คอลัมน์ : คิด เขียน คุย

คุกรออยู่‘ไอซ์-รักชนก’
กรณีเฟคนิวส์ข่าวปล่อยเพื่อทำลายนายอนุทิน ชาญวีรกูล เรื่อง“สลิปปลอมค่าน้ำชา 7 ล้าน” ดูจะไม่จบกันง่ายๆ เสียแล้ว เพราะเรื่องนี้ใหญ่มาก และหนักหนาสาหัสที่สุด ก็คือ “ไอซ์-รักชนก ศรีนอก”สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ที่แชร์โพสต์ไปเผยแพร่ข่าวต่อในวงกว้างโดยไม่มีการตรวจสอบ
ที่ว่ากรณีนี้ใหญ่ เนื่องจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรีนั้น เป็นผู้นำประเทศ เป็นเบอร์หนึ่งของฝ่ายบริหาร อีกทั้งยังดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นกระทรวงที่มีหน้าที่บำบัดทุกข์บำรุงสุขให้แก่ประชาชน และเกี่ยวข้องกับประชาชนตั้งแต่เกิดจนตาย
ด้วยเหตุนี้ ล่าสุดจึงมีข่าวปรากฏว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้สงวนสิทธิ์ที่จะฟ้องร้องดำเนินคดีทั้งแอดมินเพจเฟซบุ๊ก“Godd Dam”ต้นทางที่ปล่อยข่าวนี้ และรวมทั้ง“ไอซ์-รักชนก ศรีนอก” ที่กระโดด“งับข่าวปลอม”ไปแชร์เผยแพร่ต่อเป็น“ไวรัล”ก่อนใครเพื่อน
“ไอซ์-รักชนก” ถ้าจะว่าไปแล้วไม่ใช่ประชาชนคนธรรมดาทั่วไป ดังที่นายศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์นักวิชาการอิสระ ให้ความเห็นผ่านรายการ“ถกไม่เถียง”ทางช่อง“one31” เมื่อวันที่ 26 ตุลาคมที่ผ่านมาเกี่ยวกับกรณี“สลิปปลอมค่าน้ำชา 7 ล้าน”ว่า ในระบอบประชาธิปไตยปกติแล้วประชาชนตั้งคำถามกับนายกรัฐมนตรีได้ และการแชร์ข่าวปลอมของ“ไอซ์-รักชนก” คือการตั้งคำถามในฐานะประชาชนคนหนึ่ง และได้ออกตัวแทน“ไอซ์-รักชนก”ว่า“เพียงแต่เจ้าตัวอาจจะลืมตรวจสอบข้อมูลให้ละเอียด เนื่องจากฝ่ายรัฐบาลและธนาคารยังไม่ออกมาชี้แจง และรัฐบาลไม่ควรนำเรื่องนี้ไปฟ้องร้องผู้ที่แชร์ข่าวในช่วงสุญญากาศ”
การแสดงความเห็นดังกล่าวของนายศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ ซึ่งนอกจากจะเป็นนักวิชาการอิสระ ก็ยังเป็นพิธีกร เป็นนักวิเคราะห์การเมืองที่มีบทบาทสูงในฐานะสื่อออนไลน์ และอินฟลูเอนเซอร์ด้านการเมือง เหมือนกับเป็นการปกป้องพวกเดียวกันเอง
เพราะโดยสถานภาพของ“ไอซ์-รักชนก”นั้น ไม่ใช่ประชาชนพลเมืองธรรมดา แต่เป็นผู้แทนของปวงชน
ชาวไทยในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือ“สส.” ที่จะต้องมีวุฒิภาวะและวิจารณญาณในระดับที่สูงกว่าประชาชนทั่วไป เนื่องจากเป็นผู้มีหน้าที่ในการบัญญัติกฎหมายออกมาบังคับใช้แก่ประชาชน
สำคัญที่สุด ก็คือ “ไอซ์-รักชนก” เป็น สส. และเป็น สส.ฝ่ายค้านซึ่งมีหน้าที่ในการตรวจสอบฝ่ายบริหารโดยตรงอยู่แล้ว หากพิจารณาเห็นว่าเรื่องนี้ไม่ชอบมาพากล ก็ย่อมนำไปตรวจสอบตามกระบวนการในสภาผู้แทนราษฏรได้ ไม่ใช่รีบแชร์ข่าวโดยไม่ผ่านการตรวจสอบ มิหนำซ้ำยังมีการเขียนบรรยายในโพสต์“สลิปปลอมค่าน้ำชา 7 ล้าน”ว่า “อยู่ๆ ก็มีเรื่องราวให้นอนไม่หลับ”
คำว่า “อยู่ๆ ก็มี เรื่องราวให้นอนไม่หลับ” ไม่ต้องแปลความให้ซับซ้อน เพราะโดยปกติวิสัยของ“ไอซ์-รักชนก”นั้น เวลาตอบโต้หรือวิพากษ์วิจารณ์ฝ่ายตรงข้าม มักจะใช้ถ้อยคำที่“ดุดัน-เผ็ดร้อน-เสียดสี”กระทบกระแทกแดกดันด้วยความเชื่อมั่นว่าตนเองถูกต้องเสมอ เมื่อ“ไอซ์-รักชนก”แชร์“ข่าวปลอม”จากเพจเฟซบุ๊ก“Godd Dam”เผยแพร่ต่อทันทีทันใด มีผลทำให้ผู้ติดตามเพจเฟซบุ๊กของ“ไอซ์-รักชนก”หลายหมื่นคนจากจำนวนทั้งหมดกว่า 2 ล้านคน พลอย“ตาลุกหูตั้ง”นอนไม่หลับและเชื่อข่าวนี้ตามไปด้วย
