คอลัมน์ : มองมุมเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง

พลวัต ‘เจ้าสัว’ ถึง ‘นอมินี’ การเปลี่ยนแปลงของคนจีนในสังคมไทย
วาทกรรมเรื่อง “เสื่อผืนหมอนใบ” เป็นภาพจำที่ฝังรากในสังคมไทยมาอย่างยาวนาน เพื่ออธิบายความสำเร็จของชาวจีนโพ้นทะเล อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาอย่างถี่ถ้วนผ่านเลนส์ทางเศรษฐศาสตร์และสังคมศาสตร์ จะพบว่า “ความขยัน” เป็นเพียงฟันเฟืองหนึ่งในโครงสร้างที่ซับซ้อนกว่านั้น และเมื่อบริบทของโลกเปลี่ยนไปภาพลักษณ์และวิธีการของ “คนจีน” ที่เข้ามาในปัจจุบันจึงแตกต่างจากอดีตอย่างสิ้นเชิง
1.กับดักความขยัน : ความจริงหรือตัวคัดกรองทางสถิติ?
คำถามที่ว่า “คนจีนขยันกว่าคนไทยหรือไม่” อาจไม่ใช่คำถามที่ถูกต้องนัก เพราะในทุกเชื้อชาติย่อมมีทั้งคนขยันและคนขี้เกียจปะปนกัน แต่คนจีนที่เดินทางมาไทยในอดีตไม่ใช่คนจีนทั่วไป แต่คือกลุ่มคนที่คัดเลือกตัวเองมาแล้ว (“Self-Selected Group”)
● ผู้กล้าที่รับความเสี่ยง : การตัดสินใจลงเรือข้ามมหาสมุทร ใช้สถานเดินทางที่ยาวนาน ในยุคที่เทคโนโลยียังล้าหลัง ต้องใช้ความกล้าหาญและความทะเยอทะยานสูงกว่าคนทั่วไป
● สภาวะบีบคั้น (Survival Mode) : เมื่ออยู่ในต่างถิ่นที่ไร้ญาติขาดมิตร “ความขยัน” และ “การอดออม” ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็น “ทางรอด” เช่นเดียวกับคนไทยในต่างแดนในปัจจุบันที่ทำงานหนักกว่าปกติ เพราะต้นทุนชีวิตที่สูงและการเข้าถึงสวัสดิการที่จำกัด
2.โครงสร้างสังคมและ “สิทธิพิเศษ” ของคนนอก
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ชาวจีนในอดีตก้าวขึ้นเป็น “เจ้าสัว” ไม่ใช่เพียงหยาดเหงื่อแต่คือ “โอกาสทางโครงสร้าง” ที่คนไทยพื้นถิ่นเข้าไม่ถึง :
● อิสระจากการเป็นไพร่ :ในขณะที่คนไทยติดระบบมูลนาย ต้องเข้าเวรใช้แรงงาน (เกณฑ์แรงงาน) ชาวจีนกลับเป็นแรงงานอิสระที่เคลื่อนย้ายที่อยู่ได้เสรี
● ความได้เปรียบทางข้อมูล (Asymmetric Information) : การเดินทางไปยังหัวเมืองต่างๆ ทำให้ชาวจีนเห็นความต่างของราคาสินค้า (Arbitrage) และความต้องการของตลาด จนพัฒนาไปสู่บทบาท “พ่อค้าคนกลาง”
ระบบภาษีที่เอื้ออำนวย : การจ่าย “ค่าผูกปี้” (ภาษีต่างด้าว) แลกกับความคุ้มครองและอิสรภาพในการประกอบอาชีพ ถือเป็นต้นทุนที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับโอกาสในการสะสมทุน ส่วนคนไทยในอดีตจะต้องเป็นไพร่ถูกเกณฑ์แรงงาน นอกจากต้องเข้าเวรใช้แรงงานแล้วยังต้องเสียภาษีอื่นๆ
3.พลังของเครือข่ายและการสร้าง “ความเชื่อถือ”
การเป็นชนกลุ่มน้อยบีบให้เกิดการรวมตัวเป็นกลุ่มก้อน เป็นสมาคมตระกูลแซ่ ซึ่งทำหน้าที่เป็นทั้ง “แหล่งทุน” และ “เครือข่ายข้อมูล” ระบบการค้าของชาวจีนในอดีตผูกพันด้วยระบบเครดิต (ความเชื่อใจ) ทำให้สามารถขยายธุรกิจได้รวดเร็วโดยไม่ต้องพึ่งพาสถาบันการเงินที่เป็นทางการ
4.จาก “หลอมรวม” สู่ “ฉาบฉวย ” : ความต่างของยุคสมัย

