คอลัมน์ : มองมุมเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง

บทเรียนจากภัยพิบัติ สู่การเตรียมตัว‘สังคมสูงวัย’ เลิกหวังพึ่งรัฐ พึ่งพาตนเองให้ถึงที่สุด
จากวิกฤตมหาอุทกภัยปี 2554 มาจนถึงเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ระลอกแล้วระลอกเล่าที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ทั้งในกรุงเทพมหานคร และอีกหลายจังหวัดทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเชียงราย น่าน หรือสงขลา (หาดใหญ่) สิ่งหนึ่งที่ประชาชนคนไทยต่างประจักษ์ชัดเจนตรงกันก็คือ “เราไม่อาจตั้งหวังพึ่งพาโครงสร้างการแก้ปัญหาจากรัฐบาลและระบบข้าราชการได้เลย”
สิ่งที่ภาครัฐถนัดและทำมาโดยตลอดคือการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า แจกถุงยังชีพ และตั้งงบเยียวยาหลังเกิดเหตุ ส่วนการวางระบบโครงสร้างเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาในระยะยาวกลับไร้ทิศทาง การทำงานกระจายความรับผิดชอบจนหา “เจ้าภาพ” ที่แท้จริงไม่ได้ มักอ้างคำว่า “บูรณาการ” แต่ในความเป็นจริงกลับเป็นรูปแบบต่างคนต่างทำ ปล่อยให้ประชาชนต้องตื่นตระหนกและดิ้นรนช่วยเหลือตัวเองในทุกวิกฤต
บทเรียนจากภัยพิบัติทางธรรมชาติกำลังส่งสัญญาณเตือนภัยที่ดังยิ่งกว่าเดิมมาสู่ “วิกฤตโครงสร้างประชากร” เพราะหากเรื่องพื้นฐานอย่างการจัดการน้ำ รัฐยังไม่สามารถวางระบบระยะยาวให้ประชาชนอุ่นใจได้ แล้วนับประสาอะไรกับการรับมือกับคลื่นมหาชนผู้สูงอายุที่กำลังจะล้นเมือง?
ภาพจริงของ “สังคมสูงวัย คนไทยอายุยืน” และวิกฤตแบกรับของคน 3 กลุ่ม
ภาพจำของชีวิตหลังเกษียณที่หลายคนฝันถึง คือชีวิตสุดชิล ตื่นสายแค่ไหนก็ได้ อยากกินอะไรก็ได้ตามใจ นั่งดูทีวี ฟังเพลง สังสรรค์กับเพื่อนฝูงอย่างมีอิสระ... ภาพเหล่านี้งดงาม แต่คำถามคือ มันคือความจริง หรือเป็นแค่ภาพฝัน? ในความเป็นจริง ภาพฝันนี้จะเป็นจริงได้เฉพาะคนที่ “เตรียมตัวมาอย่างดี” เท่านั้น
อีกไม่นานเกินรอ ประเทศไทยจะก้าวเข้าสู่ “สังคมสูงวัยขั้นสุดยอด” โดยจะมีประชากรสูงอายุสูงถึง 30% ของประเทศ หรือคิดเป็นจำนวนมหาศาลมากกว่า 20 ล้านคน ยิ่งกว่านั้น คนไทยในปัจจุบันยังมีอายุยืนยาวขึ้นกว่าเดิมถึง 20 ปีเมื่อเปรียบเทียบกับปี พ.ศ. 2513
หากลองแบ่งโครงสร้างประชากรออกเป็น 3 กลุ่ม เราจะเห็นภาพวิกฤตซ้อนวิกฤตในอนาคตได้อย่างชัดเจน :
● กลุ่มที่ 1 : ผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไป — กลุ่มผู้สูงอายุที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นมหาศาลและอายุยืนยาวขึ้นเรื่อยๆ
● กลุ่มที่ 2 : ผู้มีอายุ 40 ถึง 60 ปี — วัยกลางคนผู้กำลังก้าวเข้าสู่วัยสูงอายุ ซึ่งเหลือเวลาเตรียมตัวทางกายและทางการเงินน้อยเต็มที
● กลุ่มที่ 3 : ผู้มีอายุต่ำกว่า 40 ปี — วัยแรงงานและคนรุ่นใหม่ที่จะกลายเป็น “ผู้แบกรับภาระหนักที่สุดในประวัติศาสตร์”
คนกลุ่มที่สาม (อายุต่ำกว่า 40 ปี) ต้องเผชิญกับสภาวะจำนวนแรงงานของไทยลดลง เด็กเกิดใหม่น้อยลง และน่ากังวลตรงที่เด็กที่เกิดใหม่จำนวนมากเกิดจากครอบครัวที่ไม่พร้อม ส่วนคนที่พร้อมกลับไม่อยากมีลูก
ในขณะเดียวกัน คนกลุ่มนี้ต้องดูแลทั้งพ่อแม่ ปู่ย่าตายายที่อายุยืนยาวขึ้น และยังต้องดูแลลูกของตนเองอีก หากในอนาคตเขามีลูกน้อยหรือไม่สามารถมีลูกได้ ใครกันจะเป็นผู้ดูแลพวกเขาในยามชรา? เมื่อวัยทำงานลดลง ประสิทธิภาพการผลิตและการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศก็ย่อมลดลงตามไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ดังนั้น การพึ่งพาตนเองจึงไม่ใช่เรื่องที่รอให้ถึงวัยเกษียณแล้วค่อยคิด เพราะเมื่อถึงวัยสูงอายุแล้วมันจะ “สายเกินการณ์” คนไทยทุกคนต้องเริ่มวางแผนออมเงิน รักษาสุขภาพ และสร้างทักษะชีวิตตั้งแต่วัยหนุ่มสาวหรือก่อนอายุ 40 ปี เพื่อไม่ให้ตนเองกลายเป็นภาระหนักหน่วงของคนรุ่นหลัง
เปลี่ยนมุมมอง : ผู้สูงอายุไม่ใช่ “ภาระ” แต่คือ“ผู้เชี่ยวชาญชีวิต”
ท่ามกลางวิกฤตประชากร สังคมต้องเร่งปรับเปลี่ยนทัศนคติและค่านิยมเสียใหม่ เราต้องเลิกมองว่าผู้สูงอายุคือ “ภาระของสังคม” ที่รอคอยการสงเคราะห์หรือการแจกเงินเยียวยาไปวันๆ แต่ต้องปรับมุมมองให้เห็นว่า ผู้สูงอายุคือ“ผู้เชี่ยวชาญชีวิต” ผู้ผ่านร้อนผ่านหนาว มีทักษะ ประสบการณ์ องค์ความรู้ และภูมิปัญญาอันทรงคุณค่าที่สามารถส่งต่อและขับเคลื่อนสังคมต่อไปได้

หากระบบเปิดโอกาสให้พวกเขายังคงได้ทำงาน ถ่ายทอดวิชาหรือมีส่วนร่วมในกิจกรรมชุมชน สังคมก็จะได้ประโยชน์จาก “พลังแห่งประสบการณ์” นี้อย่างมหาศาล
ปรัชญาชีวิตที่สำคัญที่สุดตามหลัก “เกิด แก่ เจ็บ ตาย” คือการทำให้ตัวเรา “แก่ช้า เจ็บสั้น และตายดี” นั่นคือ แก่ช้าด้วยการพึ่งพาตนเองให้ยาวนานที่สุด เจ็บป่วยช่วงสั้นๆ ก่อนจากไป และตายดีโดยไม่ต้องทุกข์ทรมานติดเตียงในสภาพ“ฟื้นไม่ได้ ตายไม่ลง”
การจะเป็นผู้สูงวัยที่มีความสุข สง่างาม และพึ่งพาตนเองได้ ต้องเตรียมความพร้อมใน 4 เสาหลัก ดังนี้
