คอลัมน์ : กวนน้ำให้ใส

พวกหมากินสมอง ถึงมโนปั่นว่าทหารยิงจาก ฮ.
หลังเกิดเหตุป่วนเมืองกว่า 50 จุด ในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส
ก็มีการพยายามปั่นข่าวเท็จซ้ำเติมสถานการณ์อีกว่า ทหารใช้ปืนยิงจาก ฮ.ใส่พลเรือนในพื้นที่
1. ความชั่วร้ายจริงของฝ่ายผู้ก่อเหตุ จึงปั่นข่าวเท็จยิงจากฮ. หวังสร้างภาพร้ายให้เจ้าหน้าที่รัฐ
เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2569 เกิดเหตุวางเพลิง ปาระเบิด เผายาง/ทำลายกล้อง CCTV ฯลฯ รวมกว่า 50 แห่ง ทำลายทรัพย์สิน อาคาร อบต. รถยนต์ราชการ รถส่วนบุคคล เครื่องจักรกลหนัก ร้านสะดวกซื้อ โรงงานรับซื้อไม้ยาง บ้านเรือน ฯลฯ เป็นการสร้างสถานการณ์ก่อกวนท้าทายอำนาจรัฐ ข่มขู่คุกคามประชาชน
จะสังเกตว่า เป็นเหตุลักษณะป่วนเมือง ป่วนสถานการณ์ ประเภทที่ไม่สนใจความรู้สึกของมวลชนในพื้นที่
ราวกับว่า กลุ่มก่อเหตุพ่ายแพ้ในทางมวลชน จึงไม่สนใจสร้างแนวร่วมมวลชน แต่มุ่งสร้างสถานการณ์ป่วนเพื่อข่มขู่ สร้างความวุ่นวาย ทำลายทรัพย์สิน ข่มขู่คุกคามประชาชน
จากนั้น ก็มีการปั่นข่าวว่าทหารใช้อาวุธปืนยิงจากเฮลิคอปเตอร์ ใส่ประชาชน ได้รับบาดเจ็บ
โดยพี่ชายผู้บาดเจ็บ ยืนยันว่า น้องชายถูกยิงจาก ฮ. หลังจอดรถยกมือแล้ว แต่ยังถูกยิงจนได้รับบาดเจ็บ
ขณะที่ กอ.รมน.ภาค 4 ปฏิเสธหนักแน่น ระบุว่า ฮ.ขึ้นบินลาดตระเวน แต่ไม่ได้ใช้อาวุธแน่นอน
ข่าวปั่นที่ออกมาเช่นนี้ ก็เพื่อดิสเครดิตเจ้าหน้าที่รัฐ สาดโคลนใส่ร้ายว่ามีความโหดเหี้ยม ทำร้ายพลเรือนผู้บริสุทธิ์ เพื่อกลบเกลื่อนความชั่วร้ายของฝ่ายก่อเหตุป่วน เผาทำลายทรัพย์สินพลเรือนและราชการที่ไม่มีประชาชนผู้บริสุทธิ์เอาด้วยนั่นเอง
2. อุบาทว์มาก คือ “สส.แนวร่วมโจรใต้” รีบออกมาทำหน้าที่ “ปล่อยข่าว” ละเลงข่าว ขยี้ข่าว ขยายข่าว ยกระดับข่าว สร้างความชอบธรรมให้กับโจร และทำลายความน่าเชื่อถือในปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่รัฐทันที
อีกด้านหนึ่ง กลุ่มนี้ ย่อมหวังดิสเครดิต เพื่อเปลี่ยนตัวแม่ทัพภาคที่ 4 เพราะใกล้วงรอบแต่งตั้งโยกย้าย
ยิ่งตอกย้ำว่า ไอ้สารเลวพวกนี้ ก่อเหตุเพื่อข่มขู่ประชาชน ไม่หวังแนวร่วมแล้ว เพราะเริ่มพ่ายแพ้มวลชน แพ้แนวทางการทำงานของเจ้าหน้าที่ในปัจจุบัน
