คอลัมน์ : ฝากฟ้า ฝากดิน

‘นรกออนไลน์’
ผมมักจะหายหน้าไปจากเฟซบุ๊กบ่อย ครั้งละ 2-5 วัน บางครั้งก็ปิดครึ่งเดือน มีอยู่ครั้งหนึ่งผมปิดไป 22 เดือน
ในวันเวลาที่หายไปนั้นผมได้อยู่กับโลกแห่งความเป็นจริง ที่สัมผัสโลกด้วยหู ตา จมูก ลิ้น กาย ใจ ที่เป็นของจริง นั่นเป็นช่วงเวลาที่กายและใจเบาสบาย เพราะปลอดพ้นจากขยะอันชั่วร้ายในโลกออนไลน์
โลกออนไลน์นั้นเป็นโลกเสมือน มันสำแดงออกให้ได้อ่านและได้ยินเสียง แม้สัมผัสได้แค่ 2 ทางมันก็สร้างนรกได้อย่างอัศจรรย์ เพราะความชั่วร้ายมหาศาลนั้นปิดกั้นความดีความจริง และความงามที่มีอยู่บ้างจนแทบมองไม่เห็น
ขยะอันชั่วร้ายนี้สะสมมากขึ้นทุกวันจนเรียกได้ว่า เป็น “นรกออนไลน์”
ใครสร้างนรกบ้าง?
พวกแรกเลยคือ “นักการเมือง” แม้พวกเขาจะมีแค่ 500 คนในสภา แต่กลับมีอิทธิพลมหาศาลต่อประชาชนเกือบทั้งประเทศ เพราะพวกเขามีเครือข่าย มีสื่อ มีเอ็นจีโอแต่ละคนแต่ละพรรคต่างก็มีแฟนคลับคอยติดตาม คอยเชียร์ คอยอวย และคอยแก้ตัว คอยแก้ต่าง คอยตอบโต้ แม้กระทั่งตระเวนก่นด่าคนที่ไม่ใช่พวกเขาและนักการเมืองของเขา ซึ่งเป็นอย่างนี้เหมือนกันทุกฝ่ายทุกพรรค เพียงแต่มากน้อยแตกต่างกัน
ไม่มีใครฟังใคร ไม่ว่าความเห็นนั้นจะถูกหรือผิด ต่าง “ต่อสู้” เพื่อฝ่ายตน พรรคการเมืองและนักการเมืองของพวกตน
ไม่ใช่สู้ด้วย “วิถีแห่งปัญญาและเหตุผล” ที่จะสร้างสังคมให้เติบโตอย่างมีวุฒิภาวะไปด้วยกัน
สิ่งที่ทุกฝ่าย ทุกพรรค ทุกพวกเห็นก็คือเฟคนิวส์ ที่มีทั้งสร้างเรื่องเพื่อทำลายพรรคการเมืองและนักการเมืองฝ่ายตรงข้าม และสร้างเรื่องเพื่อยกย่องพรรคการเมืองและนักการเมืองของตน ซึ่งก็มีคนจำนวนไม่น้อยเชื่อแม้มีคนบางส่วนไม่เชื่อ แต่เมื่อเป็นประโยชน์แก่พรรคการเมืองและนักการเมืองของตนก็เข้าผสมโรงด้วย จนเป็นเรื่องอัศจรรย์!
พวกที่ 2 ก็คือพวกแสดงความเห็นโดยไม่มีข้อมูล ไม่มีความรู้ คนพวกนี้ไม่มีจิตสำนึกอะไร เป็นสวะในแม่น้ำที่ลอยไปลอยมาตามกระแสน้ำขึ้นน้ำลงและตามทิศทางของกระแสลม เห็นอะไรที่ถูกกับจริตหรือถูกกับอุปนิสัยของตนก็สามารถแสดงความเห็นได้เลย และแสดงความเห็นได้ทุกเรื่อง! ซึ่งก็อัศจรรย์เช่นกัน
นักการศึกษา พ่อแม่ ผู้ปกครอง กระทั่งครู ต่างก็ต้องการให้ลูกและลูกศิษย์ของตนกล้าแสดงความเห็น เพราะโดยพื้นฐานของคนไทยนั้นขี้อาย ตอนยังไม่มีโลกออนไลน์ก็ไม่กล้าแสดงความเห็นกันมากนัก เพราะอายกลัวครู และไม่มีเรื่องจะให้แสดงความเห็น แต่เมื่อมีโลกออนไลน์ ไม่ว่าเด็กเล็กเด็กโตและบรรดาผู้ใหญ่หลากหลายวัย ทั้งมีการศึกษามากและมีการศึกษาน้อย ต่างก็แสดงความเห็นอย่างมั่นอกมั่นใจและอย่างเมามัน โดยไม่สนใจว่าจะถูกหรือผิด ใช่หรือไม่ใช่ เพราะไม่มีใครรู้ว่าตนเป็นใคร แม้มีคนรู้เช่นพวกคนดังก็หน้าด้านที่จะสร้างความชั่วเพื่อชัยชนะของฝ่ายตนและพรรคตน
เหตุที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะ “เราอยากเป็นอย่างฝรั่ง” ที่พวกนักการศึกษานำมาเผยแพร่ในการศึกษาจนกลายเป็นสิ่งที่ท่านพุทธทาสภิกขุเรียกว่า “การศึกษาแบบหมาหางด้วน” คือการเลียนแบบ เขาไม่มีหางเราก็ตัดหางของเราให้เหมือนเขา หรือเอาอย่างเขามาไม่หมด
สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์องค์ปัจจุบันกล่าวว่า “การศึกษาไทยต้องการให้เด็กกล้าแสดงความคิดเห็นอย่างฝรั่ง แต่ไม่นำกระบวนการที่เป็นพื้นฐานของความคิดเห็นมาด้วย นั่นคือกระบวนการศึกษาหาความรู้”
ท่านยกตัวอย่างว่า “ฝรั่งนั้นศึกษาหาความรู้กันจริงจัง แม้เพียงแค่เรื่องเดียวก็ศึกษาหาความรู้กันตลอดชีวิต เขาออกไปไกลสุดขอบฟ้าเพื่อจะหาความรู้และความจริง เมื่อมีความรู้และรู้จริงจึงแสดงความเห็น”
ผมจึงไม่แปลกใจว่า “วิทยาการและเทคโนโลยีทั้งหลายในโลกแทบทุกสาขากำเนิดโดยฝรั่ง”
ความรู้นั้นสู่ผู้สร้างสรรค์ ผู้ผลิต และประชาชาติก็บริโภคผลผลิตจากผลงานของเขา
ส่วนชนชาติอื่นเป็นผู้ตามและผู้บริโภค แต่ผลิตไม่เป็น!
ผมไม่ทราบว่าปัญหาของสังคมไทยที่กล่าวมานี้จะ “แก้ไขและสร้างใหม่ได้” อย่างไร และใครจะลงมือทำให้ประชาชนในประเทศนี้มีคุณภาพ มีสติปัญญาขึ้นจากขุมนรก เพราะปัญหาส่วนมากนั้นนักการเมืองเป็นผู้สร้าง และนักการศึกษาก็คิดแคบคิดตื้นและหลงทาง
หรือว่าเราจะอยู่กับความชั่วร้ายและสร้างความชั่วร้ายกันต่อไปทุกวัน ให้มันเป็นนรกออนไลน์ที่ขุมของมันกว้างใหญ่ขึ้นและลึกขึ้นจนสังคมกลายเป็นนรก
วิมล ไทรนิ่มนวล
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

