เตือนผู้ปกครองเฝ้าระวัง! ยอดผู้ป่วย 'ไข้หวัดใหญ่-RSV' พุ่งช่วงปลายฝนต้นหนาว ระวังเด็กเล็กเสี่ยงปอดอักเสบถึงชีวิต
21 ตุลาคม 2569 เวลา 20:43 น.

วันที่ 21 ตุลาคม 2569 นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค เปิดเผยข้อมูลจากระบบเฝ้าระวังโรคดิจิทัล (DDS) กองระบาดวิทยา ถึงสถานการณ์โรคติดต่อระบบทางเดินหายใจในช่วงปลายฝนต้นหนาวว่า ในรอบสัปดาห์การระบาดที่ผ่านมา (11–17 ตุลาคม 2569) พบการระบาดเพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะโรคไข้หวัดใหญ่และโรคติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี (RSV)
จากข้อมูลพบว่า โรคไข้หวัดใหญ่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นมากกว่าค่ามัธยฐาน 5 ปีย้อนหลัง และในช่วง 4 สัปดาห์ที่ผ่านมายังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง โดยสัปดาห์ล่าสุดมีรายงานผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ถึง 15,309 ราย ส่งผลให้มียอดผู้ป่วยสะสม 543,385 ราย ขณะที่โรค RSV พบผู้ป่วยในรอบสัปดาห์ 2,860 ราย รวมยอดสะสม 26,160 ราย
สำหรับกลุ่มอายุที่มีอัตราป่วยสูงสุด 3 อันดับแรกของโรคไข้หวัดใหญ่ ได้แก่ กลุ่มอายุ 5–9 ปี รองลงมาคือ 1–4 ปี และต่ำกว่า 1 ปี ตามลำดับ ในขณะที่โรค RSV มักพบการระบาดหนักในกลุ่มเด็กเล็ก โดยพบอัตราป่วยสูงสุดในกลุ่มอายุ 1–4 ปี รองลงมาคือ ต่ำกว่า 1 ปี และ 5–9 ปี ตามลำดับ
เชื้อ RSV (Respiratory Syncytial Virus) เป็นไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคในระบบทางเดินหายใจทั้งส่วนบนและส่วนล่าง แม้จะติดเชื้อได้ทุกวัย แต่อันตรายมักเกิดกับเด็กเล็ก ความน่ากลัวของเชื้อชนิดนี้คือมีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมภายนอกได้นานหลายชั่วโมง และเกาะติดอยู่บนมือคนเราได้นานถึง 30 นาที
อาการเริ่มต้นของการติดเชื้อ RSV จะคล้ายไข้หวัดธรรมดา มีไข้ ไอ จาม คัดจมูก และน้ำมูกไหล แต่หากลุกลามอาจลงปอด ทำให้เกิดหลอดลมใหญ่อักเสบ หลอดลมฝอยอักเสบ หรือปอดอักเสบได้ ผู้ป่วยจะมีไข้สูง ไอแรง หอบเหนื่อย หายใจมีเสียงหวีดหรือเสียงครืดคราดในลำคอ เด็กเล็กจะมีเสมหะเหนียวข้นจำนวนมากและไม่สามารถขับออกเองได้ ทำให้เกิดภาวะหายใจลำบากและอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต
การติดต่อเกิดขึ้นได้ง่ายผ่านการสัมผัสสารคัดหลั่งจากการไอ จาม หรือการจับมือ เชื้อจะเข้าสู่ร่างกายผ่านทางตา จมูก และปาก การวินิจฉัยแพทย์จะซักประวัติ ตรวจร่างกาย และนำเสมหะจากโพรงจมูกไปตรวจหาเชื้อ ในรายที่รุนแรงอาจต้องเอกซเรย์ปอดร่วมด้วย
ปัจจุบันโรคนี้ยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาดโดยตรง ต้องรักษาแบบประคับประคองตามอาการ เช่น ให้ยาลดไข้ ยาแก้ไอ ยาละลายเสมหะ หากเสมหะเหนียวมากอาจต้องพ่นยาขยายหลอดลม ให้น้ำเกลือผ่านออกซิเจนละอองฝอย รวมถึงเคาะปอดและดูดเสมหะออก การให้ยาปฏิชีวนะไม่มีความจำเป็นเว้นแต่จะมีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน ส่วนกลุ่มเสี่ยงสูง เช่น เด็กที่มีภาวะปอดเรื้อรัง โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด หรือคลอดก่อนกำหนด ปัจจุบันมีการใช้วัคซีนในกลุ่มโมโนโคลนอลแอนติบอดี (Palivizumab) เพื่อลดความรุนแรงของโรค แต่ต้องฉีดซ้ำทุกเดือนในช่วงที่มีการระบาด
ทั้งนี้ เชื้อไวรัส RSV สามารถกลับมาติดซ้ำได้ วิธีป้องกันที่ดีที่สุดคือผู้ปกครองต้องดูแลสุขอนามัยอย่างเคร่งครัด หมั่นล้างมือให้สะอาด สวมหน้ากากอนามัย และทำความสะอาดของเล่นเด็กอยู่เสมอ หากมีคนในบ้านป่วยควรแยกตัวและงดใช้ของส่วนตัวร่วมกัน หลีกเลี่ยงการพาเด็กไปในที่ชุมชนแออัด และหากเด็กในเนิร์สเซอร์รี่หรือโรงเรียนมีอาการป่วย ควรรีบให้หยุดเรียนทันทีจนกว่าจะหายเป็นปกติ เพื่อตัดวงจรการแพร่ระบาดสู่เด็กคนอื่นๆ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

