกมองข้ามคือ "การนอนกรน" การนอนกรนเสียงดัง หรือสะดุ้งคล้ายขาดอากาศหายใจระหว่างหลับ ไม่ใช่สัญญาณของการนอนหลับสนิท แต่เป็นความเสี่ยงของภาวะหยุดหายใจขณะหลับ เมื่อเกิดการหยุดหายใจ ระดับออกซิเจนในเลือดจะตกลง ทำให้หัวใจต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อสูบฉีดเลือด ส่งผลให้ความดันโลหิตสูงขึ้นในเวลากลางคืน หัวใจโต และเกิดโรคหัวใจตามมา สาเหตุมักเกิดจากภาวะอ้วน หรือลิ้นที่สั้นและตกลงไปอุดกั้นทางเดินหายใจ ผู้ที่มีภาวะนี้มักตื่นมาแล้วไม่สดชื่น ง่วงนอนผิดปกติในเวลากลางวัน หรือมีความดันโลหิตสูงที่ควบคุมได้ยาก ทั้งนี้ นพ.สุวาณิช เตือนว่า การใช้สมาร์ทวอทช์ (Smartwatch) วัดการหยุดหายใจขณะหลับยังไม่สามารถใช้เป็นมาตรฐานทางการแพทย์ได้ เนื่องจากอาจเกิดความคลาดเคลื่อนจากการขยับตัว ผู้ที่สงสัยว่าตนเองมีความเสี่ยงควรเข้ารับการตรวจการนอนหลับ (Sleep Test) กับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยตรง

ไขข้อข้องใจ "แคลเซียมสกอร์" และ "การทำบอลลูน"
นพ.สุวาณิช ได้อธิบายเพิ่มเติมเพื่อแก้ไขความเข้าใจผิดของประชาชนเกี่ยวกับการตรวจแคลเซียมสกอร์ (Calcium Score) ผู้ป่วยหลายรายเมื่อเอ็กซเรย์พบค่าแคลเซียมสกอร์สูง มักเข้าใจผิดว่าตนเองมีแคลเซียมในร่างกายมากเกินไปจนเลิกรับประทานแคลเซียม แท้จริงแล้ว รอยสีขาวที่ปรากฏในฟิล์มเอ็กซเรย์ซึ่งมีความทึบแสงเทียบเคียงกับกระดูกนั้น คือ "คราบไขมันที่ไปพอกอยู่ตามผนังหลอดเลือด" ผู้ที่มีค่าแคลเซียมสกอร์สูงจึงหมายถึงผู้ที่มีไขมันอุดตันในหลอดเลือดสูงนั่นเอง
สำหรับการรักษาด้วยการทำบอลลูนหลอดเลือดหัวใจ ก็มีความเข้าใจผิดว่าเป็นการสอดสายเข้าไป "ดูดไขมัน" ออกมา ในความเป็นจริง คราบไขมันที่เกาะติดผนังหลอดเลือดมีความข้นและแข็งตัว ไม่สามารถใช้เครื่องมือดูดออกมาได้ การทำบอลลูนคือการใส่ขดลวดเข้าไป "ดันและขยาย" คราบไขมันให้ถ่างออกไปติดกับผนังหลอดเลือด เพื่อเปิดรูหลอดเลือดให้กว้างขึ้น ส่วนสิ่งที่แพทย์สามารถดูดออกมาได้คือ "ลิ่มเลือด" ที่อุดตันเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ หลังจากการทำบอลลูน ผู้ป่วยจึงยังคงต้องรับประทานยาอย่างต่อเนื่องและควบคุมอาหารอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันไม่ให้ไขมันกลับมาดันขดลวดจนเกิดการอุดตันซ้ำ
ยุคบุฟเฟต์ และการออกกำลังกายที่หักโหม
ในอดีต โรคหลอดเลือดหัวใจมักพบในกลุ่มคนอายุ 50 ปีขึ้นไป แต่ปัจจุบันอายุของผู้ป่วยมีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ จนพบในวัย 20 กว่าปี เกิดจากพฤติกรรมการกินที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะวัฒนธรรมการกินอาหารแบบ "บุฟเฟต์" ที่เน้นความคุ้มค่า และการใช้บริการฟู้ดเดลิเวอรี่ที่เข้าถึงง่าย ทำให้อาหารที่มีรสหวาน มัน เค็ม จัด เข้าสู่ร่างกายในปริมาณมาก ส่งผลให้พบปัญหาเด็กอ้วนเพิ่มสูงขึ้น นพ.สุวาณิช ได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการตรวจสุขภาพตั้งแต่เนิ่นๆ ไว้ว่า
"แต่ก่อนไขมันเราจะแนะนำตรวจอายุ 18 ปี แต่ปัจจุบันนี้ไกด์ไลน์ใหม่ออกมาให้ตรวจตั้งแต่ 2 ขวบ เพราะว่าถ้าเกิดมีประวัติคุณพ่อคุณแม่มีไขมันสูงในครอบครัว โอกาสที่เขาจะเป็นไขมันสูงตั้งแต่เด็กๆ สูงขึ้นเยอะมาก"

