คอลัมน์ : กวนน้ำให้ใส

โครงการโซลาร์ภาคประชาชน ความคุ้มของครัวเรือน และความคุ้มของประเทศชาติ?
โครงการโซลาร์ภาคประชาชน ผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้ว
ล่าสุด เริ่มเปิดรับลงทะเบียนทันที
1. สิทธิประโยชน์และมาตรการสนับสนุน
รัฐสนับสนุนค่าติดตั้ง 50,000 บาทต่อครัวเรือน โดยจำกัดโควตาไว้ที่ 1 ล้านสิทธิ์ ทั่วประเทศ (เงินอุดหนุนส่วนนี้ภาครัฐจะโอนจ่ายให้ผู้ประกอบการติดตั้งโดยตรงหลังผ่านการตรวจสอบระบบ)
รัฐชูโมเดลผ่อนผ่านค่าไฟ (ไม่ต้องควักเงินก้อน) สำหรับผู้ที่ไม่มีเงินก้อน รัฐบาลได้ดึงสถาบันการเงินของรัฐ (ธนาคารออมสิน, ธอส. และ ธ.ก.ส.) มาปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำพิเศษ 2.5% นาน 7 ปี โดยสามารถใช้รายได้จากการขายไฟส่วนเกินกลับคืนสู่ระบบมาหักลบเพื่อชำระหนี้คืนธนาคารได้โดยอัตโนมัติ
สิทธิลดหย่อนภาษีเพิ่มเติม: สำหรับครอบครัวที่มีเงินทุนและไม่ประสงค์ใช้เงินกู้/เงินอุดหนุน สามารถนำค่าใช้จ่ายในการติดตั้งไปหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้สูงสุดถึง 200,000 บาท
อัตรารับซื้อไฟฟ้าส่วนเกิน อยู่ที่ 2.20 บาทต่อหน่วย ภายใต้ระบบ Net Billing
กำลังผลิตที่รับซื้อ ไม่เกิน 5 กิโลวัตต์ (kW) ต่อมิเตอร์
ระยะเวลารับซื้อ ผูกพันตามสัญญาระยะยาว 20 ปี
ผู้ที่เข้าโครงการนี้ การไฟฟ้าฯ จะดำเนินการเปลี่ยนมิเตอร์จานหมุนแบบเดิมให้เป็นมิเตอร์อัจฉริยะ (Smart Meter) เพื่อรองรับการวัดกระแสไฟแบบสองทิศทางให้โดยอัตโนมัติ
การให้บริการแบบเบ็ดเสร็จจุดเดียว (One Stop Service) ผ่านระบบออนไลน์ของการไฟฟ้าแต่ละภูมิภาค
พื้นที่กรุงเทพฯ, นนทบุรี, สมุทรปราการ สมัครผ่านระบบออนไลน์ของ การไฟฟ้านครหลวง (MEA)
พื้นที่จังหวัดอื่นๆ ทั่วประเทศ สมัครผ่านระบบ PPIM ของ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA)

2. โครงการนี้ แม้หลักการจะเป็นแนวทางที่ดี เป็นก้าวสำคัญสู่พลังงานสะอาดที่ประชาชนมีส่วนร่วมและได้รับประโยชน์โดยตรงจากการลดค่าไฟและการขายไฟส่วนเกิน
แต่ “ไม่ใช่ทุกครัวเรือนที่ติดตั้งแล้วจะคุ้มค่าเสมอไป”
และ “ของฟรีไม่มีในโลก”
ผู้จะเข้าร่วมโครงการ ต้องพิจารณา เช่น พฤติกรรมการใช้ไฟฟ้า(ถ้ากลางวันใช้ไฟฟ้าเยอะจะคุ้ม)
อย่าลืมว่า โครงการรับซื้อไฟคืนในราคา 2.20 บาท/หน่วย แต่ครัวเรือนยังต้องซื้อไฟจากการไฟฟ้าในราคา 3 บาท/หน่วยขึ้นไป ดังนั้นวิธีที่คุ้มที่สุดคือการผลิตไฟใช้เองเพื่อทดแทนการซื้อ ไม่ใช่ผลิตเพื่อขายทั้งหมด เพราะจะกลายเป็นการขายถูกแล้วซื้อแพงกว่า
กฟน.แนะนำวิธีพิจารณาเบื้องต้น
วิธีคำนวณการใช้ไฟฟ้าเบื้องต้นสำหรับการติดตั้งโซลาร์เซลล์ 3 ขั้นตอน
ขั้นตอนที่ 1 ตรวจสอบบิลค่าไฟย้อนหลัง 3-6 เดือน หรือหากเป็นไปได้ก็ดูย้อนหลังทั้งปี
นำมาดูค่าที่สำคัญ คือ ค่าไฟที่ต้องจ่ายในแต่ละเดือน และจำนวนหน่วยไฟฟ้าที่ใช้ในแต่ละเดือน เพื่อดูเรื่องของความคุ้มค่า และขนาดของโซลาร์เซลล์ที่เหมาะสม
ขั้นตอนที่ 2 ประมาณการถึงการใช้ไฟฟ้าในช่วงกลางวัน
