บทบรรณาธิการ : 21 กันยายน 2569

ก่อนผ้าเหลืองจะหมดสิ้นศรัทธา
วิกฤตศรัทธาในบวรพระพุทธศาสนาของประเทศไทยไม่ใช่แค่แผลถลอกทางจริยธรรมธรรมดาๆ อีกต่อไป แต่มันคือ เนื้อร้ายเรื้อรังทางโครงสร้างที่หยั่งรากลึกและเน่าเฟะมานานหลายทศวรรษ คดีอื้อฉาวล่าสุดของอดีตเจ้าอาวาสวัดดังที่ทุจริตยักยอกและฟอกเงินวัดมูลค่าเกือบร้อยล้านบาท เป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งที่ลอยพ้นน้ำขึ้นมาตอกย้ำความจริงอันน่าอดสูว่า วัดไทยจำนวนไม่น้อยในปัจจุบัน ได้แปรสภาพจากศูนย์รวมจิตใจทางธรรม กลายไปเป็นฐานบัญชาการของกลุ่มผลประโยชน์และขบวนการฟอกเงินสีเทาอย่างสมบูรณ์แบบ
สังคมไทยต้องยอมรับความจริงอย่างตรงไปตรงมาแบบไม่โลกสวยได้แล้วว่า สิ่งที่เรียกว่าพุทธพาณิชย์ กำลังกัดกินแก่นแท้ของพุทธศาสนาจนแทบไม่เหลือชิ้นดี ทุกวันนี้บางวัดทำตัวไม่ต่างจากบริษัทมหาชนจำกัดที่มุ่งเน้นการทำการตลาด แข่งกันสร้างถาวรวัตถุอลังการ เพื่ออวดบารมี ตลอดจนการปั่นราคาวัตถุมงคล เครื่องรางของขลังและพิธีกรรมไสยศาสตร์นอกรีตที่หลอกลวงประชาชน
เม็ดเงินมหาศาลกว่า 54,000 ล้านบาทต่อปีที่ไหลเวียนอยู่ในระบบทุนนิยมผ้าเหลืองนี้ แท้จริงแล้วคือหลุมดำทางภาษีและบัญชี ที่ไม่มีใครตรวจสอบได้ ยิ่งพระสงฆ์บางรูปมีสมณศักดิ์สูง มีชื่อเสียงโด่งดัง ก็ยิ่งดึงดูดกลุ่มก๊วนอิทธิพลและสีกาเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ กลายเป็นวงจรอุบาทว์ที่สร้างข่าวคาวโลกีย์และคดีฉ้อโกงไม่เว้นแต่ละวัน
สาเหตุที่การปัดกวาดลานวัดในอดีตล้มเหลวไม่เป็นท่าและกลายเป็นเพียงบทละครไฟไหม้ฟางเป็นเพราะเราติดหล่มอยู่กับ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ มาตรา 36 กฎหมายล้าหลังที่มอบอำนาจผูกขาดเบ็ดเสร็จให้เจ้าอาวาสเป็นนิติบุคคลและผู้ถือกระเป๋าเงินวัดแต่เพียงผู้เดียว โดยไม่มีกลไกใดๆ จากส่วนกลางหรือชุมชนเข้าไปคานอำนาจ การปล่อยให้พระภิกษุผู้ควรสละละทิ้งทางโลก กลับต้องมานั่งเซ็นอนุมัติเช็ค นับเงินสดกองโต หรือถือสมุดบัญชีธนาคาร ถือเป็นความบิดเบี้ยวขั้นรุนแรงที่ทั้งขัดต่อพระธรรมวินัยอย่างร้ายแรง และเป็นการเปิดประตูรับกิเลสและตัณหาให้เข้ามาทำลายสมณเพศโดยตรง
ความเคลื่อนไหวในปัจจุบันที่ฝ่ายการเมืองเสนอให้แก้กฎหมายเพื่อริบอำนาจจัดการเงินสดออกจากมือพระสงฆ์ ควบคู่ไปกับมติของมหาเถรสมาคมที่พยายามล้างบางพุทธพาณิชย์และบังคับใช้ระบบบัญชีดิจิทัล จึงไม่ใช่เรื่องที่องค์กรสงฆ์จะมานั่งอิดออด หรืออ้างความเป็นเอกเทศเพื่อปกป้อง “แดนสนธยา” ของตนเองได้อีกต่อไป
บทความชิ้นนี้ขอทุบโต๊ะและเรียกร้องอย่างถึงที่สุดว่า การปฏิรูปครั้งนี้ต้องทำแบบล้างบางและถอนรากถอนโคน ไม่ใช่แค่การออกคำสั่งเสือกระดาษโชว์สื่อเท่านั้น คือ 1.ต้องริบอำนาจเงินจากพระอย่างเด็ดขาด คือ ต้องแก้กฎหมายตัดสิทธิ์พระสงฆ์ไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับทรัพย์สินและบัญชีของวัด 100% ให้คณะกรรมการวัดที่เป็นมืออาชีพและตัวแทนชุมชนเข้ามาบริหาร แล้วให้พระสงฆ์กลับไปทำหน้าที่เพียงอย่างเดียวคือการเผยแผ่ธรรมะ
2.ต้องขุดรากถอนโคนทุนพุทธพาณิชย์ คือสั่งแบนและลงโทษขั้นเด็ดขาดกับวัดที่เปิดให้ทุนสีเทาเช่าพื้นที่ หรือวัดที่เน้นพุทธพาณิชย์ทำคุณไสยหลอกลวงประชาชน เปลี่ยนเกณฑ์เลื่อนขั้นของพระสงฆ์จากการสร้างตึกมาดูที่จริยวัตรและความรู้ในพระธรรมวินัย และ 3.ต้องเปิดระบบบัญชีเป็นข้อมูลเปิดแบบ 100% คือบังคับให้วัดขนาดใหญ่รายงานเส้นทางการเงินผ่านระบบออนไลน์ที่ประชาชนทุกคนสามารถคลิกเข้าไปตรวจดูได้ทุกบาททุกสตางค์ ใครบริจาคเท่าไหร่ วัดเอาเงินไปจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ หรือค่าจัดซื้อจัดจ้างให้ใคร ต้องโปร่งใสเหมือนกล่องแก้ว
หากผู้มีอำนาจในรัฐบาลและมหาเถรสมาคมยังคงขลาดกลัวต่อกลุ่มอิทธิพลที่เสวยสุขอยู่บนผลประโยชน์ผ้าเหลือง ยังคงปล่อยให้วัดทำตัวเป็นแดนสนธยาที่ไร้การตรวจสอบ ก็เตรียมตัวนับถอยหลังสู่วันล่มสลายของสถาบันสงฆ์ไทยได้เลย เพราะเมื่อใดที่ศรัทธาของประชาชนติดลบจนถึงขีดสุด เมื่อนั้นต่อให้มีผ้าเหลืองห่มกาย ก็จะไม่เหลือความศักดิ์สิทธิ์ใดๆ ให้กราบไหว้อีกต่อไป
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