สำหรับกลุ่มผู้รักสุขภาพที่นิยมแข่งขันกีฬาระยะไกล เช่น วิ่งมาราธอน นพ.สุวาณิช เน้นย้ำว่า ไม่ควรหักโหมหรือลงแข่งขันตามกระแสหากยังไม่เคยตรวจสุขภาพมาก่อน บางรายอาจมีค่าระดับไขมันเลว (LDL) สูงถึง 190 หรือมีค่าน้ำตาลในเลือดสูงถึง 200 โดยไม่รู้ตัว เมื่อไปออกกำลังกายอย่างหนัก ร่างกายสูญเสียน้ำ เลือดจะข้นขึ้น อาจส่งผลให้หน้ามืด หมดสติ และเสียชีวิตเฉียบพลันได้ ดังนั้น ควรประเมินสมรรถภาพร่างกายก่อนลงแข่ง เช่น การตรวจวัดระดับไขมัน น้ำตาล หรือทดสอบสมรรถภาพหัวใจด้วยการวิ่งสายพาน (VO2 Max) สำหรับการออกกำลังกายในชีวิตประจำวันที่ปลอดภัยและได้ผลดี นพ.สุวาณิช แนะนำให้ใช้สูตรคำนวณอัตราการเต้นของหัวใจสูงสุดคือ (220 ลบด้วย อายุของตนเอง) คูณด้วย 80% โดยออกกำลังกายเพียง 30-45 นาทีต่อครั้ง ประมาณ 5 วันต่อสัปดาห์ หรือรวม 150 นาทีต่อสัปดาห์ ก็เพียงพอต่อการรักษาสุขภาพแล้ว
รู้หรือไม่? ปล่อยให้ป่วย ค่ารักษาอาจทะลุครึ่งล้าน
อีกหนึ่งเหตุผลสำคัญที่ทุกคนควรหันมาใส่ใจการตรวจสุขภาพเชิงป้องกัน คือเรื่องของ "ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล" เมื่อปล่อยให้พฤติกรรมทำร้ายร่างกายจนลุกลามกลายเป็นโรค NCDs ค่าใช้จ่ายจะเพิ่มทวีคูณตามระดับความรุนแรงของโรค
- ระยะเริ่มต้น หากต้องรับประทานยารักษาโรคเบาหวาน ความดันโลหิต หรือไขมัน ค่าใช้จ่ายจะสูงขึ้นตามจำนวนโรคและปริมาณยาที่ต้องใช้
- ระยะตรวจวินิจฉัยเชิงลึก หากมีความจำเป็นต้องฉีดสีเพื่อดูความผิดปกติของหลอดเลือดหัวใจ ค่าใช้จ่ายจะเริ่มต้นที่ประมาณ 50,000 กว่าบาท
- ระยะรักษาด้วยการสอดสาย หากพบการอุดตันและต้องทำบอลลูนพร้อมใส่ขดลวด (Stent) ค่าใช้จ่ายจะพุ่งสูงถึงประมาณ 100,000 - 200,000 บาท ขึ้นอยู่กับจำนวนขดลวดที่ใช้
- ระยะวิกฤต หากอาการรุนแรงจนถึงขั้นต้องผ่าตัดซ่อมแซมหัวใจ และต้องพักฟื้นในห้อง ICU ค่าใช้จ่ายอาจพุ่งสูงทะลุถึง 300,000 - 500,000 บาทต่อผู้ป่วยหนึ่งราย

KTC รับเทรนด์สุขภาพ ยอดใช้จ่ายหมวดโรงพยาบาลโตต่อเนื่อง
จากสถานการณ์ดังกล่าว ทำให้คนไทยเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (Preventive Health) มากยิ่งขึ้น นางสาวสิรีรัตน์ คอวนิช ผู้บริหารสูงสุด ฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต KTC เปิดเผยข้อมูลว่า ในปี 2568 ยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเคทีซีในด้านการตรวจสุขภาพเติบโตสูงถึงร้อยละ 50 และยอดใช้จ่ายรวมในหมวดโรงพยาบาลเติบโตขึ้นร้อยละ 6 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยกลุ่มสมาชิกที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป มีสัดส่วนการใช้จ่ายในหมวดนี้มากกว่าร้อยละ 50 สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มความตื่นตัวด้านการประเมินความเสี่ยงด้านสุขภาพ ทาง KTC จึงได้เดินหน้าพัฒนา KTC Wellness Ecosystem ภายใต้แนวคิด ‘KTC Wellness: The Journey to Well-being’ เพื่อเชื่อมโยงสมาชิกเข้ากับบริการสุขภาพจากพันธมิตรที่น่าเชื่อถือ และสนับสนุนให้การดูแลสุขภาพเป็นเรื่องที่เข้าถึงง่าย
เป้าหมายสูงสุดของการรณรงค์ “Metabolic First, Heart Forward” ไม่ใช่การสร้างความตื่นตระหนก แต่เป็นการเชิญชวนให้ประชาชนรู้จักเฝ้าระวังตัวชี้วัดสำคัญทั้ง 5 ประการ เพราะการรู้เท่าทันความเสี่ยงและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตั้งแต่วันนี้ คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดเพื่ออนาคตสุขภาพที่ยั่งยืน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

