คอลัมน์ : คิดด้วยพลเมือง (See-Think-Cen')

Vous pouvez nous enlever nos corps, mais pas nos droits fondamentaux : เมื่อเกิดมาเป็นมนุษย์ สิทธิของเราก็ไม่ใช่สิ่งที่ผู้ใดจะพรากไปได้
ในช่วงสัปดาห์ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ประจำปี 2569 (2026 IMF–World Bank Group Annual Meetings) ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม พ.ศ. 2569 ขณะเดียวกัน อีกฟากหนึ่งของโลก โดยเฉพาะในประเทศฝรั่งเศส กลับเต็มไปด้วยบรรยากาศของการเดินขบวนประท้วงครั้งใหญ่ หนึ่งในเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม เมื่อมีรายงานว่าประชาชนกว่าครึ่งล้านคนออกมารวมตัวชุมนุม โดยผู้ชุมนุมบางส่วนได้ปีนขึ้นไปบนอนุสาวรีย์สาธารณรัฐ (la statue de la République) และแขวนป้ายสีเหลืองที่มีข้อความว่า “2026, la police mutile les lycéens” ซึ่งแปลว่า “ปี 2026 ตำรวจทำให้นักเรียนมัธยมพิการ”
ภาพดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงการใช้พื้นที่สาธารณะและสัญลักษณ์ทางการเมืองเพื่อแสดงออกถึงความไม่พอใจต่อการใช้อำนาจของรัฐ โดยเฉพาะข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการใช้ความรุนแรงของเจ้าหน้าที่ตำรวจต่อผู้ชุมนุมและเยาวชน อย่างไรก็ตาม หากติดตามข่าวสารเฉพาะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันที่ 17 ตุลาคม หลายคนอาจเข้าใจว่าความรุนแรงเริ่มต้นจากฝ่ายผู้ชุมนุม แต่หากย้อนกลับไปพิจารณาจุดเริ่มต้นและพัฒนาการของการประท้วง จะพบว่าการเคลื่อนไหวดังกล่าวมีจุดเริ่มต้นจากการรวมตัวของกลุ่มครูและนักเรียน ซึ่งในระยะแรกเป็นการแสดงออกอย่างสันติและไม่ได้มีลักษณะของการใช้ความรุนแรง
การชุมนุมเริ่มต้นจากนักเรียนโรงเรียนมัธยม Saint-Exupéry และนักศึกษาในเขตชานเมืองของกรุงปารีส ซึ่งออกมาคัดค้านปัญหาการขาดแคลนครู สภาพโรงเรียนที่เสื่อมโทรม และคุณภาพการศึกษาที่ตกต่ำมาอย่างยาวนาน โดยเริ่มประท้วงเมื่อวันที่ 17 กันยายน ก่อนที่การเคลื่อนไหวดังกล่าวจะจุดประกายให้ครู นักเรียน และนักศึกษาจากหลายพื้นที่เข้าร่วม จนมีผู้เข้าร่วมชุมนุมเป็นจำนวนมาก ต่อมาในวันที่
5 ตุลาคม เกิดเหตุการณ์ปราบปรามการชุมนุม โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจใช้ระเบิดแสง (EF-SON) เพื่อควบคุมสถานการณ์จลาจล ขณะที่ผู้ประท้วงบางส่วนจุดไฟเผาอาคารเรียนส่งผลให้เด็กชายอายุ 15 ปีรายหนึ่งได้รับบาดเจ็บจนมือขาดหรือพิการ
การชุมนุมดังกล่าวได้จุดประกายให้หลายภาคส่วนเข้าร่วมการประท้วง ทั้งกลุ่มแรงงาน ผู้สูงอายุ และเกษตรกร ส่งผลให้ในวันที่ 17 ตุลาคม มีผู้เข้าร่วมชุมนุมกว่า 550,000 คนทั่วประเทศ และประมาณ 110,000 คนในกรุงปารีส นอกจากนี้ ประเด็นการเรียกร้องยังขยายจากการยกระดับคุณภาพการศึกษาไปสู่การเรียกร้องให้รัฐแก้ไขปัญหาค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น ปฏิรูประบบเงินบำนาญ รับมือกับภาวะเงินเฟ้อ ตลอดจนแก้ไขปัญหาคุณภาพบริการสาธารณะที่ถดถอย
สำหรับผู้เขียน การประท้วงดังกล่าว แม้จะมีการใช้ความรุนแรงทั้งจากภาครัฐในการปราบปราม และจากผู้ไม่ประสงค์ดีที่อาศัยบรรยากาศการประท้วงในการทำลายทรัพย์สินและก่ออาชญากรรมต่อผู้เข้าร่วมชุมนุมและตำรวจ ทั้งการปล้นร้านค้าและทำลายสถานที่ราชการ แต่หากมองย้อนกลับไปถึงจุดเริ่มต้นของการประท้วง สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงรากเหง้าของการเป็นสาธารณรัฐอย่างแท้จริง
รากเหง้าหรือรากฐานของการสถาปนาสาธารณรัฐฝรั่งเศสอย่าง Liberté, Egalité, Fraternité หรือเสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ สะท้อนออกมาในการประท้วงของชาวฝรั่งเศสทุกครั้ง เนื่องจากการประท้วงเป็นหนึ่งในสิทธิที่ประชาชนพึงมี นั่นคือ สิทธิในการประท้วง หรือเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ ซึ่งเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานและเป็นองค์ประกอบสำคัญของระบอบประชาธิปไตย ทุกการเรียกร้องหรือการชุมนุมเปรียบเสมือนเครื่องมือลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม (Social equalizer) เป็นการเรียกร้องให้เกิดความเท่าเทียมและเสมอภาค เพื่อลดช่องว่างระหว่างคนในกลุ่มต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเรียกร้องให้ได้รับการศึกษาอย่างเท่าเทียม หรือการได้รับโอกาสทางสังคม โอกาสทางอาชีพ
การเรียกร้องในประเด็นด้านการศึกษาจากการชุมนุมครั้งล่าสุดสะท้อนให้เห็นถึงการตระหนักรู้ในสิทธิของตนเองในฐานะพลเมือง แม้การตระหนักรู้นี้จะเริ่มต้นจากกลุ่มนักเรียน ซึ่งเห็นได้จากปัญหาการขาดแคลนอุปกรณ์การศึกษาที่มีคุณภาพ หรือการรับรู้ถึงการขาดแคลนบุคลากรทางการศึกษา โดยนักเรียนผู้ชุมนุมรายหนึ่งได้ให้สัมภาษณ์ว่า โรงเรียนของเขาขาดครูสอนวิชาฟิสิกส์เป็นเวลาหนึ่งปี ทำให้เขาตระหนักว่ารัฐกำลังลดทอนสิทธิในการเข้าถึงการศึกษาที่เท่าเทียมของพวกเขา และสิ่งที่รัฐกำลังกระทำอยู่นั้นกำลังบั่นทอนสิทธิดังกล่าว การตระหนักรู้ถึงสิทธิเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าชาวฝรั่งเศสยังคงยึดมั่นในวลี Liberté, Egalité, Fraternité มาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่การก่อตั้งสาธารณรัฐ
จากเหตุการณ์การชุมนุมดังกล่าว ทำให้ผู้เขียนกลับมาสะท้อนถึงสถานการณ์ของประเทศไทยว่า พลเมืองไทยมีความตระหนักรู้ถึงสิทธิของตนเองมากน้อยเพียงใด ไม่ว่าจะเป็นสิทธิในการได้รับการศึกษาอย่างเสมอภาค หรือแม้กระทั่งสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร (Right to Know) พลเมืองไทยเข้าใจถึงสิทธิที่ตนเองมีอยู่เหล่านี้มากน้อยเพียงใด
สิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารไม่ได้หมายถึงเพียงการรับรู้ข่าวสารหรือการเข้าถึงสื่ออย่างเสรีเท่านั้น แต่ยังหมายถึงสิทธิของประชาชนในการเข้าถึงข้อมูลภาครัฐ เพื่อให้สามารถตรวจสอบการทำงานของภาครัฐได้อย่างเต็มที่ หากประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลภาครัฐเหล่านี้ได้ ก็จะสามารถตรวจสอบการทำงานของรัฐว่าตอบสนองต่อสิทธิด้านอื่นๆ ของตนเองได้หรือไม่ และสามารถเรียกร้องได้เช่นเดียวกัน หากรัฐไม่สามารถตอบสนองต่อสิ่งที่ประชาชนพึงได้รับ
สำหรับผู้เขียน ภาครัฐไทยเองได้พยายามสร้างเครื่องมือเพื่อตอบสนองต่อสิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชนในหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐเพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบและตั้งคำถามต่อการทำงานของรัฐ ซึ่งอาจเห็นได้จากหน่วยงานภาครัฐที่สำคัญอย่างกรุงเทพมหานคร ที่ได้จัดทำเว็บไซต์รวบรวมข้อมูลและความคืบหน้าของนโยบายต่างๆ เพื่อเปิดเผยการทำงานอย่างโปร่งใส ผ่านเว็บไซต์ https://openpolicy.bangkok.go.th/ ซึ่งช่วยให้ประชาชนสามารถตรวจสอบการทำงานของหน่วยงานอย่างกรุงเทพมหานครได้ อีกทั้งยังช่วยให้หน่วยงานบริหารงบประมาณได้อย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่ากับเงินภาษีของประชาชน นี่ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่หน่วยงานภาครัฐตระหนักถึงความสำคัญของการเปิดเผยข้อมูลและการจัดเตรียมข้อมูลภาครัฐเพื่อตอบสนองต่อสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของประชาชนแม้จะเป็นการเปิดเผยข้อมูลเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ ก็ตาม
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลภาครัฐด้านอื่นๆ ก็มีการเปิดเผยผ่านบางหน่วยงานแล้วเช่นกัน เช่น เว็บไซต์ https://govspending.data.go.th/home ซึ่งเป็นระบบข้อมูลการใช้จ่ายภาครัฐ (Thailand Government Spending) ที่พัฒนาโดยสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) หรือ DGA เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ว่า งบประมาณแผ่นดินและเงินภาษีถูกนำไปใช้ในส่วนใดบ้างอย่างโปร่งใส
ท้ายที่สุด ผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าประชาชนจะตระหนักถึงสิทธิของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลหรือการเข้าถึงบริการสาธารณะอย่างเท่าเทียม และเมื่อตระหนักถึงสิทธิเหล่านั้นแล้ว ในฐานะพลเมือง ประชาชนไม่ควรนิ่งเฉยต่อความผิดปกติหรือความไม่เท่าเทียมในรูปแบบใดก็ตาม แต่สามารถแสดงออกถึงความไม่พอใจและส่งเรื่องร้องเรียนไปยังภาครัฐได้
ผู้เขียนเชื่อเสมอว่า หากรัฐรับฟังเสียงของประชาชนและดำเนินการเปลี่ยนแปลงแก้ไขอย่างเหมาะสม ประชาชนอาจไม่จำเป็นต้องออกมาบนท้องถนนเพื่อประท้วง อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนไม่ได้มองว่าการประท้วงเป็นสิ่งที่ไม่ควรกระทำ เพราะการประท้วงเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานตามที่กล่าวไว้ข้างต้น หากรัฐไม่สามารถตอบสนองต่อข้อเรียกร้องของประชาชนได้ การประท้วงย่อมเป็นสิ่งที่สามารถทำได้เมื่อความอดทนของพลเมืองสิ้นสุดลง ดังนั้น รัฐจึงจำเป็นต้องประสานและจัดการกับความขัดแย้ง รวมถึงตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนให้ได้
ศรันย์ชนก ลิมวิสิฐธนกร
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