ปล.เมื่อเร็วๆ นี้ จนท.ก็เพิ่งวิสามัญฯ คนร้ายที่ก่อเหตุสังหารเจ้าหน้าที่
3. นายแพทย์ พรประสิทธิ จันทระ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ ชี้แจงว่าผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ความไม่สงบ เมื่อคืนวันที่ 22 ส.ค. 2569 นายซอ... อายุ 21 ปี ชาว อ.จะแนะ
มีบาดแผลบริเวณหน้าท้องด้านขวาและขาขวา เบื้องต้นแพทย์ทำการผ่าตัด อาการปลอดภัยแล้ว
ส่วนบาดแผลจะมาจากอาวุธปืนชนิดใด ยังไม่ยืนยัน แต่จากร่องรอยบาดแผล เป็นอาวุธที่
ไม่ได้มีอานุภาพทำลายล้างสูง ต้องรอเจ้าหน้าที่นิติวิทยาศาสตร์ ตรวจพิสูจน์
4. พ.อ.อนิรุจน์ ดิษฐ์ประชา รองผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส ยืนยันว่า การใช้เฮลิคอปเตอร์บินลาดตระเวนตรวจการณ์และสนับสนุนการปฏิบัติของกำลังภาคพื้นดิน ไม่มีการนำอาวุธขึ้นเฮลิคอปเตอร์ เพื่อยิงประชาชนโดยเด็ดขาด ย้ำเจ้าหน้าที่ดูแลควบคุมพื้นที่ ยึดหลักความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ
(สำหรับ การประกาศเคอร์ฟิว ได้สิ้นสุด เมื่อเวลา 06.00 น. ของเช้าวันที่ 23 ส.ค.2569)
5. หยุดมั่วข่าวมอมเมา ฮ.ทหารยิงเยาวชนใต้
คุณพีระชาติ อินตา อินฟลูฯ สายความมั่นคง ถึงกับเหลืออด นำเสนอบทวิเคราะห์ให้สังคมตั้งสติฉุกคิด น่าสนใจ บางส่วนระบุว่า
“เฮลิคอปเตอร์บิน = เฮลิคอปเตอร์ยิง?
ถ้าใช้ตรรกะแบบนี้...
เห็นรถดับเพลิงอยู่หน้าไฟไหม้ ก็แปลว่ารถดับเพลิงเป็นคนเผาบ้านด้วยหรือครับ?
หรือเห็นรถพยาบาลอยู่หน้าโรงพยาบาล ก็ต้องสรุปว่า รถพยาบาลเป็นคนทำให้คนเจ็บ?
ถ้าเป็นแบบนั้น...
ต่อไปเห็นตำรวจอยู่ที่เกิดเหตุ ตำรวจคงต้องเป็นผู้ก่อเหตุด้วยเลยมั้งครับ!
เฮลิคอปเตอร์บินอยู่บนฟ้า ไม่ได้มีใบรับรองว่า “กำลังยิงประชาชน” ติดอยู่ใต้เครื่องนะครับ
การเอาข้อเท็จจริงว่า “มีเฮลิคอปเตอร์บินลาดตระเวน” ไปกระโดดสรุปเป็น “เฮลิคอปเตอร์ทหารยิงเยาวชน” โดยไม่มีหลักฐานรองรับ
นี่ไม่ใช่การหาความจริงครับ
แต่มันคือการเติมเรื่องจากสิ่งที่ตัวเองอยากให้เป็น
และสิ่งที่น่ากังวลกว่าข่าวหนึ่งข่าว คือการนำข้อกล่าวหาแบบนี้ไปใช้ ดิสเครดิตทหารและเจ้าหน้าที่รัฐ ทำให้ประชาชนเข้าใจว่าเจ้าหน้าที่เป็นผู้ทำร้ายประชาชน ทั้งที่ข้อเท็จจริงยังต้องผ่านการตรวจสอบ
ข่าวความมั่นคงต้องใช้ หลักฐาน ไม่ใช่จินตนาการ....
พี่น้องครับ..
ผมขอเปิดแฟ้มเรื่องนี้ครั้งเดียว แล้วไล่ตั้งแต่ คำให้การ → Timeline → ภารกิจเฮลิคอปเตอร์ → ระบบอาวุธ → ร่องรอยกระสุน → ภาพรวมเหตุการณ์ 51 จุด


แล้วมาวิเคราะห์กันด้วยเหตุผล ไม่ใช่อารมณ์
คืนวันที่ 22 สิงหาคม 2569 เกิดเหตุสร้างสถานการณ์ตั้งแต่ประมาณ 20.00 น. และเมื่อสรุปถึงเที่ยงคืน มีทั้งหมด 51 เหตุการณ์ แบ่งเป็น นราธิวาส 22 จุด ปัตตานี 11 จุด และยะลา 18 จุด
ขณะเดียวกันมีเฮลิคอปเตอร์ขึ้นบินในพื้นที่จะแนะจริง
แต่ กอ.รมน.ภาค 4 สน. ยืนยันว่าเป็นภารกิจลาดตระเวนและตรวจการณ์ และไม่มีการใช้อาวุธยิงจากเฮลิคอปเตอร์ลงพื้น
ทีนี้มาดูคำให้การกัน
คำให้การบอกว่า “เฮลิคอปเตอร์ยิง” ตามข้อมูลที่เผยแพร่ กลุ่มเยาวชนเดินทางกลับจากการตั้งแคมป์ ผ่านพื้นที่จะแนะ ก่อนพบเหตุความไม่สงบและเลี้ยวเข้าไปในซอย
จากนั้นมีการกล่าวอ้างว่า เฮลิคอปเตอร์บินตาม
→ มีการยิงครั้งแรก
→ รถขี่หนีขึ้นเนิน
→ เฮลิคอปเตอร์บินไปดักด้านหน้า
→ จอดรถ
→ ยกมือแสดงตัว
→ ถูกยิงจนบาดเจ็บ
นี่คือคำให้การ...
แต่ผมขอถามต่อทันทีว่า
เมื่อเอาคำให้การนี้ไปชนกับ Physical Evidence แล้ว มันสอดคล้องกันหรือไม่?
เพราะคำกล่าวอ้างกับข้อเท็จจริงทางกายภาพ ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน
แล้วรอยกระสุนบอกอะไร?
ตรงนี้ผมให้ความสำคัญมากที่สุด
ถ้าจะบอกว่าเป็นการยิงจากเฮลิคอปเตอร์ ผมไม่ดูแค่ภาพว่า “มี ฮ. อยู่บนฟ้า”
ผมดู Weapons Employment อากาศยานอะไร? ใช้อาวุธอะไร? ยิงจากตำแหน่งไหน? เป้าหมายอยู่ตรงไหน? รูปแบบการยิงเป็นอย่างไร?
และที่สำคัญที่สุด.. ผลที่เกิดบนพื้น สอดคล้องกับการยิงจากอากาศยานหรือไม่?
ข้อมูลที่ปรากฏคือ รอยกระสุนที่พบเป็นรอยโดดๆ ไม่ได้ปรากฏเป็นกลุ่มกระสุนเลย
นี่คือจุดที่ต้องหยุดคิด!
เฮลิคอปเตอร์ทหารที่ติดตั้งระบบอาวุธสามารถใช้อาวุธอย่างปืนกล 7.62 มม. หรือระบบอื่นตามแบบอากาศยานและ configuration ได้ ส่วนเจ้าหน้าที่บนเครื่องก็อาจมีอาวุธประจำกายตามที่หน่วยกำหนด
อาวุธเหล่านี้มีอำนาจการยิงจริง แต่จำให้ดีครับ
“มีอาวุธ” ไม่เท่ากับ “ใช้อาวุธ”
“มีเฮลิคอปเตอร์” ไม่เท่ากับ “เฮลิคอปเตอร์ยิง”
และที่สำคัญ วันนั้นไม่ได้ติดอาวุธบนเครื่อง
...อีกจุดที่ผมอยากให้ดูคือ “วิถีกระสุนกับแนวบาดแผล”
ข้อมูลที่ปรากฏระบุว่า กระสุนเข้าบริเวณ สะดือ แล้วออกทางด้านหลังในแนวเฉียงลง แผลเข้าประมาณ 1 ซม. และแผลออกประมาณ 2–3 ซม.
ถ้าจะอ้างว่าเป็นการยิงจากเฮลิคอปเตอร์ ต้องอธิบายให้ได้ว่า ตำแหน่ง ฮ. ความสูง ระยะมุมยิง และวิถีกระสุน สัมพันธ์กับแนวบาดแผลอย่างไร
ยิ่งถ้าสมมุติว่าเป็นอาวุธสงครามอย่าง M-16A2 การคำนวณจากมุมแผลที่ประมาณ 30 องศา ทำให้ตำแหน่งอากาศยานต้องอยู่ในระดับประมาณ 300 เมตร และห่างจากเป้าหมายราว 476 เมตร ภายใต้สมมุติฐานดังกล่าว
แต่ถ้ากลับมาเป็นสมมุติฐาน ปืนพกยิงจากเฮลิคอปเตอร์ที่กำลังเคลื่อนที่ คำถามยิ่งหนักขึ้น เพราะต้องอธิบายทั้งการเคลื่อนที่ของแพลตฟอร์ม การเล็ง ระยะ และวิถีกระสุน ขณะที่เป้าหมายก็ไม่ได้อยู่นิ่ง
ในทางกลับกัน สมมุติฐานการยิงจากพื้นดินในระยะใกล้ หรือการลั่นของอาวุธเอง ก็ต้องถูกนำมาพิจารณาจาก ตำแหน่งร่างกาย มุมกระสุน และแนวบาดแผล
ผมจึงให้น้ำหนักว่า สมมติฐานการยิงจากเฮลิคอปเตอร์มีข้อสงสัยอย่างมาก
คำให้การคือคำพูด แต่บาดแผลและวิถีกระสุนคือสิ่งที่ต้องตรวจสอบคำพูดนั้น
ถ้าสองอย่างเดินไปคนละทาง ก็ต้องกลับไปตรวจสอบเรื่องราว ไม่ใช่บังคับหลักฐานให้เดินตามคำกล่าวอ้างครับ
....แล้ว 51 จุดหายไปไหน?
....และใครได้ประโยชน์เมื่อความสนใจของสังคมถูกดึงจากผู้ก่อเหตุ ไปอยู่ที่ เจ้าหน้าที่?
นี่คือสิ่งที่ผมมองในมิติ Information Warfare
...เฮลิคอปเตอร์บิน คือข้อเท็จจริง
เฮลิคอปเตอร์ยิง คือข้อกล่าวหา
และสองประโยคนี้ไม่ใช่ประโยคเดียวกัน
ถ้ามีหลักฐาน เอามา
ถ้ามีความผิด เอาผิด
แต่ถ้ามีการจงใจสร้างข่าวเท็จเพื่อทำลายเจ้าหน้าที่และปั่นสถานการณ์ ก็ให้กฎหมายเป็นคนจัดการ
ไม่ใช่โซเชียลมีเดีย
และผมได้ดูคลิปที่ถูกนำมาเผยแพร่แล้ว และขอพูดเฉพาะสิ่งที่ต้องตรวจสอบกันตรงๆ
คลิปหนึ่งที่ถูกนำมาอ้างว่าเป็นช่วงเกิดเหตุ มีเสียงปืนจริง แต่ไม่มีเสียงเฮลิคอปเตอร์ปรากฏในคลิป ทั้งที่กำลังนำคลิปมาเชื่อมกับข้อกล่าวหาว่าเป็นการยิงจากเฮลิคอปเตอร์
คำถามจึงง่ายมากครับ
ถ้าเป็นเหตุการณ์เดียวกัน เฮลิคอปเตอร์อยู่ตรงไหนในช่วงที่เกิดเสียงปืน และเหตุใดจึงไม่มีเสียงเฮลิคอปเตอร์ในคลิป?
อีกคลิปหนึ่งเป็นคลิปขณะนำผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาล ซึ่งข้อมูลที่ผมได้รับระบุว่า เป็นคนละเหตุการณ์ เป็นกรณีกลุ่มวัยรุ่นยิงกันเอง มีผู้ถูกลูกหลงได้รับบาดเจ็บแล้วถูกนำส่งโรงพยาบาล
ถ้าเป็นคนละเหตุการณ์ ก็ไม่สามารถนำคลิปนั้นมาเชื่อมกับเหตุเฮลิคอปเตอร์ แล้วทำให้คนเข้าใจว่าเป็นหลักฐานของเหตุเดียวกันได้
...เพราะฉะนั้น ก่อนจะเอาภาพ เอาคลิป คำให้การ และภาพผู้บาดเจ็บมาร้อยเป็นเรื่องเดียวกัน
ตรวจสอบก่อนครับว่าเป็นเหตุการณ์เดียวกันจริงหรือไม่ และร่องรอยที่เกิดขึ้นสอดคล้องกับวิธีการยิงที่กล่าวอ้างหรือไม่
อย่าเอาคนละเหตุการณ์มาร้อยเป็นเรื่องเดียว แล้วเรียกมันว่าข้อเท็จจริง
ผมจึงยืนยันปิดแฟ้มครับ” - พีระชาติ อินตา
สรุป - คนที่ปั่นข่าวมอมเมาแบบโสโครก เลื่อนลอย ในสถานการณ์ที่ฝ่ายคนร้ายก่อเหตุป่วนเมือง ข่มขู่คุกคามประชาชนในพื้นที่เช่นนี้ มันคงจะถูก “หมากินสมอง” ไปหมดแล้วไร้ซึ่งสติ วิจารณญาณผิดชอบชั่วดี ไม่เหลือแล้ว
สารส้ม
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