ทว่าภาพของ “คนจีนรุ่นใหม่” ที่เข้ามาในไทยช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมากลับต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง ทั้งวิถีชีวิต การทำธุรกิจ ตลอดจนผลกระทบต่อสังคมไทย
พฤติกรรมเปลี่ยน : วงจรปิด นอมินี และทุนสีเทา
คนจีนยุคปัจจุบันเข้ามาพร้อมทุน เทคโนโลยี และความมั่นใจ พวกเขามักสร้าง “ระบบนิเวศทางเศรษฐกิจแบบปิด” ตั้งแต่สินค้า ขนส่งแอปพลิเคชัน ยันระบบชำระเงินดิจิทัล ทำให้เงินหมุนเวียนอยู่เฉพาะในกลุ่มคนจีนด้วยกันเองมากกว่าจะสะพัดสู่คนท้องถิ่น
ที่น่ากังวลคือการขยายตัวของ “กลุ่มทุนสีเทา” ที่ใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายดึงคนไทยมาเป็น นอมินี
ถือหุ้นแทน เพื่อประกอบธุรกิจสุ่มเสี่ยงหรือผิดกฎหมาย ตั้งแต่แก๊งคอลเซ็นเตอร์ พนันออนไลน์ ฟอกเงิน ไปจนถึงการใช้เงินทุนและอิทธิพลวิ่งเต้นเจ้าหน้าที่ เพื่อสร้างเครือข่ายคุ้มครองตัวเอง
5.ทำไมคนจีนรุ่นใหม่ถึงไม่เหมือนเดิม?
เติบโตในยุคมหาอำนาจ : จีนก้าวขึ้นเป็นยักษ์ใหญ่ทางเศรษฐกิจ คนรุ่นใหม่จึงมีความพร้อมด้านทุนทรัพย์และไม่จำเป็นต้องปรับตัวกลมกลืนเพื่อเอาตัวรอดเหมือนอดีต
หนีการแข่งขันที่กดดัน (Involution) : สภาพสังคมในจีนมีความแข่งขันสูงลิ่ว บีบให้ทั้งนักธุรกิจสายขาวและกลุ่มทุนสีเทาต้องมองหา “พื้นที่ใหม่” ที่กอบโกยได้ง่ายกว่า
โลกดิจิทัลไร้พรมแดน : การเชื่อมต่อผ่านสมาร์ทโฟนทำให้พวกเขายังใช้ชีวิตในสไตล์จีนได้เหมือนอยู่บ้านเกิดและยังเป็นเครื่องมือให้กลุ่มผิดกฎหมายใช้ข้ามชาติได้ง่ายขึ้น
ช่องโหว่ในไทย : กฎหมายที่ไม่ครอบคลุมและการทุจริตของเจ้าหน้าที่บางกลุ่ม กลายเป็นแรงดึงดูดชั้นดีให้ทุนสีเทาเข้ามาปักหลัก

การเข้าใจความเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่การสร้างความเกลียดชังต่อคนชาติใดชาติหนึ่ง แต่คือการมองเห็นความจริงเพื่อเตรียมรับมือ—เพราะไทยยังต้องการความสัมพันธ์และการลงทุนที่สร้างสรรค์ แต่ต้องเท่าทันและปราบปรามทุนมืดที่เข้ามาทำลายเศรษฐกิจและกฎหมายของบ้านเราอย่างเด็ดขาด
6.ปัจจัยด้านความล้มเหลวและด้านมืดของคนจีนในอดีตที่ถูกลืม
ประวัติศาสตร์มักถูกเขียนโดยผู้ชนะ (Survivorship Bias) เราจึงเห็นแต่ภาพ “เจ้าสัว”
แต่แท้จริงแล้วคนจีนที่ไม่ประสบความสำเร็จมีจำนวนมหาศาล หรือกลุ่มที่เข้ามาทำผิดกฎหมายอย่าง
“อั้งยี่” หรือ “ซ่องโจร” ก็มีอยู่ไม่น้อย ซึ่งปัจจัยความล้มเหลวมักมาจาก :
● การพนันและฝิ่น : ซึ่งเป็นอบายมุขที่กัดเซาะต้นทุนชีวิตในอดีต
● การเข้าไม่ถึงเครือข่าย : คนที่ไม่ได้รวมตัวเข้าไม่ถึงหรือไม่ได้รับการสนับสนุนจากสมาคมแซ่มักจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
บทสรุปและข้อเสนอแนะ
ความสำเร็จของคนจีนในอดีตคือการผสมผสานระหว่าง “ทัศนคติแบบนักสู้” และ “ช่องว่างทางโครงสร้างของไทย” ที่เอื้อให้เกิดชนชั้นนำทางเศรษฐกิจหน้าใหม่
อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันที่ประเทศจีนก้าวสู่มหาอำนาจเทคโนโลยี สิ่งที่ไทยกำลังเผชิญคือ
“นักแสวงโชค” ที่ใช้ช่องโหว่ของระบบราชการไทยและการคอร์รัปชันเป็นเครื่องมือ
และที่น่าสนใจคือ สถานทูตจีนในประเทศไทย ก็มีท่าทีที่แข็งกร้าว แทรกแซงหน่วยงานของไทยมากขึ้น ต่างไปจากในอดีตกาล
หากประเทศไทยไม่มีระบบ “คัดกรอง” ที่เข้มข้นและยังปล่อยให้เงินอยู่เหนือหลักนิติธรรม เราอาจไม่ได้เห็น “เจ้าสัว” ผู้สร้างรากฐานเศรษฐกิจ แต่จะเห็น “กลุ่มทุนสีเทา” ที่เข้ามาตักตวงทรัพยากรแล้วจากไป ทิ้งไว้เพียงปัญหาทางสังคมและอาชญากรรมที่คนไทยต้องแบกรับต่อไป
รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง

