บุคคลแนวหน้า : 21 กันยายน 2569 (นายพริบพรี)

■■ ดูเหมือนขณะนี้ รัฐบาลอนุทินจะเผชิญ แรงเขย่าจากรอบทิศ แม้จะฝ่าด่าน กกต.จากประเด็นฮั้ว สว.
มาได้ แต่ก็ยังเจอกับกระแสที่โหมกระหน่ำ ทั้งในโลกโซเชียลและการเมืองบนท้องถนน ที่แม้จะปลุกไม่ค่อยขึ้นแต่ก็ยังมีความพยายามต่อสาย สร้างแนวร่วมให้กว้างขวางหวังล้มรัฐบาลให้ได้ แม้กระทั่งปล่อยข่าวว่า “มีสัญญาณพิเศษ” ว่าไม่เอารัฐบาลชุดนี้แล้ว
...■■ ขณะที่ รศ.วันวิชิต บุญโปร่ง ฟันธงชัดๆ ว่าไม่มี “สัญญาณพิเศษ” อะไรทั้งนั้นและรัฐบาลกับกองทัพยังทำงานร่วมกันได้ดีเป็น ทีมไทยแลนด์ โดยเฉพาะเรื่องความมั่นคงและชายแดนไทย-กัมพูชา เรียกว่า ดับฝันสายมโนกันไปเลย555
...■■ แต่หากมองกันที่การทำงานก็ต้องยอมรับว่ารัฐมนตรีในรัฐบาลนี้ หลายคนกำลังเร่งสร้างผลงานอย่างน่าสนใจ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แสดงบทบาทนักการทูตที่สุขุมแต่ชัดเจนบนเวที UNCLOS ที่สิงคโปร์ โดยยืนยันหลักการของไทยเรื่องเขตแดนทางทะเลและไม่เปิดช่องให้ประเด็นเกาะกูดถูกนำไปตีความเกินข้อเท็จจริง
...■■ ลองคิดดูเล่นๆ ถ้าวันนี้รัฐบาล ไม่ใช่ภูมิใจไทย นายกฯไม่ใช่อนุทิน แต่เป็น หลานอังเคิล ข้อพิพาท ไทย-กัมพูชา จะออกมาแบบไหน ???
...■■ ส่วน พลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ก็เป็นอีกคนที่กำลังถูกจับตามอง จากการลงพื้นที่และเดินหน้าภารกิจจัดการปัญหาทุนนอมินีต่างชาติ พร้อมสื่อสารประเด็นยาให้เข้าใจง่าย
...■■ ขณะที่ วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรองผู้บัญชาการ
กองอาสารักษาดินแดน ก็ลงพื้นที่นราธิวาสทันทีหลังเหตุลอบวางระเบิดรถ อส.สุคิริน ซึ่งมีผู้เสียชีวิต 2 ศพ บาดเจ็บ 16 ราย เพื่อติดตามสถานการณ์และการเยียวยาครอบครัวผู้สูญเสียและผู้บาดเจ็บทั้งสองคนอาจถูกเรียกว่า “รัฐมนตรีลูกเทพ” แต่การก้มหน้าก้มตาทำงาน จนผลงานเริ่มเด่นชัด คือคำตอบที่ดีที่สุด
...■■ เห็นเงียบๆ แต่งานหนักไม่แพ้กัน คือ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กำลังเสนอภาพการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่จับต้องได้ ด้วยแนวคิด “เปลี่ยนหลังคาบ้านเป็นโรงไฟฟ้า” กันกำลังผลิตโซลาร์รูฟท็อปสำหรับประชาชนถึง 10,000 เมกะวัตต์ เปิดทางให้ครัวเรือนผลิตใช้เองและขายไฟคืน พร้อมปรับกฎระเบียบและสนับสนุนให้เข้าถึงเงินทุนง่ายขึ้นเป้าหมายคือช่วยลดค่าไฟและลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาตินำเข้าที่มีต้นทุนผันผวน นี่จึงเป็นงานที่ต้องเอาใจช่วยให้เดินไปถึงความสำเร็จ เพราะหากทำได้จริงผู้ได้ประโยชน์คือประชาชนโดยตรง
...■■ และถ้าจะถามหา “สัญญาณ” ที่เห็นชัดในเวลานี้ สัญญาณหนึ่งมาจากเศรษฐกิจ เมื่อ Fitch Ratings ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของไทยจาก Negative เป็น Stable และคงอันดับ BBB+ ทำให้ทั้ง Fitch, Moody’s และ S&P Global Ratings มีมุมมองต่อไทยเป็น Stable ทั้งหมดแล้ว เพราะฉะนั้น หากการเมืองมีเสถียรภาพมากขึ้น รัฐบาลเดินหน้าผลงานได้ต่อเนื่องและรัฐมนตรีแต่ละคนพิสูจน์ตัวเองด้วยงานมากกว่าคำพูด บางทีสัญญาณที่ประเทศไทยต้องการ อาจไม่ใช่ “สัญญาณพิเศษ” แต่คือสัญญาณว่าประเทศกำลังเดินหน้า ปัญหาที่สะสมมายาวนาน กำลังถูกรื้อมาแก้ไข อาจจะไม่ทันใจ แต่อย่าลืมว่ารัฐบาลนี้เพิ่งจะเข้ามาทำงาน แค่ 6 เดือน เท่านั้นเอง...■■
นายพริบพรี
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

