แก้ผ้าลุงแซม : ดูละครสะท้อนการเมือง Evita


หลายคนจดจำละครบรอดเวย์เรื่องเอวิต้าได้จากบทเพลงแสนเศร้าคือ Don’t cry for me Argentina ฟังกี่หนก็ขนลุก เพราะอลังการงานสร้างมาก คนไทยส่วนใหญ่ร้องเพลง Don’t cry for me Argentina แบบฟังเพราะๆ เพลินๆ แต่เพลงนี้ไม่ใช่แค่เพลงหากคือโฆษณาชวนเชื่อยุคนั้น ทั้งหมดทั้งมวลนี้คือเรื่องการเมืองในอาร์เจนติน่า
ภาพพจน์ของเอวิต้ายังเป็นที่ถกเถียงกันว่าเธอคือใคร ภาพพจน์นั้นก้ำกึ่งระหว่างนางฟ้าผู้อุทิศตนเพื่อคนยากกับหญิงทะเยอทะยานกระหายอำนาจ ถูกมองว่าเป็นทั้งนักบุญและนางบาป แล้วแต่ฝ่ายไหนจะมองจากแว่นสีใด แม้ร่างจะดับสูญไป แต่ยังทิ้งคำถามคาใจชาวโลกว่า แท้จริงแล้วเธอและสามีนำอาร์เจนตินาไปสู่ความรุ่งโรจน์หรือหายนะกันแน่
ฉากเปิดเรื่องในละครบรอดเวย์เป็นงานประกาศข่าวมรณกรรมของเอวิต้าในโรงภาพยนตร์ ผู้คนกำลังดูหนังอย่างสนุกสนาน อยู่ๆ หน้าจอมืดดับ คนด่าโขมงโฉงเฉง ทันใดนั้นเพลง "Requiem for Evita" บรรเลงแผ่วโหยตามด้วยเสียงประกาศว่า
"ขณะนี้เวลายี่สิบนาฬิกา ยี่สิบห้านาที เอวิต้า เปรอง ก้าวสู่ความเป็นนิรันดร์"
ผู้คนที่โห่ฮาไม่พอใจเมื่อครู่ต่างเงียบกริบ แล้วร่ำไห้สะอึกสะอื้น ช่วงเวลาแสนโศกเศร้าขณะนั้น ตัวละครตัวหนึ่ง ซึ่งใช้ชื่อสมมุติว่า “เช” แต่ไม่ใช่เช กูวาร่า ออกมาร้องเพลงเสียดเย้ยว่าร้องไห้กันทำไม เสียใจฟูมฟายบ้าบอทั้งประเทศ จะโศกอะไรนักหนา ในเมื่อนางคนนี้ไม่เคยทำประโยชน์อะไรให้สังคมเลย
จากนั้นก็ปูเรื่องผ่านการแสดงบนเวทีตั้งแต่ชีวิตวัยเยาว์ของเอวิต้า ที่เป็นลูกนอกสมรสของเจ้าของไร่ ซึ่งถือว่าเป็นชนชั้นกลางที่ร่ำรวย เมื่อแม่และเอวิต้าจะเข้าไปเคารพศพเป็นครั้งสุดท้าย กลับถูกกีดกัน ปมนี้ฝังใจเอวิต้ามาตั้งแต่ยังเยาว์
แม่ของเอวิต้ารับจ้างเย็บผ้า ฐานะยากจน พอายุ 15 ปี เอวิต้าก็เดินทางไปบัวโนสไอเรส ประวัติตอนนี้คลุมเครือมาก บ้างว่าเธอเดินทางไปกับแม่ แต่ในภาคละครเพลง เธอทอดตัวให้นักร้องวัยกลางคนเชยชม เพื่อให้พาเข้าเมืองหลวง พูดง่ายๆ คือเอาเต้าไต่ไปเพื่อหาโอกาส “เกิด” นั่นเอง
เอวิต้าไม่ได้เรียนสูงอะไรเลย เมื่อมาอยู่บัวโนสไอเรสจึงดิ้นรนทุกหนทาง จนได้เป็นนางแบบและนักแสดงเกรดบี ท้ายที่สุดได้งานทำที่สถานีวิทยุแห่งหนึ่ง ทั้งหมดนี้ผ่านเส้นสายจากการเอาเต้าไต่ทั้งสิ้น ในปี ค.ศ. 1944 เกิดแผ่นดินไหวใหญ่ที่เมืองซานฮวน ฮวน เปรอน รองประธานาธิบดีและหัวหน้ากรมแรงงานสวัสดิการสังคม จัดงานระดมทุนช่วยเหลือผู้ประสบภัย โดยเชิญดารานักร้องคนดังมาร่วมงาน คืนนั้นทั้งคู่ได้พบกันเป็นครั้งแรก นักแสดงวัย 24 ได้บำเรอสวาทแก่นายทหารวัย 48 ปีอย่างเต็มที่ จนเธอกลายเป็นคนรักใหม่ของฮวน เปรอง
