คอลัมน์ : คิด เขียน คุย

สังคายนาใหญ่กรมราชทัณฑ์
“เล่าต๋า แสนลี่” วัย 86 ปี อดีตเจ้าพ่อยาเสพติดแห่งอำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ถูกปล่อยตัว
พ้นโทษจากเรือนจำกลางบางขวางท่ามกลางข้อกังขาของสังคมว่า เหตุใดนักโทษคดียาเสพติดรายสำคัญ ที่ถูกพิพากษา“จำคุกตลอดชีวิต” จึงได้รับการปล่อยตัวหลังรับโทษจริงเพียงแค่ 8 ปี 3 เดือน 28 วันเท่านั้น
ทั้งนี้ หลังจาก“เล่าต๋า”ถูกปล่อยตัวพ้นโทษจากเรือนจำกลางบางขวาง เมื่อวันที่ 14 สิงหาคมก่อนหน้านี้
และสังคมได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง เกี่ยวกับการพิจารณาลดโทษ และการเลื่อนชั้นนักโทษที่ไม่ชอบมาพากลของกรมราชทัณฑ์ จึงส่งผลให้“เล่าต๋า”พ้นโทษออกมาเร็ว ซึ่ง พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ที่กำกับดูแลกรมราชทัณฑ์ ได้ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวเมื่อวันที่ 18 สิงหาคมวานนี้ ระบุว่า เป็นเพราะเกิดจากความไม่เหมาะสมของขั้นตอน ที่เป็นเรื่องของระเบียบเก่า และเมื่อตรวจสอบพบว่าระเบียบมีข้อบกพร่อง ก็ได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาตรวจสอบแล้วเช่นกัน
ผู้สื่อข่าวถามว่า“คณะกรรมการที่ตั้งขึ้นมาครั้งนี้จะนำมาพิจารณาโทษใหม่ได้หรือไม่” พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ ตอบว่า“คงไม่ได้หรอกครับ เพราะเป็นการพิจารณาไปแล้ว แต่คณะกรรมการจัดตั้งขึ้นมาเพื่อนำไปแก้ไขการพิจารณาคดีในวันข้างหน้า”, ผู้สื่อข่าวถามย้ำอีกว่า “ถือว่าเป็นการรับโทษคดีสิ้นสุดแล้วใช่หรือไม่” พล.ต.ท.รุทธพล ตอบว่า“สิ้นสุดแล้ว”
สรุปก็คือ “ปล่อยแล้วปล่อยเลย” โดยอดีตเจ้าพ่อยาเสพติดรายนี้ ซึ่งติดคุกอยู่ในเรือนจำบางขวางมาตั้งแต่ปี 2559 หลังจากถูกควบคุมตัวในความผิดฐานสมคบกันเพื่อกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดฯ เมื่อวันที่11 ตุลาคม 2559 และศาลอาญาได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2562 ให้จำคุกตลอดชีวิต แต่โดยข้อเท็จจริงปรากฏว่า ช่วงเวลาที่ติดคุก “เล่าต๋า”ได้รับพระราชทานอภัยโทษจากการพิจารณาของกรมราชทัณฑ์ รวมทั้งหมดถึง 6 ครั้ง
จากการชี้แจงเมื่อวันที่ 17 สิงหาคมที่ผ่านมาของกรมราชทัณฑ์ อันเป็นหน่วยงานราชการที่ถูกสังคมมี
ข้อกังขามาโดยตลอดเกี่ยวกับความไม่โปร่งใส เพราะครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกของกรมราชทัณฑ์ที่มีการลดโทษให้นักโทษแบบ“ลดกระหน่ำซัมเมอร์เซลส์”จนทำให้“เล่าต๋า”พ้นโทษในช่วงเวลาอันสั้น ทั้งที่กว่าศาลจะพิพากษาตัดสินสั่งจำคุกต้องเหนื่อยยากและใช้เวลาในพิจารณาคดีเป็นเวลานาน
แรมปีนั้น เมื่อไล่เลียงดูแล้วจากการชี้แจงของกรมราชทัณฑ์พบรายละเอียดดังนี้
“เล่าต๋า” ได้รับพระราชทานอภัยโทษ ครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 ในปี 2563 นั่นก็เท่ากับว่าหลังจากศาลอาญามีคำพิพากษาถึงที่สุดในปลายปี 2562 ปี รุ่งขึ้นก็ได้รับการลดโทษทันที“สองเด้ง” จากโทษจำคุกตลอดชีวิตลดลงเหลือ 44 ปี 5 เดือน ก่อนมีการลดโทษเพิ่มเติมตามหลักเกณฑ์สำหรับผู้ต้องขังอายุเกิน 70 ปี ทำให้โทษลดลงมาอีกเหลือ 35 ปี 6 เดือน
