เมื่อ'คำแสลงใจ'สะเทือนสภาสูง อดีตผู้พิพากษา เจาะรอยร้าว 'ส.ว.กอบ' ยื่น สอบ กกต.เสียงข้างน้อย

วันที่ 6 กันยายน 2569 นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก "วัส ติงสมิตร กฎหมายและบ้านเมือง" ในหัวข้อ เมื่อ “คำแสลงใจ” สะเทือนสภาสูง: เจาะรอยร้าวกรณี ส.ว.กอบ ยื่น ป.ป.ช. ปะทะ วาทกรรม “รัฐประหารเงียบ”
บรรยากาศทางการเมืองไทยทวีความร้อนแรงขึ้นอีกระดับ เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2569 พ.ต.อ.กอบ อัจนากิตติ สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ได้ออกมาเปิดหน้าฉะแหลกกลางรัฐสภา หลังนำคณะเข้ายื่นคำร้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อขอให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยเฉพาะ กกต. เสียงข้างน้อย ตลอดจนกลุ่มองค์กรและบุคคลที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับคดีทุจริตเลือก ส.ว. หรือ "คดีฮั้ว ส.ว."
สังเกตได้จากพาดหัวรองของสื่อมวลชนที่ระบุว่า…
“ส.ว.กอบ ด่ากราด หลังยื่นสอบ กกต.เสียงข้างน้อย คดีฮั้ว ส.ว. ชี้ เวทีราชบัณฑิตอดีตตุลาการ ใช้คำว่า “รัฐประหารเงียบ” มันแสลงใจ เตือนสติ เป็นผู้ใหญ่อย่าพูดชี้นำ มอง มติ กกต.ยังอยู่ขั้นตอนการพิจารณา ไม่ถือเป็นที่สุด ฉะดีเอสไอ ทำเป็นคดีพิเศษ ปฏิบัติหน้าที่ชอบหรือไม่ ซัด ส.ส.ฝ่ายค้าน ไม่มีวุฒิภาวะ เอา กม.นอกมาใช้ในไทย เอาอวตารมาด่าว่าให้เสียหาย ฟาด “ไอลอว์” เป็นใคร ไม่มี กม.รองรับ สร้างความปั่นป่วน อาจโดนอาญา ม.116”
การออกมาให้สัมภาษณ์ของ ส.ว.กอบ ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่มุ่งเป้าไปที่การให้สัมภาษณ์และร่วมเสวนาทางวิชาการของ กกต. เสียงข้างน้อย และการเคลื่อนไหวของ ส.ส. ฝ่ายค้านเท่านั้น แต่ยังพุ่งเป้าไปยังอดีตตุลาการและนักวิชาการอย่างดุเดือด ทว่ากลับเต็มไปด้วยร่องรอยของจุดอ่อนที่สามารถโต้แย้งได้ทั้งปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายแทบทุกประเด็น
ขอหยิบยกเฉพาะบางประเด็นมาถกกันในแง่มุมที่บางคนอาจมองไม่เห็น ส่วนประเด็นที่เหลือคาดว่าคงมีบุคคลและองค์กรที่เกี่ยวข้องมาปุจฉาวิสัชนาในโอกาสอันควรต่อไป
1. สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบริสุทธิ์: ส.ว.กอบ ใช้กฎหมายผิดบริบท?
ส.ว.กอบ กล่าวว่า “ตามหลักการให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบุคคลที่ถูกกล่าวหาเป็นผู้บริสุทธิ์”
ข้อนี้ชวนให้ฉงนว่า ส.ว.กอบ กำลังกล่าวหา กกต. ที่ให้สัมภาษณ์และร่วมเสวนาทางวิชาการในฐานะ คดีอาญา หรือ คดีจริยธรรม?
