คอลัมน์ : มองอย่างไท

ศาสนาหรือสังคมเสื่อม
ย้อนประวัติศาสตร์ของดินแดนสุวรรณภูมิไปประมาณ ๑,๓๐๐ ปีนั้น ได้ปรากฏหลักฐานทางโบราณคดีที่ชัดเจนว่า พุทธศาสนาได้ถูกเผยแผ่เข้ามาในดินแดนแถบนี้แล้ว โดยได้มีการสืบทอดตลอดมาอย่างยาวนานจนถึงปัจจุบัน
ถึงแม้จะมีการกล่าวกันว่าพระเจ้าอโศกมหาราชได้ส่งพระโสณะและพระอุตตระมาเผยแผ่ศาสนาพุทธเถรวาทในดินแดนสุวรรณภูมิตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ ๓ แต่ก็ยังไม่ปรากฏหลักฐานทางโบราณคดีที่ชัดเจน
จนถึงพุทธศตวรรษที่ ๑๑ เป็นต้นมา ที่เริ่มมีหลักฐานถึงการเข้ามาของพุทธเถรวาทในชุมชนมอญที่อยู่ในแถบรูปแม่น้ำเจ้าพระยา ภาคกลาง และบางส่วนของภาคอีสาน เป็นหินแกะสลักที่เป็นรูปธรรมจักร พระพุทธรูป ตลอดจนสถูป รวมทั้งมีจารึกภาษาบาลีและมอญปรากฏอยู่ด้วย
ส่วนพุทธศาสนามหายาน ได้เริ่มเข้ามาปรากฏในคาบสมุทรภาคใต้ อันมีเมืองท่าที่เชื่อมต่อไปยังอินเดีย ศรีลังกา ชวา สุมาตรา ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๓ มีการนับถือพระโพธิสัตว์พระอวโลกิเตศวร ซึ่งปรากฏอยู่บนหลักฐานทางศิลปกรรม
เถรวาทและมหายานปรากฏมากขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ ๑๖ และปรากฏชัดในดินแดนที่มีความสัมพันธ์กับอาณาจักรเขมร เช่นที่ลพบุรี
ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๘ เป็นต้นมา เถรวาทได้รับการเผยแผ่มากขึ้นมีการจัดระเบียบ มีคณะสงฆ์จากศรีลังกาได้เข้ามาเผยแผ่ โดยผ่านเข้ามาทางนครศรีธรรมราช และได้รับการอาราธนาไปยังกรุงสุโขทัย
ไม่ปรากฏหลักฐานชัดเจนว่าพุทธเถรวาทที่มาถึงสุโขทัยนั้น มาในสมัยของรัชกาลใด แต่ที่ชัดเจนคือพ่อขุนรามคำแหงมหาราชทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่นอกจากจะทรงพระปรีชาสามารถในการปกครองแล้ว พระองค์ยังทรงทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก จนทำให้ในที่สุดพระพุทธศาสนา จึงเป็นรากฐานทางศาสนาของชาติ รวมทั้งมีบทบาทด้านวัฒนธรรมและการปกครองสืบต่อโดยตลอดมา ผ่านอาณาจักรอยุธยา อาณาจักรรัตนโกสินทร์ มาจนถึงปัจจุบันนี้
พระมหาธรรมราชาที่ ๑ หรือพญาลิไท ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ในสมัยอาณาจักรสุโขทัยอีกพระองค์หนึ่ง ที่ทรงทำนุบำรุงพุทธศาสนาเถรวาทอย่างมาก มีการส่งเสริมคณะสงฆ์ และการศึกษาพระธรรมวินัย อีกทั้งยังทรงพระราชนิพนธ์ไตรภูมิพระร่วงเพื่อสอนเรื่องกรรม บุญ บาป สวรรค์และการประพฤติดีแก่ประชาชน ซึ่งพระราชนิพนธ์นี้ยังคงอยู่มาจนถึงปัจจุบัน
ช่วงอาณาจักรอยุธยามีพระมหากษัตริย์ ๒ พระองค์ ที่ทรงทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก พระองค์แรกคือสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ซึ่งทรงเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา และทรงผนวชด้วยเป็นเวลา ๘ เดือน อันเป็นแบบอย่างแก่ข้าราชการและประชาชนทั่วไป อีกพระองค์หนึ่งคือสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ซึ่งพระองค์ทรงบูรณปฏิสังขรณ์วัดวาอารามหลายแห่ง ส่งเสริมคณะสงฆ์ และสนับสนุนความสัมพันธ์ทางพุทธศาสนากับศรีลังกาให้เข้มแข็งมากยิ่งขึ้น