จากนั้นถัดมาหนึ่งปี คือปี 2564 ก็ได้รับการลดโทษอีก“สองเด้ง”เป็นครั้งที่ 3 และครั้งที่ 4 โดยครั้งที่ 3 ในฐานะนักโทษชั้นกลางทำให้ได้รับการลดโทษลงมาเหลือ 25 ปี 3 เดือน และในปีเดียวกัน“เล่าต๋า”ยังได้รับการเลื่อนชั้นเป็นนักโทษชั้นดี จึงทำให้ได้รับการลดโทษเป็นครั้งที่ 4 เหลือโทษ 17 ปี 8 เดือน
ครั้งที่ 5 ในปี 2568 “เล่าต๋า”ซึ่งเป็น“นักโทษชั้นดี”ของกรมราชทัณฑ์ ก็ได้เลื่อนชั้นเป็นนักโทษชั้นเยี่ยม และได้รับการลดโทษเหลือ 12 ปี 1 เดือน กระทั่งครั้งที่ 6 ในปี 2569 “เล่าต๋า” ก็เป็นหนึ่งในเพื่อนนักโทษรุ่นเดียวกับ“ทักษิณ ชินวัตร”ที่ได้รับการพระราชทานอภัยโทษ
ทั้งหลายทั้งปวงนี้ จึงถึงเวลาที่จะต้องสังคายนากรมราชทัณฑ์กันอย่างจริงจัง เพราะจากอดีตจนถึงปัจจุบันก็เห็นกันอยู่ชัดเจนแล้วว่า กรมราชทัณฑ์นอกจากจะเป็นหน่วยงานที่เหมือนอยู่ใน“แดนสนธยา” มีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องความโปร่งใส ไม่มีใครสามารถตรวจสอบได้ ประกอบกับเรื่องราวหลังกำแพงใหญ่ของเรือนจำก็มีข่าวอื้อฉาวปรากฏมาโดยตลอด
ถึงขนาดว่ามี“นักโทษวีไอพี”หรือผู้ต้องขังกลุ่มทุนจีนเทา มีการลักลอบนำผู้หญิงเข้าไปใช้บริการทางเพศภายในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ โดยมีการใช้พื้นที่ลับห้องใต้บันไดเป็น“วิมานสีชมพู” เรียกว่านักโทษคนไหนมีเงินก็ย่อมสามารถบันดาลได้ทุกสิ่ง ดังคำสุภาษิตที่ว่า“เงินง้างเหล็กได้” หรือตามคำกลอนที่ว่า“เหล็กแข็งกระด้าง เอาเงินง้างอ่อนตามความประสงค์” เพราะเงินจึงทำให้เจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์ที่ใฝ่ชั่วกล้าทุจริตประพฤติมิชอบต่อหน้าที่
กรณีนักโทษคดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าว เช่นนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์, นายภูมิ สาระผล อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์, นายมนัส สร้อยพลอย อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ และนายอภิชาติ จันทร์สกุลพรหรือ“เสี่ยเปี๋ยง”พ่อค้าข้าว ก็เคยเป็นข่าวมาแล้วว่า บุคคลเหล่านี้ได้รับการพิจารณาลดโทษจากกรมราชทัณฑ์จากโทษจำคุกเกือบ 50 ปี ปรากฏว่าติดคุกไม่กี่ปีก็พ้นโทษกันไปหมดแล้ว
หรือกรณี“ป่วยทิพย์”บนชั้นที่ 14 โรงพยาบาลตำรวจของอดีตนักโทษเด็ดขาดชายทักษิณ ชินวัตร ก็เป็นกรณีและเป็นคดีที่เจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์ทั้งหมด 8 คน ตั้งแต่อดีตอธิบดี อดีตรองอธิบดี และอดีต
ผู้บัญชาการเรือนจำไปจนถึงผู้คุม ถูก“องค์คณะไต่สวน”ของ ป.ป.ช.พิจารณาไต่สวนคดีอยู่ในเวลานี้ ฐานร่วมกันทุจริตประพฤติมิชอบเอื้อประโยชน์ให้“ทักษิณ”ไม่ต้องติดคุกอยู่ในเรือนจำ
วันนี้จึงถึงเวลาแล้วที่จะต้องปฏิรูปกรมราชทัณฑ์ อย่างขนานใหญ่ และคุกต้องไม่ได้มีไว้ขังคนจนเท่านั้น แต่ต้องขังข้าราชการกรมราชทัณฑ์ที่ทำชั่วด้วย !
รุ่งเรือง ปรีชากุล
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

