คอลัมน์ : มองมุมเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง

18 สิงหาคม 2569
เรื่อง : ข้อเสนอเพื่อปรับเปลี่ยนงบประมาณข้าวไทยจาก “การแจกเงินประชานิยม” สู่ “การปฏิรูป โครงสร้างการผลิตอย่างยั่งยืน”
เรียน : คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธาน คณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.)
ตามที่สมาคมชาวนาและเกษตรกรไทยได้ยื่นข้อเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) เพื่อขอปรับเพิ่มเงินสนับสนุนโครงการบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าว จากเดิมไร่ละ 1,000 บาท เป็น ไร่ละ 2,000 บาท สูงสุดไม่เกิน20 ไร่ต่อครัวเรือน (รับเงินสูงสุด 40,000 บาทต่อครัวเรือน) ซึ่งปัจจุบันเรื่องดังกล่าวผ่านการพิจารณาของคณะอนุกรรมการด้านการผลิตแล้ว กำลังจะเสนอให้ นบข. ชุดใหญ่ และคณะรัฐมนตรีพิจารณานั้น
ในฐานะนักวิชาการที่ติดตามโครงสร้างเศรษฐกิจและการเกษตรของไทยมาอย่างต่อเนื่อง ขอเรียนเสนอมุมมองเชิงวิเคราะห์เพื่อประกอบการพิจารณาของผู้กำหนดนโยบาย ดังนี้:
1. ภาระทางการคลังและประสิทธิผลของงบประมาณ
โครงการแจกเงินช่วยเหลือชาวนาซึ่งเริ่มต้นในสมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา (พ.ศ. 2557) ที่อัตราไร่ละ 1,000 บาทนั้น ใช้วงเงินงบประมาณจ่ายขาดสูงถึงปีละประมาณ 50,000 – 55,000 ล้านบาท หากมีการปรับเพิ่มเป็นไร่ละ 2,000 บาท จะส่งผลให้รัฐบาลต้องแบกรับภาระงบประมาณพุ่งสูงขึ้นเป็น 110,000 – 120,000 ล้านบาทต่อปี
เงินจำนวนมหาศาลดังกล่าวนอกจากจะเป็นภาระทางการคลังอย่างยิ่งยวดในยามที่ประเทศประสบปัญหาสภาวะเศรษฐกิจตึงตัวแล้ว ยัง ไม่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตหรือลดต้นทุนการทำนาที่แท้จริง แต่เป็นเพียงการเยียวยาฉุกเฉินและสร้างความนิยมทางการเมืองในระยะสั้นเท่านั้น จึงควรต้องพิจารณาให้รอบคอบ นำงบประมาณดังกล่าวไปใช้ที่เกิดผลที่มีประสิทธิภาพยั่งยืน ต่อชาวนาอย่างแท้จริง
2. หัวใจของการลดต้นทุนที่แท้จริง: “เพิ่มผลผลิตต่อไร่ เพื่อลดต้นทุนต่อตัน”
ต้นทุนการผลิตข้าวที่แท้จริงของเกษตรกรไม่ได้ลดลงจากการได้รับเงินแจก แต่จะลดลงได้ด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพและเพิ่มปริมาณผลผลิตต่อไร่ (Yield Optimization) หากเกษตรกรสามารถผลิตข้าวได้ปริมาณมากขึ้นต่อพื้นที่ ต้นทุนเฉลี่ยต่อตันจะลดลงโดยอัตโนมัติ ทำให้ชาวนามีรายได้สุทธิเพิ่มขึ้นอย่างมั่นคง โดยไม่ต้องพึ่งพางบประมาณอัดฉีดจากรัฐทุกปี
3. บทเรียนเปรียบเทียบการอุดหนุนการเกษตร: ไทย vs เวียดนาม vs ญี่ปุ่น
เมื่อพิจารณาแบบอย่างการบริหารจัดการงบประมาณเกษตรในต่างประเทศ จะเห็นความแตกต่างทางยุทธศาสตร์อย่างสิ้นเชิง:
l คู่แข่งสำคัญอย่างเวียดนาม: รัฐบาลเวียดนามไม่ใช้นโยบายแจกเงินสดตรงให้ชาวนา แต่ทุ่มงบประมาณไปกับการ วิจัยพัฒนาพันธุ์ข้าวสายพันธุ์ใหม่ (เช่น พันธุ์ ST24, ST25 ที่คว้าแชมป์ข้าวที่ดีที่สุดในโลก) รวมถึง การวางระบบชลประทานและโลจิสติกส์ ผลลัพธ์คือเวียดนามมีผลผลิตข้าวต่อไร่ (Yield) สูงกว่าไทยเกือบเท่าตัว ทำให้ต้นทุนการผลิตต่อตันของเวียดนามต่ำกว่าไทยอย่างมีนัยสำคัญ และสามารถแย่งส่วนแบ่งตลาดข้าวโลกจากไทยได้อย่างต่อเนื่อง
l ต้นแบบการสร้างมูลค่าอย่างญี่ปุ่น: รัฐบาลญี่ปุ่นใช้เงินอุดหนุนเชื่อมโยงกับ มาตรฐานคุณภาพและสิ่งแวดล้อม สนับสนุนงบประมาณเพื่อการวิจัยเทคโนโลยีเกษตรแม่นยำ (Smart Agriculture) การปรับปรุงดิน และการรวมแปลงนาให้มีขนาดใหญ่เพื่อใช้เครื่องจักรกลอย่างคุ้มค่า ข้าวญี่ปุ่นจึงไม่ได้แข่งที่ “ราคาถูก” หรือ “ปริมาณ” แต่เน้นสร้างราคาต่อหน่วยสูงด้วยคุณภาพ รสชาติ และมาตรฐานความปลอดภัย จนสามารถครองตลาดพรีเมียมทั่วโลกได้