ปกติ พลังงานจากโซลาร์เซลล์จะถูกผลิตมากที่สุดในช่วงเวลา (ประมาณ 08.00-17.00 น.) เราจึงต้องประมาณการว่า การใช้ไฟฟ้าของเราในช่วงนี้คิดเป็นสัดส่วนเท่าไรของค่าไฟทั้งหมด โดยเฉลี่ยแล้วบ้านทั่วไปจะใช้ไฟฟ้าช่วงกลางวันประมาณ 30-50% ของการใช้ไฟฟ้าทั้งหมด แต่หากบ้านของคุณมีการใช้เครื่องปรับอากาศ หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆ ในช่วงกลางวันเป็นประจำ สัดส่วนนี้ก็อาจสูงขึ้นได้

ตัวอย่างการคำนวณแบบประมาณการ
สมมุติว่าค่าไฟต่ำสุดในรอบ 6 เดือน คือ 6,000 บาท
หากการใช้ไฟฟ้าช่วงกลางวันอยู่ที่ 30% ค่าไฟจะอยู่ที่ 1,800 บาท
หากการใช้ไฟฟ้าช่วงกลางวันอยู่ที่ 50% ค่าไฟจะอยู่ที่ 3,000 บาท
อีกวิธีหนึ่งที่จะทำให้รู้ว่าในตอนกลางวันว่าใช้ไฟเท่าไร คือ การจดมิเตอร์ 2 ช่วงเวลา คือเช้า 06.00 น. ไปจนถึงเวลา 18.00 น. จากนั้นนำค่ามาลบกัน ก็จะได้ค่าเฉลี่ยการใช้ไฟฟ้าในช่วงเวลากลางวันในแต่ละวัน
ตัวอย่างการคำนวณ โดยการจดมิเตอร์ช่วงกลางวัน
ให้นำค่าเฉลี่ยของไฟที่ใช้ในช่วงกลางวัน เปรียบเทียบกับปริมาณไฟฟ้าที่ผลิตได้ในแต่ละวันของโซลาร์เซลล์ในแต่ละแบบ เพื่อที่จะติดตั้งได้คุ้มทุนมากที่สุด
ขั้นตอนที่ 3 การหาจุดคุ้มทุน
หากค่าติดตั้งทั้งหมดอยู่ที่ประมาณ 120,000 บาท ใน 1 ปี จะสามารถประหยัดค่าไฟที่ 1,800 x 12 = 21,600 บาท
ระยะเวลาที่คุ้มทุนจะเท่ากับ 120,000 / 21,600 = 5.56 ปี
หมายเหตุ เป็นการคำนวณคร่าวๆ ไม่รวมค่าเสื่อมสภาพและซ่อมบำรุง
3. หากมีผู้ยื่นใช้สิทธิไม่ครบ 1 ล้านครัวเรือน ภายในเวลากำหนด มีทางเลือกจะทำอย่างไร?

พระปัญญาวชิรโมลี นพพร หรือ เจ้าคุณโซลาร์เซลล์ ตั้งคำถามกับความคุ้มค่าของโครงการมาตั้งแต่แรก
อย่างไรก็ตามท่านได้นำเสนอตัวเลขที่น่าสนใจ เกี่ยวกับการลงทุนติดตั้งโซลาร์เซลล์ให้หน่วยงานรัฐที่ใช้ไฟฟ้าตอนกลางวันเยอะๆ บางส่วน ระบุว่า
“...ถ้านำเงินไปลงทุนให้โรงพยาบาลและหน่วยงานราชการ จะใช้เงินเท่าไร?
อาตมาลองคำนวณทางเลือกหนึ่ง โดยนำโซลาร์เซลล์ไปติดตั้งในหน่วยงานราชการ 4 ประเภท ได้แก่
1. โรงพยาบาลของรัฐ ประมาณ 1,035 แห่ง ติดตั้งแห่งละ 200 กิโลวัตต์ ใช้งบประมาณ 4,140 ล้านบาท
2. ศาลากลางจังหวัด 76 แห่ง ติดตั้งแห่งละ 200 กิโลวัตต์ ใช้งบประมาณ 304 ล้านบาท
3. ที่ว่าการอำเภอ 878 แห่ง ติดตั้งแห่งละ 100 กิโลวัตต์ ใช้งบประมาณ 1,756 ล้านบาท
4. สถานีตำรวจ ประมาณ 1,484 แห่ง ติดตั้งแห่งละ 100 กิโลวัตต์ ใช้งบประมาณ 2,968 ล้านบาท
รวมหน่วยงานราชการประมาณ 3,473 แห่ง
กำลังติดตั้งรวม 458.4 เมกะวัตต์
ใช้งบประมาณ ประมาณ 9,168 ล้านบาท
ตัวเลขนี้คำนวณจากต้นทุนติดตั้งสมมุติ 20,000 บาทต่อกิโลวัตต์ โดยเป็นการประมาณการเบื้องต้น ไม่ใช่ผลสำรวจอาคารจริง
บางแห่งอาจใช้ไฟฟ้าไม่มากพอ มีพื้นที่ติดตั้งไม่เหมาะสม หรือมีระบบโซลาร์เซลล์อยู่แล้วจึงต้องสำรวจและปรับขนาดให้เหมาะสมก่อนลงทุน
แต่ตัวเลขดังกล่าวทำให้เห็นว่า หากรัฐบาลจัดสรรเงินประมาณ 9,168 ล้านบาท หรือเพียง 18.34% ของวงเงินอุดหนุนโซลาร์ครัวเรือน 50,000 ล้านบาท ก็อาจเริ่มพัฒนาโครงการพลังงานสะอาดในหน่วยงานราชการจำนวนมากได้
อย่างไรก็ตาม โครงการภาครัฐตามแบบจำลองนี้มีกำลังติดตั้งน้อยกว่าโครงการครัวเรือน จึงไม่ใช่การเปรียบเทียบผลผลิตไฟฟ้าจากโครงการที่มีขนาดเท่ากัน แต่เป็นการแสดงให้เห็นทางเลือกในการจัดสรรงบประมาณ
...
เงินลงทุน 9,168 ล้านบาท ให้ผลตอบแทนอย่างไร?
ใช้สมมุติฐานแสงแดดเฉลี่ย 4.5 ชั่วโมงต่อวัน ประสิทธิภาพระบบสุทธิ 80% และค่าไฟเฉลี่ย 3.89 บาทต่อหน่วย
ระบบโซลาร์เซลล์รวม 458.4 เมกะวัตต์ จะผลิตไฟฟ้าได้ประมาณ 602 ล้านหน่วยต่อปี
หากหน่วยงานสามารถใช้ไฟฟ้าที่ผลิตได้เองทั้งหมด จะมีมูลค่าค่าไฟที่ลดลงประมาณ 2,343 ล้านบาทต่อปี
หรือคิดเป็นระยะเวลาคืนทุนอย่างง่ายประมาณ 3.9 ปี ก่อนหักค่าใช้จ่ายอื่น
นอกจากนี้ ยังมีศักยภาพลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณ 286,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี เมื่อใช้ค่าการปล่อยจากไฟฟ้า 0.475 กิโลกรัมต่อหน่วย
หากคำนวณตลอดอายุโครงการ 25–30 ปี โดยสมมุติผลผลิตไฟฟ้า ค่าไฟ และค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกคงที่ จะมีมูลค่าค่าไฟที่หลีกเลี่ยงได้ประมาณ 58,600–70,300 ล้านบาท
ตัวเลขดังกล่าวเป็นมูลค่าเบื้องต้นก่อนหักการเสื่อมสภาพของแผง ค่าบำรุงรักษาค่าเปลี่ยนอุปกรณ์ ดอกเบี้ย และต้นทุนอื่น จึงไม่ใช่กำไรสุทธิของโครงการ
อย่างไรก็ตาม ประโยชน์ที่สำคัญไม่ได้มีเพียงตัวเลขค่าไฟ แต่ยังอยู่ที่โอกาสในการลดรายจ่ายประจำของหน่วยงานรัฐตลอดระยะเวลาหลายสิบปี
....
ความคุ้มค่าของเงินสาธารณะ ไม่ควรวัดเพียงค่าไฟที่ประหยัดได้
ลองพิจารณาว่า หากโรงพยาบาลของรัฐประหยัดค่าไฟได้ปีละหลายแสนหรือหลายล้านบาท และรัฐบาลกำหนดให้เงินที่ประหยัดได้กลับไปพัฒนาบริการของโรงพยาบาล
เงินจำนวนนี้อาจนำไปซื้อยา เวชภัณฑ์ ซ่อมแซมเครื่องมือแพทย์ หรือพัฒนาคุณภาพการรักษาพยาบาล
ผู้ได้รับประโยชน์จึงไม่ได้มีเพียงเจ้าของอาคาร แต่เป็นประชาชนที่เข้ารับบริการโรงพยาบาล
หากศาลากลาง ที่ว่าการอำเภอ และสถานีตำรวจสามารถลดรายจ่ายด้านพลังงานได้ก็มีโอกาสนำทรัพยากรไปพัฒนาการบริการประชาชนเช่นเดียวกัน
แต่ต้องมีระบบบริหารจัดการที่ชัดเจนว่าเงินที่ประหยัดได้จะกลับคืนสู่การบริการประชาชนจริง ไม่ใช่เพียงตัวเลขลดค่าใช้จ่ายในบัญชีราชการ
นี่คือความแตกต่างที่ควรพิจารณา
โซลาร์ครัวเรือนช่วยลดรายจ่ายของผู้ได้รับสิทธิ ส่วนโซลาร์หน่วยงานรัฐมีโอกาสลดรายจ่ายของบริการสาธารณะที่ประชาชนจำนวนมากใช้ร่วมกัน
ทั้งสองแนวทางมีประโยชน์ แต่ลักษณะการกระจายประโยชน์ไม่เหมือนกัน...”
นับเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าพิจารณาเช่นกัน
สารส้ม
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

