คอลัมน์ : คิด เขียน คุย

‘โหมไฟใต้’เป้าหมายเพื่อเปลี่ยนตัวแม่ทัพ 4
จับกระแสข่าวจากทุกๆ ฝ่ายมาต่อจิ๊กซอว์ก็พอจะมองเห็นและประเมินได้ว่า การก่อสถานการณ์ใน 3 จังหวัดภาคใต้เมื่อวันที่ 22 สิงหาคมที่ผ่านมาคืนเดียว 51 เหตุการณ์นั้นไม่น่าจะเป็นกลุ่ม “BRN” กลุ่มเดียวที่สร้างสถานการณ์ อาจจะมีการผสมโรงจากขบวนการ“แก๊งอาชญากรรม” ค้ายาเสพติด สินค้าหนีภาษี และธุรกิจผิดกฎหมายด้วย
คนแรกคือนายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ที่กล่าวถึงเรื่องนี้เมื่อวันที่ 24 สิงหาคมวานนี้ ภายหลังการประชุมหน่วยงานด้านความมั่นคง ซึ่งมีนายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นประธาน ว่ากลุ่มที่ก่อเหตุอาจจะเกิดจากกลุ่มผู้ก่อเหตุหรือคนในพื้นที่ที่จะแสดงการตอบโต้ หรือแสดงสัญลักษณ์ต่อภาครัฐที่มีความเข้มข้นในการปฏิบัติการ จึงเป็นไปได้ที่ฝ่ายตรงข้ามจะตอบโต้ฝ่ายความมั่นคงของรัฐ
นอกจากนี้เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ยังระบุว่า “อาจจะเป็นการตอบโต้ว่าพวกเขามีศักยภาพและขีดความสามารถ เหมือนที่กล่าวไปข้างต้น เนื่องจากการปราบปรามของภาครัฐที่เข้มข้น หลังโจมตีทหารพรานจนเสียชีวิต 5 นาย แต่ทั้งหมดนี้ จะไม่ไปเหมารวมกลุ่มขบวนการอย่างเดียว เพราะอาจจะมีภัย
แทรกซ้อน เช่นเรื่องอาชญากรรม สิ่งผิดกฎหมายในพื้นที่ ซึ่งเราต้องตรวจสอบ ไม่ได้เหมาว่าเป็นกลุ่ม BRN เพียงอย่างเดียว”
คนต่อมาคือ นายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะการพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้คนปัจจุบัน ที่เพิ่งจะได้รับการแต่งตั้งโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคมที่ผ่านมา ได้ประเมินสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ เมื่อวันที่ 24 สิงหาคมวานนี้ เช่นกันว่า มี 3 สาเหตุหลัก
ประกอบด้วย 1.การพูดคุยสันติสุขกำลังจะเดินหน้า ซึ่งคาดว่าจะมีการประชุมในช่วงปลายเดือนตุลาคมนี้ ฉะนั้น สิ่งที่เกิดขึ้น อาจจะเป็นการสร้างอำนาจเพื่อต่อรองในโต๊ะเจรจา 2.ช่วงนี้เป็นช่วงใกล้สับเปลี่ยนกำลังของทหาร ทางฝ่ายผู้ก่อเหตุอาจจะมองเป็นช่องว่าง เพื่อประเมินท่าทีของเจ้าหน้าที่ว่ามีจุดแข็งหรือจุดอ่อนอย่างไร และ 3.ขณะนี้อยู่ในช่วงฤดูฝน ของที่เตรียมอาจจะเสียหาย ซึ่งช่วงนี้ก็ได้จังหวะพอดี
ในประการแรกเกี่ยวกับ “การสร้างอำนาจเพื่อต่อรองในโต๊ะเจรจา” นั้น นายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ในฐานะหัวหน้าคณะการพูดคุยเพื่อสันติสุข หรือเรียกอย่างทางการเป็นภาษาอังกฤษ ว่า “Chief of Peace Dialogue” ได้ขยายความว่า “ถ้าเรารีบวิ่งไปเจรจาก็จะเสียเปรียบ และรีบยอมรับข้อเสนอของเขา เพื่อส่งผลให้เราเสีย ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่เราจะต้องวางแผนต่อไปว่าจะต้องเตรียมการพูดคุยอย่างไร
ส่วนประการที่สองซึ่งอาจจะเป็นเพราะเป็นช่วงใกล้สับเปลี่ยนกำลังของทหารนั้น นายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ชี้ว่า “การก่อเหตุลักษณะนี้เป็นลักษณะการก่อกวน อย่างเช่นในพื้นที่จังหวัดยะลา และมีหลากหลายมิติในการก่อเหตุ นอกจากนี้ยังมีการก่อเหตุเชิงสัญลักษณ์ เห็นได้จากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะเป็นเป้ามากกว่า เห็นได้จากการเผาสถานที่และรถของทางราชการ ซึ่งเป็นเรื่องที่หน่วยข่าวจะต้องมาประเมิน และมาชี้ให้เห็นว่ามีปัจจัยอะไรบ้าง”
สำหรับประการที่สาม ที่ว่า “อยู่ในช่วงฤดูฝนของที่เตรียมอาจจะเสียหาย ซึ่งช่วงนี้ก็ได้จังหวะพอดี” นั้น นายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ไม่ได้ให้รายละเอียดว่า คืออะไร แต่ได้กล่าวทิ้งท้ายกับผู้สื่อข่าวว่า “มีคำถามเสมอว่า ทำไมรัฐไม่รู้ว่ามีผู้ก่อเหตุเยอะกันขนาดนี้ ผมอยากจะบอกว่าบางครั้ง พวกเขาก็ไม่ต้องบอกกันล่วงหน้า แต่เมื่อเกิดเหตุก็จะรู้กันโดยทันที ไม่ใช่หมายความว่าวางแผนตรงนี้เวลานี้ต้องมาพร้อมกัน”
อย่างไรก็ดี จากการประเมินเอง ที่ว่าสถานการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นในสามจังหวัดชายภาคใต้ คือ ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส พร้อมกันถึง 51 เหตุการณ์ในครั้งนี้ ไม่น่าจะเป็นกลุ่มฝีมือของกลุ่ม “BRN”กลุ่มเดียวที่สร้างสถานการณ์ แต่อาจจะมีการผสมโรงจากขบวน “แก๊งอาชญากรรม” ค้ายาเสพติด สินค้าหนีภาษี และธุรกิจผิดกฎหมายในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วยนั้น
นั่นก็เพราะเวลานี้รัฐบาลกำลังมาถูกทางในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งการวางแผนทางด้านยุทธศาสตร์ และการวางตัวบุคคล ภายใต้นโยบายการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ “พ.ศ. 2568-2570” โดยมุ่งให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการเสริมสร้างความมั่นคงปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ควบคู่ไปกับการพัฒนาทางเศรษฐกิจ อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างยั่งยืน
ในประเด็นนี้ ชัดเจนที่สุดก็คือ การวางตัว พล.ท.นรธิป โพยนอก ลงไปเป็นแม่ทัพภาคที่ 4 ตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2568 สมัยรัฐบาล “อนุทิน 1” เป้าหมายหลักก็เพื่อต้องการให้ขับเคลื่อนโยบายการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ “พ.ศ. 2568-2570” ในฐานะ ผอ.กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ย่อมทำให้การประสานงานระหว่างพลเรือน ตำรวจ และทหาร เป็นไปอย่างมีเอกภาพและเกิดผลสัมฤทธิ์ได้ในทางปฏิบัติ
พล.ท.นรธิป โพยนอก แม้จะถูกโยกจากตำแหน่งรองแม่ทัพภาคที่ 2 จากภาคอีสานไปอยู่ภาคใต้ แต่ปูมหลังนั้น พล.ท.นรธิปเคยอยู่ในพื้นที่ภาคใต้มาก่อน ถือว่าเป็นนายทหารที่มีความเชี่ยวชาญในพื้นที่ภาคใต้มาอย่างยาวนาน โดยเติบโตจากสายงานคุมกำลังพลและยุทธการ เป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่น 26 รุ่นเดียวกับ พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผบ.ทบ. และ พล.อ.บุญสิน พาดกลาง หรือ “แม่ทัพกุ้ง” อดีตแม่ทัพภาคที่ 2
ช่วงเวลาไม่ถึงหนึ่งปี หลังจากลงไปคุมภาคใต้ ปรากฏว่า พล.ท.นรธิป โพยนอก ไม่เพียงแต่ทำงานเชิงรุกเกี่ยวกับสถานการณ์การก่อความไม่สงบเท่านั้น ก็ยังขับเคลื่อนมาตรการกวาดล้างขบวบการธุรกิจสีเทา
ที่เป็น “แก๊งอาชญากรรม” ค้ายาเสพติด สินค้าหนีภาษี และธุรกิจผิดกฎหมายอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เพื่อตัด “วงจรเส้นทางลำเลียง” ไม่ให้พื้นที่ชายแดนภาคใต้ถูกใช้เป็นจุดพักรอหรือเส้นทางลำเลียงสินค้า
ผิดกฎหมายต่อไป ล่าสุดก็เพิ่งทลายเครือข่ายบุหรี่เถื่อนภาคใต้ ซึ่งของกลางที่ยึดได้คิดเป็นภาษีสรรพสามิตและค่าปรับมีมูลค่ามากกว่า 106 ล้านบาท
บรรทัดนี้จึงสรุปได้ว่า สถานการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในจังหวัดชายแดนภาคใต้ช่วงนี้ เป้าหมายจริงๆ ก็เพื่อต้องการเปลี่ยนตัวแม่ทัพภาคที่ 4 !
รุ่งเรือง ปรีชากุล
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