ต่อมาฮวน เปรอนตั้งระบบประกันสังคมแห่งชาติขึ้นเป็นครั้งแรกในอาร์เจนตินา เอื้อประโยชน์ให้ชนชั้นล่าง เป็นที่ถูกอกถูกใจบรรดารากหญ้าจนได้ฐานคะแนนเสียงจากคนเหล่านี้ รัฐบาลทหารมองว่าเปรองมีอำนาจมากเกินไปจึงสั่งจับ แต่พวกกลุ่ม "เดสกามิซาโดส" Descamisados หรือกรรมกรและคนยากจนในเมืองรวมตัวประท้วงให้ปล่อยตัว จากนั้นฮวน เปรองก็แต่งงานกับเอวิต้า เรื่องนี้สร้างความไม่พอใจกับชนชั้นสูงและทหารในกองทัพอย่างหนัก
ต่อมาเปรองสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในนามพรรคแรงงาน และได้รับเลือกอย่างถล่มทลาย เอวิต้าจึงกลายเป็นสตรีหมายเลขหนึ่งตั้งแต่อายุยังไม่ถึงสามสิบ เอวิต้าสร้างภาพพจน์ให้ตนเป็นแม่พระคนยากทำให้ชนะใจชนชั้นแรงงาน ส่วนเปรองชูนโยบายเอื้อต่อกลุ่มชนชั้นล่างเพื่อสร้างความนิยมอย่างเต็มรูปแบบภายใต้ชื่อ "อาร์เจนตินาใหม่"
เปรองส่งเอวิต้าไปเดินสายทั่วยุโรปในนาม “เส้นทางสายรุ้ง” เมื่อกลับมาก็ก่อตั้ง "พรรคสตรีเปรองนิยม" ฟังดูเหมือนจะดีงามที่ให้สิทธิแก่สตรี แต่แท้จริงแล้วต้องการดึงผู้หญิงมาเป็นฐานเสียงให้เปรอง เมื่อเปรองได้เป็นประธานาธิบดีสมัยที่สอง เอวิต้าใช้เงินโปรยหว่านเพื่อผูกใจชนชั้นแรงงานผ่านโฆษณาชวนเชื่อ แม้กระทั่งในตำราเรียน ที่เน้นสอนให้รักเอวิต้าและเปรองเหมือนพ่อแม่ตน พูดง่ายๆ คือตั้งระบบเปรองนิยมนั่นเอง
รากหญ้าชาวอาร์เจนติน่าลุ่มหลงสองผัวเมียราวเทวดานางฟ้ามาเกิด จนถึงขั้นรบเร้าให้เอวิต้าเป็นรองประธานาธิบดี เอวิต้าไม่ได้ตอบตกลง เพราะป่วยเป็นมะเร็ง ฉากประทับใจคือฉากที่เธอออกมาร้องเพลง “อย่าร้องไห้เพื่อฉัน อาร์เจนติน่า” นี่แหละ เธอปิดฉากชีวิตในวัยเพียงแค่ 33 ปีเท่านั้น เมื่อเสียชีวิตก็ถูกแห่แหนยิ่งใหญ่ คนที่รักก็ร่ำไห้ คนที่ชังก็ถ่มถุย นี่คงเป็นธรรมดาโลก
เปรองยังไม่ทันได้เป็นประธานาธิบดีครบสมัยที่สอง คณะทหาร "การปฏิวัติกู้อิสรภาพ" รัฐประหารในวันที่ 16 กันยายน ค.ศ. 1955 เปรองจึงหนีภัยไปประเทศปารากวัย โดยไม่ได้จัดการศพของเอวิต้า แต่เมื่อไปอยู่ที่นั่นก็ได้เมียนักระบำชื่อ "อิซาเบล มาร์ติเนซ" ต่อมานางเมียหมายเลขสามกลายเป็นรองประธานาธิบดี เพราะเปรองได้กลับมาอาร์เจนติน่าและได้รับชัยชนะ แต่เสียชีวิต เมียคนที่สามเลยต้องเป็นประธานาธิบดีแบบงงๆ จนถูกรัฐประหารในเวลาต่อมา

