คอลัมน์ : มองมุมเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง

จากทุ่งนาบังกลาเทศสู่วิกฤตกรมการข้าวไทย บทเรียนราคาแพงจากการหลงทิศนโยบายการเกษตร
เมื่อพูดถึงความมั่นคงทางอาหารและความก้าวหน้าในการผลิตข้าว ชื่อของ “ประเทศบังกลาเทศ” ในวันนี้ได้กลายเป็นกรณีศึกษาที่ทรงพลังและน่าทึ่งที่สุดแห่งหนึ่งของโลก จากดินแดนที่เคยเผชิญวิกฤตความอดอยากหลังได้รับเอกราช บังกลาเทศ สามารถพลิกฟื้นสถานการณ์จนผลผลิตข้าวต่อไร่แซงหน้าประเทศไทยที่มีชื่อเสียงระดับโลกไปได้สำเร็จ
ในทางตรงกันข้าม ประเทศไทยในฐานะอดีตแชมป์ส่งออกข้าว กลับกำลังเผชิญกับความท้าทายเชิงโครงสร้างอย่างหนัก ไม่ใช่เพราะนักวิจัยไทยไร้ฝีมือ แต่เพราะทิศทางนโยบายรัฐบาลกำลังฉุดรั้งและทำลายศักยภาพของหน่วยงานหลักอย่าง “กรมการข้าว”ให้หลุดออกจากเส้นทางแห่งความยั่งยืน
1. ถอดรหัสความสำเร็จบังกลาเทศ: ชัยชนะของนโยบายระยะยาวและงานวิจัย
ความสำเร็จของบังกลาเทศไม่ได้เกิดขึ้นจากโชคช่วย แต่มาจากยุทธศาสตร์ที่เฉียบคมและต่อเนื่อง ประกอบด้วยปัจจัยสำคัญ ได้แก่:
l สถาบันวิจัยที่มุ่งเน้นเป้าหมาย (BRRI) : สถาบันวิจัยข้าวแห่งชาติบังกลาเทศมุ่งเน้นการพัฒนาพันธุ์ข้าวผลผลิตสูง (HYV) และพันธุ์ข้าวที่ปรับตัวได้ดีกับสภาพภูมิอากาศ (ทนเค็ม,ทนแล้ง, ทนน้ำท่วมฉับพลัน) มากกว่า 100 พันธุ์ จนเกิดเป็นพันธุ์เมกะที่ตอบโจทย์เกษตรกรอย่างแท้จริง
l ระบบการกระจายเมล็ดพันธุ์ที่ทรงประสิทธิภาพ: การบูรณาการร่วมกันระหว่างภาครัฐและเครือข่ายชุมชนในการส่งมอบ “เมล็ดพันธุ์บริสุทธิ์” ให้ถึงมือเกษตรกร ทำให้แปลงนาทั่วประเทศมีมาตรฐานสูง
l การบริหารจัดการน้ำและฤดูกาล:การยกระดับพื้นที่ชลประทานเพื่อรองรับการทำนาปรังด้วยพันธุ์ข้าวอายุสั้น ทำให้ผลผลิตรวมและผลผลิตต่อหน่วยพื้นที่ของบังกลาเทศขยับขึ้นมาอยู่แถวหน้าของโลก (เฉลี่ยภาพรวมราว 510-560 กิโลกรัมต่อไร่ สูงกว่าค่าเฉลี่ยภาพรวมของไทยที่ราว 420-480 กิโลกรัมต่อไร่)
2. ไทยกับศักยภาพนักวิจัยในเงา “กับดักนโยบาย”
ในอดีต กรมการข้าวของไทยเคยสร้างชื่อเสียงระดับโลกในการคิดค้นพันธุ์ข้าวคุณภาพสูง แต่ในปัจจุบัน นักวิจัยไทยยังคงมีความสามารถในการพัฒนาพันธุ์ข้าวใหม่ๆ ทั้งข้าวเจ้าพื้นนุ่ม ข้าวพรีเมียม และข้าวรักษ์โลก (Low-Carbon Rice) เพื่อตอบโจทย์ตลาดสากล
ทว่า เมื่อเทียบกับบังกลาเทศแล้ว ความสำเร็จของไทยถูกบั่นทอนด้วย 2 ปัจจัยใหญ่:

1. อัตราการใช้เมล็ดพันธุ์ดีที่ต่ำ: ชาวนาไทยจำนวนมากยังนิยมเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกซ้ำต่อเนื่อง ขาดระบบกระจายเมล็ดพันธุ์คุณภาพสูงที่เข้าถึงได้อย่างทั่วถึงเหมือนบังกลาเทศ
2. การถูกดึงรั้งด้วยภารกิจที่ไม่ใช่แก่นความเชี่ยวชาญ: แทนที่รัฐบาลจะทุ่มเทงบประมาณและอิสระให้กรมการข้าวทำวิจัยเชิงลึก รัฐกลับโยนภาระเชิงประชานิยมและงานบริหารจัดการที่ไร้ทิศทางมาให้
3. เมื่อรัฐบาลตั้งโจทย์ผิด: จากงานวิจัยสู่ “ภารกิจสิ้นคิด”
การที่รัฐบาลดึงเอากรมการข้าว ซึ่งเป็นหน่วยงานวิชาการระดับชาติ เข้าไปผูกติดกับนโยบายประชานิยมระยะสั้น เช่น การแจกเงินอุดหนุนลดต้นทุน หรือโครงการจัดซื้อรถแทรกเตอร์/รถเกี่ยวข้าวพลังงานไฟฟ้า (EV) มาบริหารจัดการเพื่อให้เกษตรกรใช้ฟรี ถือเป็นการ “ตั้งโจทย์และกำหนดทิศทางที่ผิดพลาดอย่างมหันต์” ด้วยเหตุผลดังนี้:
l ทำลายกลไกและระบบที่เอกชนทำได้ดีอยู่แล้ว: การให้บริการเครื่องจักรกลการเกษตรหรือการรับจ้างในท้องถิ่น เป็นกลไกที่ผู้ประกอบการ SMEs และชุมชนขับเคลื่อนกันเองตามกลไกตลาด การที่รัฐเอาเงินงบประมาณมหาศาลมาทำตัวเป็นผู้ให้บริการเสียเอง (ซึ่งมักล้มเหลวเรื่องการซ่อมบำรุงและการบริหารคิว) เท่ากับเป็นการบิดเบือนและทำลายระบบนิเวศทางเศรษฐกิจฐานราก
l ทำลายศักยภาพข้าราชการและนักวิจัย: การใช้ให้นักวิจัย นักปรับปรุงพันธุ์ข้าว หรือข้าราชการสายวิชาการ ต้องละทิ้งห้องแล็บและแปลงทดลอง มาทำหน้าที่เดินตรวจรายชื่อครัวเรือน จัดคิวแจกบริการรถไถ หรือตรวจและแจกเงินอุดหนุนไร่ละ 1,000 บาท เป็นการ “ลดทอนคุณค่าและศักยภาพสมองของประเทศอย่างน่าเสียดาย” เปรียบเสมือนการจ้างศาสตราจารย์ด้านนิวเคลียร์มาเฝ้าประตูโรงรถ เป็นการกระทำที่สะท้อนถึงการขาดวิสัยทัศน์อย่างรุนแรง
บทสรุป: ทางออกที่แท้จริงคืออะไร?
การพัฒนาภาคเกษตรกรรมและยกระดับชีวิตชาวนาอย่างยั่งยืน ไม่ได้เกิดจากการแจกเงินชั่วครั้งชั่วคราว หรือการจัดซื้อรถอีวีแจกฟรีที่ปลายทาง กลายเป็นซากเครื่องจักรไร้การดูแล แต่รัฐบาลต้องเรียนรู้จากบทเรียนความสำเร็จของบังกลาเทศและนานาชาติ นั่นคือ:
1. คืนภารกิจหลักให้กรมการข้าว: ให้งบประมาณ เสรีภาพ และทรัพยากรที่เพียงพอแก่การวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าวแห่งอนาคต (Climate-Resilient & Low-Carbon Rice)
2. หนุนเสริมระบบนิเวศ ไม่ใช่ทำลาย:ภาครัฐควรสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานระยะยาว (เช่น ระบบชลประทาน และศูนย์กระจายเมล็ดพันธุ์ชุมชนที่เข้มแข็ง) และปล่อยให้กลไกตลาดหรือเอกชนบริหารจัดการเรื่องเครื่องจักรกล
3. มองยาวไม่ใช่สุริยะมองสั้น: ยุติมาตรการประชานิยมที่ทำลายวินัยทางการเงินและบั่นทอนศักยภาพบุคลากรภาครัฐ หันมาสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรด้วย “นวัตกรรมและความรู้”อย่างแท้จริง
หากรัฐบาลยังคงเดินหน้าด้วยวิธีคิดแบบประชานิยมระยะสั้นที่ทำลายระบบโครงสร้างเดิม ประเทศไทยจะไม่เพียงแต่ถูกบังกลาเทศทิ้งห่างแต่เราจะสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลกอย่างถาวร
รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

