ชางไฮ่สู่ซานฟรานซิสโก


เสน่ห์ของซานฟรานซิสโกคือความหลากหลายแม้ว่าจะมีผู้คนหลากเชื้อชาติอพยพเข้ามาแต่พลเมืองดั้งเดิมที่นี่คืออินเดียนแดงเผ่าโอโลนี ( Ohlone )โดยตั้งรกรากในซานฟรานซิสโกสามพันปีก่อนคริสต์กาลจนกระทั่งสเปนบุกเข้ามาปักป้ายว่า “แผ่นดินนี้..กูจอง” ทั่วทุกแห่งจากนั้นสเปนก็ไล่เจ้าของบ้านออกไปอย่างหน้าด้านๆ ในช่วงปีค.ศ.1769
จริงๆแล้วตอนนั้นสเปนพุ่งเข้าไปปักป้ายที่แถวอ่าวมอนเทอร์เรย์ซึ่งอยู่ไม่ไกลซานฟรานซิสโกก่อน แต่ค่อยขยายกินแดนมาเรื่อย การปักป้าย “จอง”นี้ใช้ศาสนาบังหน้า โดยการสร้างโบสถ์ Mission San Francisco de Asis หรือ Mission Dolores ซึ่งตั้งชื่อตามนักบุญ St.Francis of Assisi
จากนั้นสร้างหมู่บ้านรอบๆ โบสถ์ ชั่วเวลาไม่นานซานฟรานซิสโกก็เกลื่อนไปด้วยมิชชันนารีที่ออกไปสั่งสอนแกมบังคับให้อินเดียนแดงละทิ้งความเชื่อดั้งเดิมแล้วหันมานับถือพระเจ้าของคนผิวขาวแทน
แม้จะเป็นอิสระจากสเปนในเวลาต่อมาแต่แผ่นดินนี้กลับกลายเป็นส่วนหนึ่งของเม็กซิโกแทนโดยเปลี่ยนชื่อเรียกขานจากชื่อนักบุญมาเป็น “แหล่งสมุนไพรชั้นเลิศ”หรือเยอร์บา บวยน่า ( Yerba Buena)ต่อมาอเมริกาหันมาจ้องดินแดนแถบนี้ตาเป็นมันจนถึงขั้นต่อสู้แย่งชิงในสงครามเม็กซิกัน-อเมริกันจนยึดได้สำเร็จแล้วประกาศให้แคลิฟอร์เนียเป็นรัฐที่ 34 แห่งอเมริกาและเปลี่ยนชื่อภาษาสเปนกลับมาเป็นซานฟรานซิสโกในปี ค.ศ. 1849
ยุคตื่นทองสามารถพลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์ของซานฟรานซิสโกชั่วข้ามคืน โดยเพิ่มจำนวนประชากรจาก 200 เป็น 36,000 คนในพริบตา
ผู้คนหลั่งไหลเข้ามาขุดทองในซานฟรานซิสโก ปี คศ. 1853อย่างมืดฟ้ามัวดิน หากจะนับหัวแบบคร่าวๆ ก็ประมาณว่ามากกว่า 250,000 คน เลยทำให้ซานฟรานซิสโกระยะแรกมีสภาพเหมือน Sin City ประมาณเมืองทรชนคนบาปประมาณนั้นเพราะเต็มไปด้วยพวกนอกกฎหมาย หัวขโมย และพวกนักขุดทอง
กระแสตื่นทองให้มีการเร่งสร้างทางรถไฟเชื่อมระหว่างตะวันออกกับตะวันตก โดยนำแรงงานเข้ามาจากเมืองจีนคนจีนที่หลั่งไหลเข้ามาสู่ซานฟรานซิสโกในช่วงนั้นส่วนมากมาจากโรงยาฝิ่น ด้วยความฝันเต้นระริกในดวงตา บวกความอดหยากจากแผ่นดินเดิมผลักดันให้เก็บความกลัวไว้ภายในกล้าลงเรือกลไฟฝ่าข้ามมาสู่ดินแดนแปลกหน้าด้วยใฝ่ฝันถึงชีวิตใหม่บนแผ่นดินนี้จนตั้งรกรากชุมชนหนาแน่นเป็นไชน่าทาวน์ที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกา
การค้นพบทองคำในแคลิฟอร์เนียไม่ได้นำความฝันอำไพมาสู่มวลอเมริกันเท่านั้น หากแต่ยังเป็นแรงจูงใจใหญ่หลวงให้ชายจีนเดินทางจากบ้านเกิดเพื่อแสวงหาอนาคตใหม่ในยุคสมัยตื่นทองนี้ด้วยเช่นกันหลังร่ำลาสั่งเสียครอบครัว ชาวจีนกลุ่มแรกลงเรือรอนแรมมาถึงอเมริกาช่วงปี ค.ศ. 1820ตามที่ปรากฎบันทึกในสำมะโนทะเบียนละทิ้งลูกเมียพ่อแม่ไว้ข้างหลังมาเป็นกรรมกรขุดทองและทำเหมืองในยุคตื่นทอง
ช่วงนั้นมีการโฆษณาให้ชาวจีนเดินทางมาอเมริกาโดยมีนายหน้าไปรับมาจากแผ่นดินใหญ่เลยทีเดียวเมื่อชาวจีนกลุ่มแรกเดินทางมาถึงก็ทำงานเป็นกรรมกรเหมืองทองตั้งรกรากชุมชนจีนขึ้นกลายเป็นไชน่าทาวน์ต่อมาผู้อพยพชาวจีนเดินทางเข้าอเมริกาเพิ่มขึ้นในช่วงที่ทางการอเมริกาสร้างทางรถไฟจากตะวันออกมุ่งสู่ตะวันตก
การตื่นทองทำให้อเมริกันละทิ้งแผ่นดินทำกินในรัฐอื่นแล้วมุ่งหน้าสู่ตะวันตก รัฐบาลเลยสร้างทางรถไฟข้ามทวีปเพื่อรองรับการอพยพของผู้คนจำนวนมากจากฝั่งตะวันออกมายังฝั่งตะวันตกเป็นระยะทาง 1,800 ไมล์ช่วงแรกมีการว่าจ้างกรรมกรอเมริกันและยุโรปให้สร้างทางรถไฟสายประวัติศาสตร์นี้ แต่ต่อมาพวกกรรมการฝรั่งประท้วงเรียกร้องค่าจ้างเพิ่มบริษัทที่รับเหมาการสร้างรางรถไฟเลยตัดปัญหาด้วยการนำเข้ากรรมกรจีนจากกวางตุ้งแทน
กรรมกรจีนได้ค่าจ้างระหว่าง 26-35 ดอลลาร์ต่อเดือนทำงานสัปดาห์ละ 6 วัน วันละ 12 ชั่วโมงโดยไม่มีสวัสดิการอาหารและที่พักอาศัยขณะที่กรรมกรฝรั่งได้รับค่าจ้างขั้นต่ำอย่างน้อย 35 ดอลลาร์ต่อเดือนพร้อมอาหารและที่พักอาศัย แม้จะไม่เป็นธรรมแต่ชาวจีนเหล่านั้นก็ขยันขันแข็งสู้งานหนักจนทำให้กรรมกรสร้างทางรถไฟร้อยละเก้าสิบเป็นแรงงานกรรมกรจีนในปี ค.ศ. 1852 มีกรรมกรจีนถึง 25,000 คนและเป็นแรงงานชายล้วนๆ
แต่ชาวจีนที่เข้ามาในอเมริกาไม่ได้มาด้วยความสมัครใจทั้งหมดบางส่วนถูกลักพาตัวมา มีหลักฐานยืนยันว่าแรงงานบางส่วนถูกลักพาตัวจากโรงยาฝิ่นที่มีอยู่ดาษดื่นในหัวเมืองชายทะเลของจีน ลงเรือกลไฟข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกมาที่ซานฟรานซิสโกก่อนจะส่งไปทำงานในเหมืองทองคำและถูกบังคับให้ทำงานหนักเยี่ยงทาส จนเกิดศัพท์สแลงที่เรียกว่า“เซี่ยงไฮ้” หรือ “ช่างไห่” อันหมายถึงการลักพาตัวนั่นเอง
................................................................................