ในขณะที่ ประเทศไทย กลับทุ่มงบประมาณนับแสนล้านบาทไปกับการ “แจกเงินเปล่า” โดยไม่มีเงื่อนไขผูกพันกับการพัฒนาคุณภาพหรือการเพิ่มผลผลิต ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตต่อไร่ของไทยยังคงสูง ข้าวไทยขาดการพัฒนาสายพันธุ์ใหม่ๆ และเสียความสามารถในการแข่งขันในที่สุด
4. ยุทธศาสตร์ 6 มิติเพื่อการปฏิรูปโครงสร้างข้าวไทย
หากรัฐบาลปรับเปลี่ยนการใช้วงเงินนับแสนล้านบาทจากการแจกเงิน มาเป็นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีการเกษตร จะสามารถยกระดับศักยภาพการแข่งขันของข้าวไทยได้อย่างยั่งยืน ดังนี้:
1.วิจัยและพัฒนาสายพันธุ์ข้าว: มุ่งเน้นพันธุ์ข้าวที่ตอบโจทย์โภชนาการยุคใหม่ คือไม่ใช่เพื่อกินให้ อิ่มท้อง แต่ต้อง “กินอร่อย (Tasty) - ปลอดภัย (Safety) - เสริมสุขภาพ (Healthy)” นอกเหนือจากคุณสมบัติทนแล้งหรือต้านทานโรค
2.ปรับปรุงดินและส่งเสริมทำนาแปลงใหญ่: สนับสนุนการรวมกลุ่มเพื่อขยายขนาดแปลง สะดวก ต่อการนำเทคโนโลยีและเครื่องจักรกลมาใช้ลดต้นทุนต่อไร่
3.จัดสรรน้ำและใช้กลไกราคา: ติดตั้งระบบมิเตอร์น้ำและจัดเก็บค่าน้ำนำรายได้เข้ากองทุนของชุมชนในแต่ละพื้นที่ เพื่อสร้างวินัยการใช้น้ำอย่างเท่าเทียม ชาวนาต้นคลองส่งน้ำก็จะไม่ใช้น้ำฟุ่มเฟือยเกินควร เพราะมีต้นทุนของการใช้น้ำ และชุมชนจะมีงบประมาณบำรุงรักษาแหล่งน้ำ ขยายคลองส่งน้ำในพื้นที่
4.ทำนาประณีตด้วยเกษตรแม่นยำ: สนับสนุนระบบพยากรณ์อากาศเฉพาะจุด (Micro-climate Forecasting) เพื่อวางแผนการใส่ปุ๋ยให้น้ำ และดูแลพืชได้อย่างแม่นยำ
5.สร้างระบบคัดเกรดข้าวที่ชัดเจน: กำหนดเกณฑ์ และวิธีคัดเกรดที่สะท้อนคุณภาพข้าวเปลือกและข้าวสาร เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ชาวนาผลิตข้าวเกรดดีตรงตามความต้องการของตลาด ผ่านกลไกราคาที่แตกต่างระหว่างเกรด
6.ยกระดับโลจิสติกส์และการตลาดเฉพาะ (Niche Market): พัฒนาระบบการสี การบรรจุภัณฑ์ และส่งเสริมผู้ส่งออก ทั้งรายใหญ่และรายย่อยที่เกิดจากการรวมตัวของชาวนา เจาะตลาดกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง ในต่างประเทศ (Premium/Functional Food) แทนการแข่งราคาตัดราคาในตลาดโภชนาการทั่วไป (Commodity)
5. บทบาทของไทยในตลาดโลกและการกำหนดราคา
ปัจจุบันประเทศไทยส่งออกข้าวเป็นอันดับ 2-3ของโลก โดยมีส่วนแบ่งในตลาดค้าข้าวระหว่างประเทศเพียงประมาณ 13%-15% และคิดเป็นสัดส่วน น้อยกว่า 2% ของผลผลิตข้าวทั้งหมดในโลก
ประเทศไทยจึง ไม่มีอำนาจในการกำหนดราคาข้าวในตลาดโลก ทางออกเดียวของข้าวไทยคือการสร้างความแตกต่างด้วยคุณภาพเพื่อเข้าถึงตลาดที่มีกำลังซื้อสูง และลดต้นทุนการผลิตต่อตันลงเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
ข้อเสนอแนะต่อประธานคณะกรรมการ นบข.
จึงขอเรียกร้องให้ท่านประธานคณะกรรมการ นบข. โปรดใช้ปรีชาทัศน์ในการบริหารจัดการงบประมาณแผ่นดิน โดยยึดเอาประโยชน์ระยะยาวของประเทศและเกษตรกรเป็นตั้ง
ไม่ปล่อยให้นโยบายข้าวถูกชี้นำด้วยมาตรการแจกเงินตามแนวทางประชานิยม แต่ควรมุ่งมั่นนำ งบประมาณไปใช้ในการวางรากฐาน วิจัยพัฒนา และปฏิรูปโครงสร้างการผลิตข้าวไทยให้เข้มแข็งอย่างแท้จริง
จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา
ขอแสดงความนับถือ
รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