อีกทั้งต้องหมายเหตุไว้ด้วยว่า นอกจาก“ไอซ์-รักชนก” วัย 33 ปีผู้นี้ จะไม่ใช่ประชาชนเหมือนประชาชนพลเมืองไทยทั่วไป เพราะนอกจากเธอจะเป็น สส.และเป็น สส.ฝ่ายค้านแล้ว ทุกวันนี้“ไอซ์-รักชนก” ก็ยังมีตำแหน่งเป็นประธานคณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร
บทบาทและหน้าที่ของ“ไอซ์-รักชนก” ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการฯชุดนี้ สำคัญยิ่งกว่าการเป็น สส.หรือเป็น สส.ฝ่ายค้าน เพราะกรรมาธิการฯคณะนี้มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาสอบหาข้อเท็จจริงที่
เกี่ยวกับนโยบายของรัฐบาลในด้านงบประมาณ ตลอดจนการติดตามและประเมินผล“การรับ-การจ่าย”เงินงบประมาณประจำปีของส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ และรัฐวิสาหกิจ เรียกว่าถืออำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติในการควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลโดยตรง และเป็นรูปธรรมที่สุด
จึงทำให้เกิดคำถามว่า “ไอซ์-รักชนก” เป็นถึงประธานคณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร ทำไม่ถึงไม่ตรวจสอบข้อมูลให้ละเอียดและถูกต้องแน่ชัด ก่อนที่จะรีบแชร์ข่าวปลอม“สินบนค่าน้ำชา 7 ล้าน”เผยแพร่กระจายออกไปจนเป็น“ไวรัล”
กรณีนี้“พรรคส้ม”ที่เก่งและปากและถนัดในการสร้างภาพตรวจสอบฝ่ายตรงข้ามใบ้รับประทานไปตามๆ กันไม่ว่าจะเป็น“เท้ง-ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หรือ “โรม-รังสิมันต์ โรม” และ“ไอติม-พริษฐ์ วัชรสินธุ” ทั้งที่ “สส.ไอซ์-รักชนก”เข้าข่ายว่ากระทำผิดกฎหมาย
ผิดอย่างไรนั้น “เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ” นักร้องเสือปืนไว ได้ส่งหนังสือร้อง ป.ป.ช.เรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 27 ตุลาคมวานนี้ ให้ดำเนินการตรวจสอบนางสาวรักชนก ศรีนอก ในฐานะ สส.พรรคประชาชน ว่าอาจเข้าข่ายเป็นการกระทำความผิดฐาน“เผยแพร่หรือส่งต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์” ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (5) และรวมทั้งอาจเข้าข่ายมีพฤติการณ์ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ข้อ 15 และข้อ 17 ประกอบข้อ 27 วรรคสอง ซึ่งอยู่ในหน้าที่และอำนาจการตรวจสอบของ ป.ป.ช.
ข้อ 15 บัญญัติว่า“ให้ข้อมูลข่าวสารตามข้อเท็จจริงแก่ประชาชนหรือสื่อมวลชนอันอยู่ในความรับผิดชอบของตน ถูกต้องครบถ้วนและไม่บิดเบือน”, ข้อ 17“ไม่กระทำการใดที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่ง” และข้อ 27 วรรคสอง เป็นบทบัญญัติในหมวดการบังคับกรณีไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมฯ สำหรับยื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช. เพื่อส่งต่อให้ศาลฎีกาวินิจฉัยถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองออกจากตำแหน่ง
ทั้งหมดนี้คือชะตากรรมทางการเมืองของ“ไอซ์-รักชนก”ที่เจ้าตัวเป็นผู้ก่อเองในฐานะ สส. และยังมีชะตากรรม“คดี 112”เมื่อครั้งเป็น“ม็อบสามนิ้ว”รออยู่ข้างหน้าอีก ซึ่งศาลชั้นต้นได้พิพากษาตัดสินไปแล้วเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2566 จากความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และความผิดตาม
พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ลงโทษจำคุกรวม 6 ปี โดยไม่รอลงอาญา ขณะนี้คดียังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์
คุกสถานเดียว“ไอซ์-รักชนก” !
รุ่งเรือง ปรีชากุล
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