1. พึ่งพาตนเองทางเศรษฐกิจ (ทำงานให้ยาวนานที่สุด)
ความเข้าใจผิดครั้งใหญ่คือการรีบเกษียณ การทำงานไม่ใช่แค่เรื่องเงิน แต่เป็นการฝึกสมอง เคลื่อนไหวร่างกายได้ปฏิสัมพันธ์ และสร้างคุณค่าให้ชีวิต ตราบใดที่ร่างกายยังไหว อย่ารีบหยุดทำงาน เพราะยิ่งหยุดเร็วเท่าไร “เวลาที่เหลืออยู่”จะยิ่งยาวนาน และ “เงินออม” ที่ต้องใช้ก็ยิ่งมหาศาล
หากต้องการมีเงินใช้ยามชราเดือนละ 40,000 บาท (รวมค่ากิน อยู่ ค่ายา และค่ารักษาพยาบาล) สำหรับช่วงชีวิต 20 ปีหลังหยุดทำงาน วันที่เราแตะเบรกการทำงาน เราต้องมีเงินออมอย่างน้อย 10 ล้านบาท การวางแผนการเงินตั้งแต่วัยเริ่มทำงานจึงเป็นเรื่องที่รอไม่ได้ เพราะหากรอให้แก่แล้วค่อยคิดออมจะไม่มีทางทันการณ์อย่างแน่นอน
2. ดูแลสุขภาพให้พึ่งตนเองได้นานที่สุด
สุขภาพคือสินทรัพย์ที่แท้จริง ต้องสร้างพฤติกรรมที่ดีตั้งแต่วันนี้ ทั้งการนอนหลับอย่างสมบูรณ์, การกินอาหารรสจืด (ลดหวาน มัน เค็ม), ออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 30 นาทีเพื่อรักษามวลกล้ามเนื้อ, การเข้าสังคมเพื่อดูแลสุขภาพจิต และงดเว้นสิ่งเสพติดบั่นทอนร่างกายทุกชนิด
3. ปรับสภาพแวดล้อมให้ปลอดภัย
สำหรับผู้สูงอายุ “ล้มครั้งเดียว ชีวิตเปลี่ยน” และ “ล้มคนเดียว เจ็บทั้งบ้าน” การปรับสภาพแวดล้อมจึง
สำคัญมาก
● ในบ้าน : เปลี่ยนบันไดเป็นทางลาด ติดตั้งราวจับในห้องน้ำ ใช้พื้นกันลื่น เพิ่มแสงสว่างให้เพียงพอ
● ในเมือง : ผลักดันการออกแบบให้ปลอดภัยเพื่อคนทุกคน (Universal Design) เพื่อให้ผู้สูงวัย ผู้พิการ คนท้องและเด็ก ปลอดภัยเมื่อก้าวเท้าออกจากบ้าน
● องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องระดมช่างชุมชน เป็นอาสาสมัคร ให้เจ้าของบ้านออกวัสดุอุปกรณ์ ส่วนอาสาสมัครช่างชุมชนผ่านการอบรมและเข้าใจการออกแบบปรับปรุงเพื่อใช้สำหรับคนทุกวัย เข้าดำเนินการทั้งบ้านเรือนและสถานที่สาธารณะ เช่น วัด อาคารสำนักงาน และถนนหนทาง
4. สร้างชุมชนแห่งการเกื้อกูล
มนุษย์อยู่คนเดียวไม่ได้ในยามชรา การสร้างเครือข่าย กลุ่มกิจกรรม หรือชุมชนที่เกื้อกูลกัน คือ “เบาะรองรับทางสังคม” (Social Safety Net) ที่ช่วยลดความโดดเดี่ยว และเป็นที่พึ่งพิงยามเกิดเหตุฉุกเฉิน
สร้างระบบอาสาสมัครนักบริบาล ร่วมกับโรงพยาบาลชุมชนและรพ.สต. จัดระบบเยี่ยม ดูแลช่วยเหลือผู้สูงอายุที่ติดบ้านติดเตียง อยากเป็นระบบมีตารางเวลาชัดเจน