• หากเป็นคดีอาญา: รัฐธรรมนูญ บัญญัติว่า "ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิด และก่อนมีคำพิพากษาอันถึงที่สุดจะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทำความผิดมิได้" (มาตรา 29 วรรคสอง) และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา บัญญัติให้ศาลใช้ดุลพินิจชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน หากมีความสงสัยตามสมควรให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลย (มาตรา 227)
• หากเป็นคดีจริยธรรม: มาตรฐานทางจริยธรรมฯ กำหนดให้พิจารณาถึงพฤติกรรมของการฝ่าฝืน เจตนา และความร้ายแรงของความเสียหายที่เกิดจากการฝ่าฝืนเป็นสำคัญ (ข้อ 27 วรรคสอง) ไม่ได้ใช้หลักให้สันนิษฐานไว้ก่อนเหมือนคดีอาญา
2. ความลับในคำร้อง ป.ป.ช. VS การเปิดหน้าด่ากราดผ่านสื่อ
ต่อคำถามที่ว่ายื่นร้องกี่คน ส.ว.กอบ ตอบว่า "เมื่อเรื่องไปถึง ป.ป.ช. แล้ว ถือเป็นความลับ เป็นหน้าที่ของ ป.ป.ช. ตนไม่สามารถตอบได้ว่าร้องใครหรือร้องอย่างไร"
แต่ความย้อนแย้งคือ ส.ว.กอบ กลับออกมาตั้งโต๊ะแถลงข่าวแก่สื่อมวลชนถึงเรื่องการยื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช. พร้อมเรียกร้องให้องค์กรอิสระต้องปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต เที่ยงธรรม กล้าหาญ และปราศจากอคติในการใช้ดุลพินิจ (ตามมาตรา 215 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญ) ทั้งที่ตนเองกำลังใช้พื้นที่สื่อกดดันการทำงานขององค์กรตรวจสอบเช่นกัน
3. มติ กกต. “เสร็จการพิจารณา” แล้ว หรือยังอยู่ในระหว่างพิจารณา?
ส.ว.กอบ กล่าวว่า "ขณะนี้คดีฮั้ว ส.ว. ทาง กกต. ยังไม่ได้มีคำวินิจฉัย เพียงแต่มีมติ แล้วไปชี้นำว่าเป็นการพิจารณาเสร็จสิ้นแล้วได้อย่างไร"
ในประเด็นนี้ ข้อเท็จจริงปรากฏว่า กกต. ประชุมและมีมติเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 โดยประธาน กกต. ออกมาแถลงข่าวเปิดเผยว่า มีผู้ถูกร้อง 427 ราย คณะกรรมการสืบสวนไต่สวนชุดที่ 26 เสนอให้ส่งเรื่องไปศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญา 229 คน ซึ่ง กกต. มีมติส่งศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญาแล้ว 77 คน
พร้อมระบุว่าจะเรียบเรียงคำวินิจฉัยและคำร้องเพื่อยื่นต่อศาลฎีกาภายใน 60 วัน จึงไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลมติได้อีก กรณีนี้ถือได้ว่า "เรื่องเสร็จการพิจารณาในชั้น กกต. แล้ว" ไม่ใช่เรื่องที่ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาอันจะต้องห้ามมิให้ กกต. แสดงความคิดเห็นต่อสื่อสาธารณะหรือสาธารณชนตามมาตรฐานทางจริยธรรมฯ (ข้อ 16) แต่อย่างใด
4. ชนวนเหตุ “รัฐประหารเงียบ” : วาทกรรมแสลงใจ หรือการจับแพะชนแกะ?
ไฮไลต์สำคัญของการให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2569 คือการที่ ส.ว.กอบ แสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรงต่อคำว่า "รัฐประหารเงียบ" โดยอ้างว่าเป็นคำที่ถูกนำมาใช้ในเวทีเสวนาของสำนักงานราชบัณฑิตยสภาเพื่อชี้นำสังคม และขู่ว่าอดีตผู้พิพากษาหรืออดีตองค์กรอิสระที่ร่วมเสวนาอาจกำลังทำผิด "มาตรฐานทางจริยธรรม" ของนักกฎหมายเสียเอง
อย่างไรก็ตาม เมื่อเจาะลึกข้อเท็จจริงจะพบร่องรอยการจับแพะชนแกะได้อย่างชัดเจน:
• ข้อเท็จจริงในเวทีราชบัณฑิตยสภา (30 ก.ย. 69): ในการเสวนาหัวข้อ “คดีฮั้ว ส.ว.: เรื่องจริงที่คนไทยทุกคนต้องรู้” รศ.โคทม อารียา ได้ตั้งคำถามว่า คดีนี้เข้าข่ายเป็น "คดีอุกฉกรรจ์ทางการเมือง" เพราะมีพฤติการณ์ "ยึดรัฐไปส่วนหนึ่ง และยึดอำนาจนิติบัญญัติไปอีกส่วนหนึ่ง" แต่ บนเวทีวันนั้นไม่มีการใช้คำว่า "รัฐประหารเงียบ" ตรงๆ และ รศ.โคทม ก็ไม่ใช่อดีตตุลาการ
• ที่มาของคำว่า "รัฐประหารเงียบ"(4 วันต่อมา): สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2569 ผู้สมัคร ส.ว. กลุ่มที่ 11 ได้ยื่นคำร้อง 17 หน้าต่ออัยการสูงสุด (เลขรับที่ 42763/2569) เพื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญตาม มาตรา 49 ผู้เขียน ซึ่งเป็น อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกาและอดีตประธาน กสม. ที่ร่วมร่างมาตรฐานทางจริยธรรมฯ ตามที่ ส.ว. กอบ กล่าวถึงโดยไม่ระบุชื่อ ได้เขียนบทความวิเคราะห์ชื่อ “จากคำร้อง 17 หน้าสู่ข้อสงสัย ‘รัฐประหารเงียบ’: เมื่อการยึดสภาสูงอาจข้ามเส้นสู่การล้มล้างการปกครอง?” ออกเผยแพร่เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2569
• เนื้อหาบทความ: ระบุว่า หากข้อกล่าวหาในคำร้องได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นจริง สังคมจำเป็นต้องมองปรากฏการณ์นี้ผ่านกรอบรัฐศาสตร์ร่วมสมัยที่เรียกว่า "รัฐประหารเงียบ" (Soft Coup / Constitutional Coup) ซึ่งเป็นการบ่อนทำลายระบอบประชาธิปไตยจากภายในโดยไม่ต้องใช้รถถัง
5. บทวิเคราะห์: ความเป็นกลางที่ย้อนแย้ง และวิกฤตความเชื่อมั่นสภาสูง
ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงสองมุมมองที่ปะทะกันอย่างรุนแรงในสังคมไทยขณะนี้:
1)ความย้อนแย้งเรื่อง "ความเป็นกลาง": ในขณะที่ ส.ว.กอบ เรียกร้องให้ กกต., ส.ส., อดีตตุลาการ และสื่อมวลชน วางตัวเป็นกลางและเคารพกฎหมาย แต่ตนเองในฐานะ "ผู้มีส่วนได้เสียโดยตรง" (Conflict of Interest) กลับใช้วิธีการยื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช. สอบ กกต. และใช้เวทีสภาออกมาฉะ-ตัดสิน บุคคลอื่นล่วงหน้าผ่านสื่อ ซึ่งอาจถูกวิพากษ์วิจารณ์ได้ว่าจะเข้าข่ายการใช้ระบบสองมาตรฐาน (Double Standard) เพื่อต่อสู้ทางการเมืองหรือไม่
2) การพิทักษ์ระบบ VS การพิทักษ์ตำแหน่ง: บทความวันที่ 4 ตุลาคม 2569 เรื่อง “จากคำร้อง 17 หน้าสู่ข้อสงสัย ‘รัฐประหารเงียบ’...” ได้ตั้งข้อสังเกตว่า หากข้อกล่าวหาได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นจริง คดีฮั้ว ส.ว. ไม่ใช่เรื่องทุจริตรายบุคคล แต่เป็นภัยคุกคามเชิงโครงสร้างตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา 49 เพราะหากกลุ่มการเมืองภายนอกสามารถส่ง "กลไกรับสั่ง" เข้ามาครอบงำสภาสูงได้ ย่อมเท่ากับการยึดอำนาจอธิปไตยทางนิติบัญญัติไปโดยปริยาย ในทางกลับกัน ฝ่าย ส.ว. มองว่ากระบวนการตรวจสอบทั้งหมดคือการ "ล้มล้างผลการเลือก ส.ว." และใช้วาทกรรมทางการเมืองมาทำลายความชอบธรรมของ ส.ว. ที่มาตามกฎหมาย
บทสรุปของการปะทะกันครั้งนี้ จึงไม่ได้หยุดอยู่แค่คำร้อง 17 หน้า หรือการร้องเรียนต่อ ป.ป.ช. แต่เป็นแบบทดสอบครั้งใหญ่ของกระบวนการยุติธรรมไทย ว่าจะสามารถพิสูจน์ข้อเท็จจริงตามหลักนิติธรรม (Rule of Law) และกอบกู้ความเชื่อมั่นของประชาชนกลับคืนมาได้หรือไม่ ท่ามกลางสงครามวาทกรรมที่กำลังสั่นคลอนเสถียรภาพทางการเมืองไทยในปัจจุบัน
วัส ติงสมิตร
นักวิชาการอิสระ
7/10/69
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

