‘ไทย–กัมพูชา’เพื่อนบ้านที่ต้องอยู่ร่วมกันให้ได้

การออกมาแสดงจุดยืนของ นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กรณีภาพถ่ายสตรีไทยในสมัยรัชกาลที่ 5 ถูกนำไปใช้ประกอบการนำเสนอวัฒนธรรมในเวที Miss Universe Cambodia 2026 โดยอ้างว่าเป็นเครื่องแต่งกายและวัฒนธรรมเขมรโบราณ เป็นประเด็นที่ควรได้รับการชื่นชมในแง่ของการปกป้องหลักฐานทางประวัติศาสตร์และอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของไทย
ตามรายงานข่าว กระทรวงวัฒนธรรมไทยระบุว่า ภาพดังกล่าวเป็นภาพถ่ายสตรีจากจังหวัดกำแพงเพชรในปี 1906 ซึ่งอยู่ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเป็นส่วนหนึ่งของคอลเลคชันภาพถ่ายที่ได้รับการขึ้นทะเบียนในโครงการมรดกความทรงจำแห่งโลกของยูเนสโกในปี 2017 รัฐมนตรีซาบีดาระบุว่า ภาพต้นฉบับมีลายน้ำของกรมศิลปากร แต่ภาพที่นำไปใช้ถูกตัดส่วนดังกล่าวออก พร้อมเรียกร้องให้ผู้จัดงานแก้ไขการนำเสนอ และขอสงวนสิทธิ์ในการดำเนินการตามกฎหมายและช่องทางที่เหมาะสมต่อไป
ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องวัฒนธรรม หากแต่เชื่อมโยงกับปัญหาเขตแดน ประวัติศาสตร์ และความมั่นคงที่สะสมมาเป็นเวลานาน และพร้อมที่จะประทุขึ้นมาอยู่เป็นระยะ การเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดต่อกันทำให้ทั้งสองฝ่ายต้องเผชิญกับประเด็นที่มีความละเอียดอ่อนอยู่เสมอ
เช่นเดียวกับกรณีบ้านสองหลังที่มีรั้วติดกันหรืออยู่ใกล้เคียงกัน ย่อมมีโอกาสขัดแย้งหรือมีความเห็นต่างกันในเรื่องเกี่ยวกับแนวเขต การใช้พื้นที่ หรือผลประโยชน์ร่วมกัน แต่เมื่อบ้านทั้งสองหลังไม่สามารถย้ายออกจากกันได้ การหาทางอยู่ร่วมกันอย่างสงบจึงเป็นสิ่งจำเป็น
เหตุการณ์ปะทะทางทหารในปีระยะ 1-2 ปีที่ผ่านมา แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าความขัดแย้งที่ไม่ได้รับการแก้ไขสามารถส่งผลกระทบต่อชีวิตประชาชนอย่างรุนแรง รายงานข่าวระบุว่า การสู้รบตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2568 ทำให้มีผู้เสียชีวิตและประชาชนจำนวนมากต้องอพยพออกจากพื้นที่ชายแดน โดยที่ยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงหยุดยิงได้อย่างแท้จริง
ความสูญเสียเหล่านี้สะท้อนว่า ไม่ว่าฝ่ายใดจะมีเหตุผลหรือข้ออ้างในการปกป้องอธิปไตยของตนเองมากเพียงใด ผู้ที่ต้องรับผลกระทบโดยตรงกลับเป็นประชาชน ทั้งครอบครัวที่ต้องทิ้งบ้านเรือน เกษตรกรที่ไม่สามารถทำกินได้ ผู้ประกอบการในพื้นที่ชายแดนตลอดจนเด็กและผู้สูงอายุที่ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนในชีวิต
ท้ายที่สุดแล้ว ไทยและกัมพูชาไม่สามารถเลือกเปลี่ยนแปลงภูมิศาสตร์ของตนเองได้ ทั้งสองประเทศยังคงเป็นเพื่อนบ้านที่มีความเชื่อมโยงกันทั้งทางประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจ และผู้คน
การปกป้องวัฒนธรรมและอธิปไตยเป็นสิทธิ์ของทุกประเทศ แต่การปกป้องดังกล่าวควรเดินควบคู่ไปกับความรับผิดชอบต่อสันติภาพ และความปลอดภัยในการใช้ชีวิต การทำมาหากิน และอนาคตที่มั่นคงของประชาชนทั้งสองประเทศที่จะสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างปลอดภัยและมีศักดิ์ศรี
ดังนั้น นอกเหนือจากบทบาทของกระทรวงวัฒนธรรมในการปกป้องมรดกและอัตลักษณ์ของไทยแล้ว บทบาทที่ชัดเจนของรัฐบาลและกระทรวงการต่างประเทศในการเดินหน้าหาทางออกอย่างเป็นระบบ ก็เป็นสิ่งที่ประชาชนไทยคาดหวังจะได้เห็นเช่นเดียวกัน
ประเด็นนี้จึงสะท้อนกลับมาสู่ความรับผิดชอบทางการเมืองของรัฐบาล โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทย ในการจัดการความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา โดยไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการแสดงจุดยืนหรือการตอบโต้เป็นครั้งคราว แต่ควรแสดงให้เห็นถึงยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนของรัฐบาล ทั้งในด้านการทูต การประสานงานระหว่างหน่วยงานความมั่นคง การสื่อสารกับประชาชนและการดูแลผู้ได้รับผลกระทบตามแนวชายแดน รัฐบาลจำเป็นต้องแสดงให้เห็นว่ามีความพร้อมในการจัดการปัญหาอย่างรอบด้านและต่อเนื่อง
เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความสำเร็จของรัฐบาลไม่ได้วัดจากความแข็งกร้าวของถ้อยแถลงเพียงอย่างเดียว หากต้องวัดจากความสามารถในการปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ ควบคู่ไปกับการรักษาชีวิตและศักดิ์ศรีของประชาชนทั้งสองฝั่งชายแดน และการนำพาประเทศไปสู่ทางออกที่ยั่งยืนกว่าความขัดแย้งที่วนเวียนอยู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