ชมรมผู้สูงอายุ วัด ศาสนสถาน โรงพยาบาลชุมชนและรพ.สต. โรงเรียนที่มีนักเรียนน้อยลง ร่วมกับองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น จะเป็นเจ้าภาพของท้องถิ่นที่สำคัญ
เสียงสะท้อนถึงภาครัฐและท้องถิ่น : จะหวังส่วนกลางและนักการเมืองไม่ได้
น่าเสียดายและน่ากังวลใจยิ่ง ที่ผ่านมาภาครัฐส่วนกลาง ยังไม่เคยรับมือเรื่องนี้อย่างลึกซึ้ง เช่นเดียวกับปัญหาน้ำท่วมนโยบายส่วนใหญ่เป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ประชาสัมพันธ์ สร้างภาพ และแจกเงินสวัสดิการแบบประชานิยมระยะสั้น ประเทศไทยยังขาดแผนยุทธศาสตร์ระยะยาว ขาดหน่วยงานหลัก
ที่เป็น “เจ้าภาพ” บูรณาการอย่างจริงจัง
ความหวังในการรับมือสังคมสูงวัยจึง ไม่อาจหวังพึ่งการบริหารจากส่วนกลางหรือนักการเมืองระดับชาติได้เลย สิ่งสำคัญที่สุดคือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นเทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) หรือองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ที่จะต้องตระหนักและก้าวขึ้นมาเป็น “หัวแรงสำคัญในพื้นที่” ท้องถิ่นรู้จักประชาชนของตนเองดีที่สุด ต้องจัดทำระบบดูแลผู้สูงอายุ ศูนย์ส่งเสริมอาชีพและสุขภาพ การปรับสภาพแวดล้อมในชุมชน ตลอดจนการสร้างเครือข่ายจิตอาสาดูแลกันเอง
หากส่วนกลางยังคงต่างคนต่างทำ ปล่อยให้ชนบทเต็มไปด้วยผู้สูงอายุที่แรงงานย้ายกลับถิ่นฐาน ส่วนเมืองใหญ่ก็ปล่อยให้ผู้สูงอายุต่างคนต่างอยู่ ว้าเหว่และโดดเดี่ยว วิกฤตโครงสร้างประชากรระดับชาตินี้ก็คงกลายเป็นความสิ้นหวังอย่างสมบูรณ์
บทสรุป
ชีวิตวัยเก๋าที่กินอิ่ม นอนอุ่น และสง่างาม ไม่ใช่เรื่องของโชคชะตา แต่เป็นเรื่องของ “การวางแผนตั้งแต่วันนี้”
ในเมื่อโครงสร้างรัฐส่วนกลางยังไม่อาจเป็นที่พึ่งพิงได้อย่างแท้จริง สิ่งที่เราทำได้ดีที่สุดในวันนี้คือ “เริ่มต้นที่ตัวเราเองและท้องถิ่นของเรา” คนหนุ่มสาวต้องเริ่มพึ่งตนเองทางกายและทางการเงินตั้งแต่ยังอายุมากไม่มาก หันมารักษาสุขภาพ พัฒนาทักษะเพื่อทำงานให้ยาวนาน วางแผนออมเงินให้พอ และมองผู้สูงวัยเป็น“ผู้เชี่ยวชาญชีวิต” ร่วมกับท้องถิ่นในการสร้างชุมชนให้น่าอยู่
เพราะในวันที่หวังพึ่งลูกอาจไม่ได้ หวังพึ่งรัฐอาจได้แค่ความสิ้นหวัง…
เราต้องร่วมมือกัน เพื่อให้ผู้สูงวัยมากกว่า 20 ล้านคนในอนาคต สามารถยืนหยัด พึ่งพาตนเอง และยิ้มได้อย่างสง่างามจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต
รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

