คอลัมน์ : คิดด้วยพลเมือง (See-Think-Cen')

เศรษฐกิจชุมชน เป็นแนวคิดที่ต้องการพัฒนาคุณภาพชีวิต สังคม และความกินดีอยู่ดีของผู้คนในชุมชนให้สามารถพึ่งพาตัวเองได้ โดยอาศัยทรัพยากร ภูมิปัญญา และศักยภาพของผู้คนในพื้นที่ ผ่านการทำกิจกรรมทางเศรษฐกิจร่วมกันทั้งในรูปแบบของวิสาหกิจชุมชนสหกรณ์ กลุ่มอาชีพ และกองทุนหมู่บ้าน เป็นต้น ซึ่งการดำเนินงานเหล่านี้มักเน้นการสร้างผลประโยชน์ส่วนรวมของชุมชน มากกว่าการแสวงหากำไรของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง
ทั้งนี้ เศรษฐกิจชุมชนไม่ได้จำกัดเพียงแค่การเพิ่มรายได้เท่านั้น แต่ยังพยายามกระตุ้นการจ้างงาน เพิ่มมูลค่าทรัพยากรในท้องถิ่น และส่งเสริมให้คนในชุมชนเกิดการเรียนรู้และทำงานร่วมกัน เมื่อผู้คนมีความไว้วางใจและช่วยเหลือกันมากขึ้น ก็จะเกิด “ทุนทางสังคม” ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ชุมชนสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม หรือวิกฤตต่างๆ ได้อย่างเข้มแข็ง
โดยรัฐบาลและหน่วยงานภาครัฐได้พยายามจัดทำโครงการเพื่อผลักดันและสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนให้มีความยั่งยืนทั้งในรูปแบบของการพัฒนาทักษะความรู้ การนำผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจเข้าสนับสนุนชุมชน หรือการให้ทุนสนับสนุนกิจกรรมชุมชนเพื่อให้เกิดความยั่งยืน แต่เมื่อจบโครงการในบางพื้นที่กลับไม่มีการดำเนินกิจการของชุมชนต่อ หรือในบางกรณีที่ได้รับความช่วยเหลือด้านเงินทุนกลับพบว่ามีการกระจายเงินทุนอย่างไม่ทั่วถึง สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาด้านการบริหารจัดการและการกำกับดูแลที่ดีของการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน
เมื่อองค์กรชุมชนขาดระบบการบริหารจัดการที่ดี ก็มักจะนำไปสู่ปัญหาความต่อเนื่องของการดำเนินงานซึ่งมักจะสะดุดหรือยกเลิกเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงผู้นำองค์กร ปัญหาการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในชุมชนที่ไม่ครอบคลุมทุกกลุ่มในชุมชนทำให้ไม่สามารถพัฒนาหรือแก้ไขปัญหาได้อย่างเหมาะสม และปัญหาด้านความโปร่งใสในการทำงานขององค์กรชุมชนที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งและการเปิดโอกาสให้เกิดการคอร์รัปชันได้
ปัญหาเหล่านี้ก่อให้เกิดผลเสียต่อองค์กรและความไว้เนื้อเชื่อใจของคนในชุมชน รวมถึงเป็นการบั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการรวมกลุ่มในพื้นที่ ทำให้เศรษฐกิจชุมชนขาดความเข้มแข็งและยากต่อการเติบโตอย่างยั่งยืน เมื่อเกิดวิกฤตขึ้น ชุมชนที่มีรากฐานเศรษฐกิจและระบบความร่วมมือที่อ่อนแอ ก็จะมีข้อจำกัดในการรับมือและดูแลตนเอง จึงต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากภาครัฐมากขึ้นดังที่เห็นได้ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งภาครัฐต้องใช้งบประมาณจำนวนมากเพื่อช่วยเหลือประชาชนและพยุงกิจกรรมทางเศรษฐกิจในหลายพื้นที่
จากการพิจารณาข้างต้นจะพบว่า การบริหารจัดการที่ดี หรือที่เรียกว่า “การบริหารจัดการตามหลักธรรมาภิบาล” มีความสำคัญเป็นอย่างมากในการพัฒนารากฐานของเศรษฐกิจชุมชนที่ต้องอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วนในพื้นที่ทั้งหน่วยงานรัฐ ผู้นำชุมชน และประชาชน เพื่อให้การใช้ทรัพยากรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ลดความขัดแย้ง และสร้างความร่วมมือระหว่างคนในชุมชน โดยสามารถแบ่งการดำเนินการตามหลักธรรมาภิบาล 6 หลักได้ ดังนี้
หลักนิติธรรม คือ การมีกฎกติกาที่ชัดเจนและใช้กับทุกคนอย่างเท่าเทียม โดยการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจร่วมกันจำเป็นต้องมีกฎและข้อตกลงที่สมาชิกยอมรับร่วมกัน เช่น หลักเกณฑ์การเป็นสมาชิก การบริหารเงินกองทุน การแบ่งผลกำไร การใช้จ่ายจากงบประมาณส่วนกลาง หรือการเลือกคณะกรรมการ
โดยกติกาเหล่านี้ต้องสอดคล้องกับกฎหมายและมีการบังคับใช้อย่างเสมอภาค ไม่ขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ส่วนตัวหรืออิทธิพลของบุคคลใด เช่น กองทุนหมู่บ้าน ควรกำหนดหลักเกณฑ์การกู้ยืมและชำระคืนอย่างชัดเจน และใช้มาตรฐานเดียวกันกับสมาชิกทุกคนหรือ วิสาหกิจชุมชน ควรกำหนดกติกาการแบ่งรายได้และผลกำไรให้สมาชิกเข้าใจตรงกัน เพื่อลดความขัดแย้งและการเลือกปฏิบัติ
หลักคุณธรรม คือ บริหารจัดการที่มุ่งเน้นให้เกิดผลประโยชน์ต่อชุมชน ไม่ใช่ประโยชน์ส่วนตัวของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ซึ่งผู้ที่มีบทบาทในการบริหารจัดการองค์กรทางเศรษฐกิจของชุมชนควรมีการตัดสินใจบนฐานของผลประโยชน์ส่วนรวมเป็นสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อต้องตัดสินใจเกี่ยวกับเงิน ทรัพยากร หรือผลประโยชน์ของสมาชิกเช่น คณะกรรมการวิสาหกิจชุมชนไม่ควรเลือกซื้อวัตถุดิบจากร้านค้าของตนเองหรือเครือญาติโดยไม่มีการเปรียบเทียบราคา หรือใช้ตำแหน่งเพื่อให้ตนเองและพวกพ้องได้รับสิทธิหรือผลประโยชน์มากกว่าสมาชิกคนอื่น นอกจากนี้ การมีกลไกป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน จะช่วยให้สามารถนำหลักคุณธรรมมาใช้ได้ในทางปฏิบัติมากขึ้น
หลักความโปร่งใส โดยอาศัยเปิดเผยข้อมูลให้สมาชิกในชุมชนสามารถตรวจสอบได้ ซึ่งมีความสำคัญอย่างมากในการสร้างความเชื่อมั่นต่อคนในชุมชน เพราะกิจกรรมจำนวนมากมักเกี่ยวข้องกับเงินและทรัพยากรที่สมาชิกเป็นเจ้าของร่วมกัน ชุมชนจึงควรเปิดเผยข้อมูลที่สำคัญ เช่น รายรับ-รายจ่าย เงินกองทุน งบประมาณ การจัดซื้อจัดจ้าง รายได้จากการขายสินค้า และการแบ่งผลประโยชน์ ให้สมาชิกสามารถเข้าถึงและตรวจสอบได้ง่าย
เช่น การชี้แจงรายรับ-รายจ่ายของวิสาหกิจชุมชนทุกเดือน การนำเสนอผลประกอบการต่อสมาชิก หรือการใช้ช่องทางออนไลน์เผยแพร่ข้อมูลสำคัญ เพื่อให้สมาชิกในชุมชนสามารถเห็นได้ว่า “เงินมาจากไหน ใช้ไปกับอะไร และเหลือเท่าไร” ซึ่งจะช่วยลดข้อสงสัย ลดการเกิดคอร์รัปชัน และสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนต่อองค์กรในชุมชน
หลักการมีส่วนร่วม จากการเปิดโอกาสให้คนในชุมชนมีบทบาทเป็นผู้มีส่วนร่วมในการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนตั้งแต่การระบุปัญหา การวางแผน การดำเนินงาน ไปจนถึงติดตามและประเมินผล เพื่อให้สามารถพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนได้ตามความต้องการของคนในพื้นที่ และกระตุ้นให้เกิดความเป็นเจ้าของร่วมกันในชุมชน ซึ่งจะช่วยให้เกิดความยั่งยืนของการดำเนินการ โดยเฉพาะช่วงหลังจากที่รัฐบาลหรือหน่วยงานภาครัฐไม่ได้ดำเนินโครงการช่วยเหลือแล้ว
เช่น ในการลงทุนสร้างตลาดชุมชนควรเปิดให้สมาชิกหารือร่วมกันว่าโครงการดังกล่าวตอบโจทย์ความต้องการของคนในพื้นที่หรือไม่ มีความเสี่ยงอย่างไร และมีทางเลือกอื่นหรือไม่ โดยเปิดโอกาสให้เกิดการมีส่วนร่วมของคนหลากหลายกลุ่มที่ไม่จำกัดเฉพาะผู้นำหรือผู้มีอำนาจในชุมชน แต่รวมถึงผู้หญิง เยาวชน ผู้สูงอายุ เกษตรกรรายย่อยและกลุ่มที่อาจมีโอกาสเข้าถึงทรัพยากรน้อยกว่าคนอื่น
หลักความรับผิดชอบ คือ การที่ผู้มีอำนาจหน้าที่ต้องอธิบายและรับผิดชอบต่อการตัดสินใจตนเอง เมื่อชุมชนได้ไว้วางใจให้บุคคลหรือคณะกรรมการบริหารเงินและทรัพยากรส่วนรวม ผู้มีอำนาจต้องสามารถอธิบายได้ว่ามีกระบวนการตัดสินใจอย่างไร เพราะเหตุใด และเกิดผลลัพธ์อะไรขึ้น รวมทั้งต้องมีกลไกช่วยให้สมาชิกสามารถตั้งคำถาม แสดงความคิดเห็น หรือร้องเรียนเกี่ยวกับการดำเนินงานได้อย่างปลอดภัย
เช่น เมื่อวิสาหกิจชุมชนนำเงินไปลงทุนแล้วขาดทุน คณะกรรมการควรรายงานว่าเกิดจากสาเหตุใด มีการตัดสินใจบนข้อมูลอะไร และจะปรับปรุงอย่างไร ไม่ใช่การรายงานเพียงว่า “โครงการไม่ประสบความสำเร็จ” หลักความรับผิดชอบจึงไม่ได้หมายความว่า ห้ามผิดพลาดแต่หมายถึงเมื่อเกิดปัญหาต้องสามารถชี้แจง เรียนรู้ และแก้ไขได้
หลักความคุ้มค่า คือ ใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อชุมชน เนื่องจากทรัพยากรของชุมชนมีจำกัด ไม่ว่าจะเป็นเงินทุน ที่ดิน แรงงานหรือทรัพยากรธรรมชาติ การตัดสินใจใช้งานทรัพยากรจึงควรพิจารณาทั้งต้นทุน ผลตอบแทน และประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นในระยะยาว ไม่ใช่เพียงใช้เงินให้หมดตามงบประมาณหรือเลือกโครงการที่เห็นผลเร็วที่สุด
เช่น หากชุมชนได้รับงบประมาณ 1 ล้านบาท การสร้างอาคารแห่งใหม่อาจไม่ใช่คำตอบเสมอไป หากมีอาคารเดิมที่สามารถปรับปรุงและนำมาใช้ได้ การนำเงินส่วนที่เหลือไปพัฒนาทักษะสมาชิกหรือซื้อเครื่องมือการผลิตที่อาจสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจได้มากกว่า
นอกจากนี้ “ความคุ้มค่า” ของเศรษฐกิจชุมชนไม่ควรวัดจากกำไรทางการเงินเพียงอย่างเดียว แต่ควรพิจารณาผลประโยชน์ทางสังคมและสิ่งแวดล้อมด้วย เช่น การสร้างงานในพื้นที่ การกระจายรายได้ไปสู่ครัวเรือนรายได้น้อย การรักษาทรัพยากรธรรมชาติ หรือการสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน
ดังนั้น การพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนด้วยหลักธรรมาภิบาลจึงไม่ได้มุ่งเพียงเพิ่มรายได้หรือประสิทธิภาพในการดำเนินงาน แต่ยังเป็นการสร้าง “ความไว้วางใจ” ระหว่างคนในชุมชน ผ่านระบบบริหารจัดการที่ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม สามารถตรวจสอบได้ และได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรม ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการป้องกันความขัดแย้งและลดโอกาสการเกิดคอร์รัปชันภายในองค์กรชุมชน เมื่อคนในพื้นที่มีความเชื่อมั่นและพร้อมร่วมมือกัน ก็จะช่วยให้สามารถบริหารทรัพยากรและขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่อง แม้จะไม่ได้รับการสนับสนุนจากภายนอกต่อไป ความเข้มแข็งของชุมชนจะทำให้เกิดความสามารถในการพึ่งพาตนเองได้ และกลายเป็นเกราะป้องกันทางสังคมที่ช่วยให้คนในชุมชนสามารถร่วมกันรับมือกับวิกฤตต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