พระมหากษัตริย์อีกพระองค์หนึ่ง ซึ่งต้องกล่าวถึงเช่นกันคือ สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งในช่วงเวลานั้นฝรั่งเศสพยายามสร้างอิทธิพลอยู่ในดินแดนแถบนี้ รวมทั้งเรื่องการเผยแผ่คริสต์ศาสนา โดยพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ ได้ส่งคณะมิชชันนารีเข้ามาเผยแผ่ในกรุงศรีอยุธยาเป็นอย่างมากและพยายามที่จะชักจูงให้สมเด็จพระนารายณ์ฯทรงเปลี่ยนมานับถือศาสนาคริสต์ แต่ไม่ประสบความสำเร็จเพราะสมเด็จพระนารายณ์ฯทรงยึดมั่นในการเป็นพุทธศาสนิกชน
ในปี พ.ศ.๒๓๑๐ ซึ่งอาณาจักรสยามได้เสียอิสรภาพอีกครั้งหนึ่งนั้น กรุงศรีอยุธยาได้ถูกเผาทำลายลงจนหมดสิ้น รวมทั้งวัดวาอารามหลายร้อยแห่ง ขวัญกำลังใจของราษฎรตกต่ำและขาดที่ยึดเหนี่ยวอย่างสิ้นเชิง
จนเมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้ทำการกู้ชาติคืนหลังจากเสียอิสรภาพเพียง ๗ เดือน พระองค์ทรงทุ่มเทอย่างยิ่งในการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ฟื้นฟูวัดวาอารามต่างๆ และดำเนินการเพื่อให้พระพุทธศาสนาที่เสื่อมโทรมให้กลับมาอีกครั้งหนึ่ง ทำให้คณะสงฆ์กลับมามีระเบียบ ซึ่งทำให้ศาสนาพุทธสามารถสืบต่อมาได้
เนื่องจากพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ ฉะนั้นในช่วงของอาณาจักรรัตนโกสินทร์พระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ ตั้งแต่สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชเป็นต้นมา ก็ได้ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้มีความรุ่งเรืองโดยตลอดมา ทำให้จนถึงปัจจุบันนี้ศาสนาพุทธเป็นที่ยึดเหนี่ยวของประชาชนมากกว่า ๙๓% ของจำนวนประชากรทั้งหมด
ถึงอย่างไรก็ดี ก็มีเหตุการณ์ที่เป็นเครื่องบ่อนทำลายพระพุทธศาสนาและทำให้ศาสนาต้องเสื่อมโทรมเป็นระยะๆ เสมอ โดยเป็นเรื่องที่เกิดจากพระสงฆ์เองและจากฆราวาส อันเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง ทั้งนี้อาจจะเนื่องมาจากสภาพของสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยที่มีการสร้างค่านิยมว่า “เงินคือพระเจ้า” รวมทั้งการยึดมั่นในตัวตนหรือที่เรียกว่า “อัตตา” เป็นหลัก
เหตุการณ์อื้อฉาวอันเป็นเรื่องของพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมจนถึงขั้นปาราชิก ของบุคคลที่ปัจจุบันต้องขอเรียกว่า สมีโชติ นั้น เป็นเรื่องที่ร้ายแรงควรแก่การประณาม โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่วัดพุทไธศวรรย์ พระอารามหลวงชั้นตรี ซึ่งถือเป็นวัดสำคัญวัดหนึ่งของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
วัดนี้เป็นวัดที่เก่าแก่มากที่สุดวัดหนึ่งของกรุงศรีอยุธยา ตั้งอยู่ริมฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยาที่ตำบลสำเภาล่ม สันนิษฐานว่าสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ พระเจ้าอู่ทอง ทรงโปรดให้สร้างวัดนี้ขึ้นเมื่อพ.ศ.๑๘๙๖ ภายหลังการสถาปนากรุงศรีอยุธยา โดยสร้างบนตำแหน่งที่ตั้งเดิมของพลับพลาที่ประทับก่อนที่พระองค์จะย้ายไปสถาปนากรุงศรีอยุธยาในตำแหน่งที่ตั้งปัจจุบัน
เนื่องจากเป็นวัดที่ตั้งอยู่นอกเกาะอยุธยา จึงไม่ได้ถูกทำลายมากเมื่อครั้งเสียกรุงในปี พ.ศ.๒๓๑๐ ทำให้ยังคงมีโบราณสถานสำคัญเหลืออยู่มาก เป็นวัดที่มีสถาปัตยกรรมที่โดดเด่น ไม่ว่าจะเป็นพระปรางค์ประธานแบบขอม ซึ่งเป็นศูนย์กลางของวัด หรือพระวิหารหลวงที่ประดิษฐานพระพุทธรูปสำคัญ รวมทั้งพระนอนกลางแจ้งหรือพระพุทธไสยาสน์องค์ใหญ่
เหตุการณ์ที่สมีโชติซึ่งในขณะนั้นดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสได้กระทำอนาจารล่วงละเมิดทางเพศกับหญิงนางหนึ่ง โดยมีผู้บันทึกภาพเหตุการณ์นั้นไว้ ซึ่งเป็นพยานหลักฐานสำคัญที่ไม่สามารถจะปฏิเสธได้ และเมื่อได้ตรวจสอบไปในเชิงลึก ก็พบว่าเงินบริจาคที่วัดได้รับมาเป็นจำนวนหลายร้อยล้านบาท ได้ถูกนำไปใช้ในทางที่ไม่ถูกต้องกับเจตนาของผู้บริจาค รวมทั้งได้ใช้บำรุงบำเรอหญิงนางนั้นด้วย โดยเรื่องนี้ถือว่าเป็นคดีทางอาญาและแพ่งที่จะต้องมีการส่งฟ้องต่อศาลเพื่อพิจารณาตัดสินลงโทษตามกฎหมายบ้านเมืองต่อไป
หลังจากนั้นอีกไม่กี่วัน ก็มีสื่อบางสำนักนำเสนอข่าวในทำนองคล้ายๆ กับเหตุการณ์ที่กล่าวมาแล้ว โดยอ้างว่ามีผู้ชี้เบาะแสว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นที่วัดสำคัญแห่งหนึ่งในจังหวัดสมุทรสงคราม แต่เมื่อมีการสืบหาความจริงก็พบว่าเรื่องดังกล่าว อาจจะไม่ใช่เรื่องจริง แต่ทั้งนี้ก็ได้ทำให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงของวัดและท่านเจ้าอาวาสไปโดยปริยายแล้วเช่นกัน
ก่อนหน้านั้นเดือนเศษก็มีข่าวใหญ่ ที่มีกลุ่มฆราวาสเรียกร้องขอเอาที่ดินที่บรรพบุรุษเป็นเจ้าของและมอบให้วัดเพื่อสร้างวัดไปแล้วคืนเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในจังหวัดขอนแก่น โดยบุคคลที่ชื่อว่าป้าดา ที่ไม่น่าจะมีสายสัมพันธ์โดยตรง กับเจ้าของที่ดินเดิม แต่น่าจะได้รับค่าตอบแทนในการออกมาดำเนินการเรียกร้องแทน โดยอ้างว่าวัดนี้สร้างขึ้นอย่างไม่ถูกต้อง ไม่เป็นไปตามระเบียบของกรมการศาสนา รวมทั้งสร้างอยู่บนที่ดินที่เจ้าของเดิมไม่ได้ยกให้อย่างถูกต้องเป็นทางการ เพียงแต่มอบโฉนดตัวจริงให้กับทางวัดเป็นผู้เก็บรักษาไว้เท่านั้น
ซึ่งเรื่องนี้กรมศาสนาได้ทำการตรวจสอบแล้วว่าการสร้างวัดนั้นถูกต้องตามกฎหมาย รวมทั้งเรื่องการมอบที่ดินให้กับวัด ซึ่งขณะนี้ก็ได้มีการบันทึกการโอนลงโฉนดเรียบร้อยแล้วว่าที่ดินดังกล่าวเป็นของวัด
เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นนั้นส่อให้เห็นถึงพฤติกรรมของคนรุ่นปัจจุบัน ที่ดูเหมือนว่าจะไม่ได้ถูกหล่อหลอมให้อยู่ในศีลในธรรมตามคำสอนที่ดีของพุทธศาสนาแต่อย่างใด ซึ่งแน่นอนว่าบุคคลใดก็ตาม หากไม่มีศาสนาเป็นหลักยึดในการดำเนินชีวิต ก็ย่อมจะประพฤติผิดโดยที่ตัวเองอาจจะไม่รู้หรือไม่ยอมรับรู้
คำสอนที่สำคัญทางพุทธศาสนาไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการให้ยึดศีล ๕ เป็นหลักในการดำเนินชีวิต การมีมรรค ๘ การรู้จักการละกิเลสไม่ว่าจะเป็นความโลภ โกรธหรือหลง การมีหิริโอตัปปะ การมีสติ ตลอดจนการปล่อยวางที่จะทำให้จิตเป็นสุขได้และยังเรื่องอื่นๆ อันเป็นหลักธรรมที่สำคัญ ที่จะต้องเริ่มต้นมาจากครอบครัวซึ่งถือว่าสำคัญที่สุดในการที่จะปลูกฝังเรื่องของความดีงามให้กับเด็กทุกคนตั้งแต่เยาว์วัย เพื่อจะเพาะบ่มหล่อหลอมให้เรื่องของความดีถูกผนึกไว้ในจิตใจตั้งแต่ต้นชีวิต
ศาสนาซึ่งอยู่มานานกว่า ๒,๕๐๐ ปีแล้วไม่ได้เสื่อมลงแต่อย่างใด คำสอนของพระพุทธองค์ยังเป็นสิ่งที่มีคุณค่าหาใดเทียบ เพียงแต่ผู้ที่จะรับและนำไปปฏิบัติมีความเสื่อมไปตามสังคมยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยสิ่งยั่วเย้า จนทำให้ทำสิ่งที่ไม่ถูกต้องโดยขาดสติ ขาดความยั้งคิด ไม่มีปัญญา จึงเกิดเรื่องที่ไม่ดีงามอยู่ได้ตลอดเวลา และหากโรคนี้ลุกลามมากขึ้นเรื่อยๆ สังคมของมนุษย์ในอนาคต จะเป็นสังคมที่ไม่อาจจะหาความสุขได้อย่างแน่นอน
ปิยะ เนตรวิเชียร
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

