ทำไมสื่อสาธารณะต้องเป็นอิสระ? บทเรียนและการสืบทอดเจตนารมณ์ประชาธิปไตย

บทบาทของสื่อมวลชนไม่ได้เป็นเพียงผู้ส่งสาร แต่คือ “เสาหลักที่ห้า” ในการค้ำจุนสังคมประชาธิปไตย ที่ประชาชนต้องมีส่วนร่วมรับรู้ข่าวสารข้อมูลที่เป็นจริง ไม่บิดเบือน
ย้อนกลับไปในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ปี 2535 บทเรียนราคาแพงจากการที่สื่อหลักถูกควบคุมโดยรัฐ ที่อ้างเหตุการณ์สงบแล้วหวังให้ประชาชนไม่เข้ามาร่วมชุมนุมและเริ่มทำการปราบปรามสลายการชุมนุม ทำให้ประชาชน ไม่เชื่อถือสื่อของรัฐอีกต่อไป ต่างขวานขวายหาข้อเท็จจริงท่ามกลางข่าวสารที่ถูกบิดเบือน
เหตุการณ์ครั้งนั้นได้จุดประกายความคิดร่วมกันระหว่าง สถาบันทางวิชาการ นักวิชาการ สื่อมวลชน และภาคประชาสังคม ในการผลักดันให้เกิด “สื่อสาธารณะที่ไม่ขึ้นตรงต่อรัฐและปราศจากอิทธิพลของทุนพาณิชย์” จนกระทั่งเกิดเป็น พระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ไทยพีบีเอส) ในอีกหลายปีต่อมา
จุดเด่นของไทยพีบีเอสตลอด 18 ปีที่ผ่านมา คือการใช้โมเดลจัดสรรรายได้จาก ค่าธรรมเนียมพิเศษสุราและยาสูบ (Sin Tax) ในอัตรา 1.5% ของมูลค่าสุราและยาสูบ (ไม่เกิน 2,000 ล้านบาทต่อปี) ที่ผู้ประกอบการสุราและยาสูบ จะต้องส่งบำรุงไทยพีบีเอส เพื่อสร้างหลักประกันด้านความอิสระทางการเงิน ปราศจากแรงกดดันทางการเมืองและไม่ต้องพึ่งพาเงินโฆษณา
วิเคราะห์ผลกระทบ : เมื่อเงินงบประมาณเข้ามาแทนที่ค่าธรรมเนียมเฉพาะ
ข้อเสนอแก้ไข พ.ร.บ. ไทยพีบีเอส จากคุณศุภชัย ใจสมุทร และสส.ของภูมิใจไทย ให้ยกเลิกการจัดสรรค่าธรรมเนียมพิเศษ แล้วเปลี่ยนไปใช้เงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีตามที่รัฐบาลเห็นสมควร โดยอ้างวินัยการเงินการคลัง อาจส่งผลกระทบเชิงโครงสร้างในหลายมิติ :
● การสูญเสียความเป็นอิสระทางการเมือง : เมื่อสื่อต้องรอการอนุมัติงบประมาณปีต่อปีจากฝ่ายบริหารมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะย่ำเกรงและบั่นทอนความเป็นอิสระ การนำเสนอข่าวสารอาจสุ่มเสี่ยงตกเป็น กระบอกเสียงของรัฐบาล เหมือนกรณีของสื่อรัฐอย่าง NBT อสมท หรือ ททบ.5 ในอดีต ส่งผลให้ความน่าเชื่อถือในสายตาประชาชนลดลง
● ภาระงบประมาณแผ่นดินที่เพิ่มขึ้น : เงินค่าธรรมเนียมพิเศษเดิมเป็นส่วนที่จัดเก็บจากผู้ประกอบการเฉพาะ ไม่ได้ถูกจัดสรรเป็นรายรับของรัฐตั้งแต่ต้น หากยกเลิกเงินส่วนนี้สิทธิประโยชน์จะตกแก่ผู้ประกอบการและผู้บริโภคสุรา-ยาสูบ ในขณะที่รัฐต้องดึงเงินงบประมาณแผ่นดินมาอุดหนุนแทน ซึ่งลดโอกาสในการนำงบประมาณไปใช้กับโครงการพัฒนาประเทศด้านอื่น
● การเกิดสภาวะตลาดล้มเหลว (Market Failure) : สื่อพาณิชย์จำต้องพึ่งพาเรตติ้งและโฆษณาจากกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อ ทำให้รายการสำหรับเด็ก เยาวชน กลุ่มชาติพันธุ์และผู้ด้อยโอกาส ที่ไม่มีกำลังซื้อหรือมีกำลังซื้อน้อยถูกละเลย ทั้งนี้เพราะรายได้โฆษณาจะได้จากรายการที่ผู้ชมสนใจและมีอำนาจซื้อ การมีอยู่ของสื่อสาธารณะจึงเข้ามาเติมเต็มช่องว่างนี้ หากไทยพีบีเอสต้องปรับตัวเข้าสู่ระบบงบประมาณหรือการแข่งขันเชิงพาณิชย์ พื้นที่ของคนตัวเล็กตัวน้อยจะยิ่งลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

สื่อสาธารณะในเวทีสากลและการปรับตัวเพื่อความคุ้มค่า
ในต่างประเทศ สื่อสาธารณะได้รับการคุ้มครองรูปแบบการจัดหาเงินทุนเพื่อรักษาความเป็นอิสระอย่างเคร่งครัด :
● BBC (สหราชอาณาจักร) : ก่อตั้งมานานกว่า 100 ปี ได้รับงบประมาณผ่านค่าธรรมเนียมภาคการรับสัญญาณโทรทัศน์ (TV Licence Fee) ประมาณ 2 แสนล้านบาทต่อปี
● NHK (ญี่ปุ่น) : ก่อตั้งมานานกว่า 90 ปี (เริ่มกระจายเสียงวิทยุในปี 1925 และโทรทัศน์ในปี 1953) จัดสรรงบประมาณจากการเก็บค่าธรรมเนียมรับชมจากครัวเรือน คิดเป็นมูลค่าเกือบ 2 แสนล้านบาทต่อปี
ข้อวิพากษ์วิจารณ์ต่อการทำงานของไทยพีบีเอสในเรื่องความคุ้มค่าของการใช้งบประมาณ และการบริหารจัดการองค์กร เป็นประเด็นที่ปฏิเสธไม่ได้ องค์กรจำเป็นต้องใช้โอกาสนี้เป็น “อนุสติ” ในการทบทวนโครงสร้าง ปรับปรุงประสิทธิภาพการบริหารจัดการ เช่น การพิจารณาอัตรากำลังบุคลากร (ปัจจุบันประมาณ 1,000 คน) ร่วมกับการบริหารสัญญาจ้างผู้ผลิตภายนอก (Outsource) เพื่อให้อัตราส่วนงบประมาณเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน
ก้าวต่อไปของสื่อสาธารณะไทย
การมีอยู่ของสื่อสาธารณะที่เป็นอิสระ คือหลักประกันว่าประชาชนจะได้รับข้อมูลข่าวสารที่รอบด้าน ผ่านการกลั่นกรองตามมาตรฐานวิชาชีพ โดยไม่ต้องพึ่งพาเพียงข่าวสารไร้ทิศทางบนโซเชียลมีเดีย
การเสนอขอแก้ไขกฎหมายในครั้งนี้ ของสส. กลุ่มหนึ่งของภูมิใจไทย จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของงบประมาณ แต่คือการตัดสินใจเชิงนโยบายว่าจะรักษาพื้นที่สื่อที่เป็นอิสระเพื่อค้ำจุนประชาธิปไตยไว้ หรือจะปล่อยให้สื่อสาธารณะกลายเป็นเพียงสื่อของรัฐอีกแห่งหนึ่งในที่สุด
รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง

