คอลัมน์ : ฝากฟ้า ฝากดิน

‘ความยากจนทางจิตใจ กับความยากไร้ทางวัตถุ’ ตอนที่ 3
หากใครสังเกตชีวิตตนและชีวิตคนในสังคมที่ยาวนานพอ ก็จะเห็นว่าความยากจนทางจิตใจกับความยากไร้ทางวัตถุนั้นเป็นเรื่องเดียวกัน สัมพันธ์กัน และส่งผลต่อกัน
“ความยากจนทางจิตใจ” คือความเห็นแก่ตัว เอาแต่ได้แต่ไม่ยอมให้ มันเป็นจิตใจที่คับแคบ มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับตัวบุคคล มันเป็นเหมือนภาชนะที่แคบและเล็ก ซึ่งย่อมจะรองรับสิ่งของได้น้อย(วัตถุ) หากใหญ่และกว้างก็จะรองรับสิ่งของได้มาก
ในสมัยปู่ยาตาทวดของเราขึ้นไป แม้ความเจริญทางวัตถุมีน้อย แต่พวกเขาก็เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กันช่วยเหลือเกื้อกูลกัน มีคำและสำนวนอื่นๆ ที่ยืนยันได้หลายคำ แต่สรุปที่คำว่า “มีน้ำใจ” ต่อกัน
ล่วงมาถึงยุคปัจจุบัน เรามีวัตถุหรือของกินของใช้มากมาย ขายไม่ได้ก็เอาไปทิ้ง เอาไปเทกลางถนน เรียกร้องรัฐบาลให้จัดการให้ขายได้หรือขายราคาดี ขณะที่คนยากจนกินอิ่มไม่ครบ 3 มื้อไม่ให้! เพราะมันเป็นเรื่องกำไรขาดทุน (นี่คือความชั่วร้ายของระบบทุนนิยมแบบใครมือยาวสาวได้สาวเอา)
เมื่อแก้ปัญหาก็แก้กันที่ปลายเหตุ เมื่อมีคนจนรัฐบาลก็แจก แจกทั้งระยะสั้นและระยะยาว เช่น โครงการต่างๆ เรียกมันว่า “สวัสดิการของรัฐ” ซึ่งโครงการระยะสั้นนั้นช่วยแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ ส่วนโครงการระยะยาวก็ช่วยให้รายจ่ายของคนจนน้อยลงในระยะยาว วนอยู่อย่างนี้และดูท่าว่าจะต้องแจกกันมากขึ้น
คนจนก็อยากมี คนรวยก็อยากรวยมากขึ้น ทั้งคนจนและคนรวยจึงต่างก็เห็นแก่ตัว เอาแต่ได้ แต่คนรวยมีโอกาสรวยมากกว่าและเร็วกว่าคนจน เพราะพร้อมทั้งประสบการณ์และทุน ส่วนคนจนนั้นตรงกันข้าม ความรู้น้อย ซ้ำประสบการณ์ในอาชีพใหม่ๆ ก็ไม่มี เคยทำการเกษตรอย่างไร เคยค้าขายอย่างไร เคยเป็นลูกจ้างอย่างไรก็ทำอยู่อย่างนั้น แม้ลงทุนทำกิจการก็รอดยาก สู้คนมีทุนมากกว่าไม่ได้
ยังไม่นับคนจนประเภทงอมืองอเท้าที่ไม่คิดจะทำอะไรจริงจัง
ในหลวงรัชกาลที่ 9 เห็นมานานแล้วว่า ปัญหาความยากจนจะมากขึ้น เพราะระบบทุนนิยมที่มือใครยาวสาวได้สาวเอา ไม่ใช่ทุนนิยมที่ช่วยเหลือเกื้อกูลกันเป็นเครือข่าย ที่ทุนใหญ่ช่วยสนับสนุนทุนเล็กและเติบโตไปด้วยกัน ส่วนลัทธิสังคมนิยมก็เป็นระบบทุนนิยมอีกแบบหนึ่ง ที่รัฐหรือผู้มีอำนาจรัฐเป็นนายทุน พลเมืองเป็นชนชั้นกรรมาชีพ
ทำงาน ทำงาน และทำงาน
ถ้าระบบทุนนิยมเอกชน ผลกำไร(และส่วนเกิน)จะเป็นของเจ้าของกิจการ แต่ทุนนิยมโดยรัฐ ผลกำไร(และส่วนเกิน)จะเป็นของรัฐ เพื่อความเท่าเทียมเป็นธรรม - ใครไม่ยอมสิมึง!
ส่วน “รัฐสวัสดิการ” ที่นักการเมืองในอดีตเรื่อยมาจนถึงปัจจุบันต่างพร่ำเพ้ออยากให้มีนั้น รัฐก็ไม่มีเงินทำ เพราะคนเสียภาษีเงินได้มีอยู่ประมาณ 4 ล้านคน และจะสร้างสมปัญหาระยะยาวอย่างประเทศทางยุโรปเหนือกำลังเผชิญอยู่ทุกวันนี้
ดังนั้น พระองค์จึงเสนอ “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” เพื่อให้คนที่มีที่ดินของตัวเองหรือเช่าอยู่ได้พึ่งพาตัวเองเป็นหลัก ไม่ใช่พึ่งแต่ตลาดจะกินพริกก็ต้องขี่มอเตอร์ไซค์ไปตลาด อย่างที่ผมเห็นแถวบ้านเรื่อยมา ทั้งที่มีที่ดิน บางคนไม่มีก็ปลูกใส่กระกระป๋องกระถางก็ได้
แต่ไม่ใช่แค่นั้น ปรัชญานี้ “บอกวิธีการ” ให้ด้วย ผมไม่ทราบว่ามีใครทำอยู่บ้าง แต่ที่เห็นอยู่ก็เลี้ยงสัตว์เดี่ยว ปลูกพืชเดี่ยว โดนกดราคาหรือราคาตกก็โวย ขนเอาไปเทเอาไปทิ้งประท้วงรัฐบาลอย่างที่กล่าวแต่ต้น
เป้าหมายของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนั้นคือ “พึงตัวเองได้เป็นหลัก ไม่สร้างทุกข์ให้ตนเอง” ด้วยหนี้สินที่เกินจำเป็น หรือเกินความสามารถของตนจะใช้คืน เพราะนั่นคือทุกข์
คนรุ่นปู่ย่าตาทวดนั้นแค่มีปัจจัย 4 ก็อยู่อย่างมีความสุขได้แล้ว มาถึงคนรุ่นปัจจุบันต้องมีมือถือ มีทีวี ตู้เย็น แอร์ มอเตอร์ไซค์ รถปิกอัพ ฯลฯ ด้วย ไม่เช่นนั้นใจก็ร้อนรุ่ม เพราะมีไม่เท่าเทียมคนอื่นนั้นเป็นทุกข์อย่างยิ่ง!
นั่นเพราะเราคิดว่า “ความสุข” คือการได้ครอบครองวัตถุหรือของกินของใช้ได้สมใจ ดีกว่านั้นก็ต้องเทียมหน้าเทียมตาคนอื่นหรือล้ำหน้า จึงจะมีความสุขมากขึ้น
นี่คือความยากจนทางจิตใจ จนสติปัญญาที่ไม่รู้ว่าความสุขเป็นอย่างไร อยู่ที่ไหน
รัฐบาลก็ไม่รู้เช่นกัน เพราะยากจนทางจิตใจ(ปัญญา) จึงเอาแต่เร่งพัฒนาทางวัตถุ ละเลยการพัฒนาจิตใจให้พลเมือง เพราะหลงคิดว่าถ้าวัตถุเจริญมากเท่าไหร่ คนก็จะมีความสุขมากเท่านั้น
แต่ตลอดเวลาที่มี “แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ” เมื่อปี 2504 ต่อมาเพิ่มเป็น “แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ” เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน การพัฒนาทางด้านวัตถุพรั่งพร้อมทุกอย่าง แต่พลเมืองกลับไม่มีความสุขมากขึ้นและยากจนอย่างเดิม
ท่านพุทธทาสภิกขุเสนอ “ธัมมิกสังคมนิยม” ในหลวงรัชกาลที่ 9 พระองค์ท่านเสนอ “ปรัชญาหรือทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง” สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์องค์ปัจจุบันเสนอให้ตั้ง “กระทรวงพระพุทธศาสนา” ทั้งหมดนี้ก็เพื่อ “สร้างดุลยภาพของจิตใจกับวัตถุ”
ผมไม่ทราบว่ามีนักการเมืองคนไหนเห็นความจำเป็นของข้อเสนอนี้บ้าง?
วิมล ไทรนิ่มนวล
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

