กสทช.ลุกเป็นไฟ! บอร์ด 6 เสียงเปิดศึกดวลประธาน ล็อกข้อกฎหมาย หยุดปฏิบัติหน้าที่

วันที่ 5 ตุลาคม 2569 นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก "วัส ติงสมิตร กฎหมายและบ้านเมือง" ในหัวข้อ "ศึกนิตินัย กสทช. : เมื่อบอร์ด 6 เสียงเปิดประชุมดวลประธาน ล็อกข้อกฎหมาย หยุดปฏิบัติหน้าที่"
เปิดฉากศึกนิตินัยและความขัดแย้งเชิงโครงสร้างครั้งใหญ่ในองค์กรอิสระอย่าง กสทช. จากปรากฏการณ์ "ประชุมบอร์ดแยก 2 วง" ในวันเดียวกัน คือวันที่ 2 ตุลาคม 2569
เหตุการณ์เริ่มขึ้นเมื่อ ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. ได้นัดประชุมปกติไว้ที่ห้อง 1021 แต่ตนเองแจ้งลาประชุม ประกอบกับมีคำสั่งและคำวินิจฉัยทางปกครองจาก "คณะกรรมการสรรหา กสทช." ให้ ศ.คลินิก นพ.สรณ หยุดปฏิบัติหน้าที่ประธาน กสทช. จากปมลักษณะต้องห้าม โดยกำหนดมาตรการบังคับทางปกครองปรับวันละ 50,000 บาทหากฝ่าฝืน ส่งผลให้วงประชุมเดิมที่ชั้น 2 ไม่สามารถเริ่มได้เนื่องจากไม่มีกรรมการเข้าร่วม จนต้องเลื่อนและปิดห้องประชุมไปในที่สุด
ขณะเดียวกัน กรรมการ กสทช. ที่เหลืออีก 6 คน (เสียงข้างมาก) จึงได้ใช้อำนาจจัดประชุมนัดพิเศษขึ้นในวันเดียวกัน ณ ห้องประชุม 1121 ชั้น 12 โดยโหวตเลือก รศ.ดร.ศุภัช ศุภชลาศัย ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมชั่วคราวเพื่อขับเคลื่อนวาระงานที่คั่งค้าง
เหตุการณ์นี้นำมาซึ่งคำถามสำคัญทางกฎหมายว่า สำนักงานฯ และเลขาธิการ กสทช. ต้องปฏิบัติตามอำนาจของใคร? และการประชุมของกรรมการ 6 คนมีความชอบด้วยกฎหมายอย่างไร? สรุปประเด็นสำคัญได้ดังนี้ครับ
1. ปริบทกฎหมายใหม่: คำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ vs การประชุม 2 วง
• สถานะของประธาน กสทช.: คณะกรรมการสรรหา กสทช. มีหนังสือและคำสั่งทางปกครองชี้ขาดเรื่องลักษณะต้องห้าม พร้อมสั่งให้ ศ.คลินิก นพ.สรณ หยุดปฏิบัติหน้าที่ และกำหนดปรับทางปกครองวันละ 50,000 บาท แม้เจ้าตัวจะอ้างสิทธิอุทธรณ์ตามหลักนิติธรรมว่าคดียังไม่ถึงที่สุด แต่นัยทางกฎหมายปกครองถือว่าคำสั่งมีผลทันทีจนกว่าศาลจะมีคำสั่งคุ้มครอง
• วงประชุมปกติ (ชั้น 2): เมื่อประธานแจ้งลาประชุม และกรรมการคนอื่นไม่เข้าร่วมเนื่องจากมองเรื่องสถานะทางกฎหมายของประธาน ทำให้เมื่อพ้นกำหนดเวลาจึงไม่มีองค์ประชุมและต้องปิดห้องไป
• วงประชุมนัดพิเศษ (ชั้น 12): กรรมการ 6 คนจึงเข้าชื่อเปิดประชุมนัดพิเศษในวันเดียวกัน แม้ฝ่ายบริหารของสำนักงานฯ จะปฏิเสธไม่เข้าร่วมโดยอ้างว่าติดภารกิจห้องเดิม แต่บอร์ด 6 คนได้แต่งตั้งเจ้าหน้าที่อาวุธขึ้นทำหน้าที่รักษาการเลขาธิการฯ เพื่อให้ครบองค์ประกอบตามระเบียบ และดำเนินวาระเร่งด่วนทันที
2. โครงสร้างอำนาจ: เลขาธิการขึ้นตรงต่อประธาน vs ปฏิบัติงานให้องค์คณะ
พิจารณาตาม พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 (หมวด 5) มีการแยกบทบาทไว้อย่างชัดเจน:
สายงานบริหารประจำวัน (Management):
• มาตรา 56: สำนักงาน กสทช. อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของประธานกรรมการ
• มาตรา 60: เลขาธิการ กสทช. รับผิดชอบการปฏิบัติงานของสำนักงานฯ โดย "ขึ้นตรงต่อประธานกรรมการ"
สายงานนโยบายและงานธุรการบอร์ด (Governance):
• มาตรา 57 (6) และ (7): สำนักงานฯ มีหน้าที่รับผิดชอบ "งานธุรการของ กสทช." และปฏิบัติการอื่นตามที่ "กสทช." (องค์คณะกรรมการ) มอบหมาย
สรุป: เลขาธิการฯ ขึ้นตรงต่อประธานในมิติการบริหารงาประจำวัน แต่ในฐานะเลขานุการการประชุมและการปฏิบัติตามมติของบอร์ด เลขาธิการฯ ต้องรับใช้ "กสทช. (องค์คณะ)" โดยเฉพาะในภาวะที่ประธานต้องคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ เลขาธิการฯ ยิ่งไม่สามารถอ้างคำสั่งประธานเพื่อปฏิเสธการทำงานให้บอร์ดเสียงข้างมากได้
3. วิธีการเรียกประชุมที่ชอบด้วยกฎหมาย กรณีประธานปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้
ตามระเบียบคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ว่าด้วยข้อบังคับการประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ พ.ศ. 2555 และหลักกฎหมายปกครอง วางแนวทางปฏิบัติเมื่อเกิดเหตุประธานไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ไว้ดังนี้:
1)การนัดประชุมโดยสิทธิของกรรมการ: เมื่อกรรมการเกินกว่ากึ่งหนึ่งเข้าชื่อขอเปิดประชุมนัดพิเศษ ฝ่ายเลขาธิการและสำนักงานฯ มีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องจัดเตรียมการประชุมและออกหนังสือนัดหมายให้แก่กรรมการทุกคน
2) การเลือกประธานชั่วคราว: ในกรณีที่ประธานไม่อยู่ แจ้งลา หรือมีเหตุให้ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ตามกฎหมาย เมื่อกรรมการมาประชุมครบองค์ประชุม (เกินกึ่งหนึ่ง) ที่ประชุมมีอำนาจตามข้อบังคับในการเลือกกรรมการคนใดคนหนึ่งที่มาประชุมขึ้นทำหน้าที่เป็น "ประธานในที่ประชุม" เฉพาะคราว
3) การอำนวยความสะดวกของสำนักงานฯ: ฝ่ายเลขาธิการต้องเข้าร่วมจัดทำรายงานการประชุม หากประธานปฏิเสธการลงนาม ระเบียบข้อ 35 กำหนดให้เลขาธิการฯ บันทึกเหตุผลและลงนามรับรองความถูกต้องแทนได้
4. ผลกระทบและความเสี่ยงทางกฎหมายหากเลขาธิการฯ ฝ่าฝืน
หากเลขาธิการ ปฏิเสธการอำนวยความสะดวกในการประชุมของบอร์ด 6 คน อาจนำไปสู่ความเสี่ยงทางกฎหมายอย่างร้ายแรง:
• เสี่ยงถูกลงมติถอดถอน (มาตรา 63 (7)): บอร์ด กสทช. มีอำนาจลงมติด้วยคะแนนเสียง ไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 (5 ใน 7 เสียง) ให้เลขาธิการฯ ออกจากตำแหน่งฐานบกพร่องต่อหน้าที่ ซึ่งกรรมการ 6 คนถือเป็นเสียงเกิน 2 ใน 3 อย่างเด็ดขาด
• เสี่ยงคดีอาญา (มาตรา 64): เลขาธิการฯ และผู้บริหารสำนักงานฯ มีสถานะเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา การละเว้นไม่ปฏิบัติตามมติหรือคำสั่งขององค์คณะบอร์ดเสียงข้างมาก อาจเข้าข่ายความผิดฐาน ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ (ม.157)
วัส ติงสมิตร
นักวิชาการอิสระ
5/10/69
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

