บทบรรณาธิการ : 25 สิงหาคม 2569

ขับเคลื่อนปฏิรูปโครงสร้างภาษี ด้วยเจตจำนงทางการเมือง
การบริหารประเทศภายใต้กรอบวินัยการเงิน การคลัง จำเป็นต้องพึ่งพาสมดุลระหว่างการบริหารงบประมาณรายจ่ายและการจัดเก็บรายได้ของรัฐอย่างมีประสิทธิภาพ ท่ามกลางภาระหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นและงบประมาณที่ตึงตัว การมุ่งหวังเพียงเงินหมุนจากการกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลย่อมไม่ใช่วิธีการที่ยั่งยืน แต่รัฐบาลต้องมุ่งเน้นไปที่ “การปฏิรูปโครงสร้างภาษีทั้งระบบ”
ทว่า นโยบายระดับโครงสร้างเช่นนี้จะเกิดขึ้นจริงไม่ได้หากปราศจากเจตจำนงทางการเมืองจากรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคภูมิใจไทย หากพรรคแสดงเจตจำนงที่ชัดเจนในการสนับสนุนการปฏิรูปนี้ ย่อมเป็นแรงส่งให้ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดทอนแรงเสียดทานทางการเมืองทลายกำแพงผลประโยชน์ทับซ้อน และผลักดันการปฏิรูปภาษีให้เป็นรูปธรรมได้เร็วยิ่งขึ้น
หัวใจสำคัญแรกของการปฏิรูปคือ “ภาษีฐานรายได้” ผ่านการดึงแรงงานและผู้มีรายได้กว่า40 ล้านคน เข้าสู่ระบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาอย่างถูกต้องและเท่าเทียม การขยายฐานภาษีให้ครอบคลุมไม่เพียงช่วยเพิ่มรายได้ให้แก่รัฐ แต่ยังสร้างระบบฐานข้อมูลทางเศรษฐกิจที่แม่นยำเพื่อจัดสรรสวัสดิการสังคม
ในส่วนของภาษีฐานทรัพย์สิน รัฐต้องเร่งอุดช่องโหว่ทางกฎหมายอื่นๆ เช่น กรณี “การทำเกษตรแอบแฝง” และกรณีเก็บภาษีแบบ “รวมแปลง” พร้อมกับการปรับปรุงราคาประเมินที่ดินให้สะท้อนความเป็นจริงในทุกปี รวมถึงการผลักดัน “ภาษีลาภลอย (Windfall Tax)” ดังที่เกิดกับกรณีราคาน้ำมัน จนทำให้คนบางกลุ่มได้กำไรเป็นกอบเป็นกำ เช่นเดียวกับที่มีแล้วในหลายประเทศของกลุ่ม OECD
ในส่วนของ “ภาษีฐานการบริโภค” จุดสำคัญคือการดึงผู้ประกอบการและกิจกรรมทางเศรษฐกิจนอกระบบซึ่งมีมากกว่าร้อยละ 40 ให้เข้าสู่ระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เพื่อป้องกันการรั่วไหลและลดความเหลื่อมล้ำในการแข่งขัน การบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังและนำเทคโนโลยีมาช่วยจัดเก็บภาษี จะทำให้ฐานภาษีการบริโภคมีความแข็งแกร่งและกว้างขึ้น
นอกจากนี้ “การปฏิรูปภาษีสรรพสามิต” จะต้องถูกนำมาใช้ในมิติการส่งเสริมโครงสร้างพื้นฐานและมิติด้านสุขภาพ-สิ่งแวดล้อม เช่น ภาษีสรรพสามิตรถยนต์ที่ต้องมุ่งสนับสนุนเทคโนโลยีสะอาดและสร้างความเป็นธรรมระหว่างผู้ผลิตในประเทศกับผู้นำเข้า ยานยนต์ไฟฟ้ากับยานยนต์สันดาปภายใน และที่สำคัญต้องสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจไทยได้จริง
ขณะที่ภาษีด้านสุขภาพ เช่น ยาสูบ สุรา และสินค้าทำลายสุขภาพ ล้วนมีปัญหารอการกล้าตัดสินใจจากฝ่ายนโยบาย เช่น การปรับโครงสร้างภาษียาสูบสู่อัตราเดียวซึ่งปัจจุบันทำรัฐสูญเสียรายได้ไปกว่า 2 หมื่นล้านบาทต่อปี ทั้งๆ ที่จะสามารถดึงเม็ดเงินรายได้กลับมาเยียวยาปัญหาสุขภาพและยกระดับมาตรฐานภาษีของประเทศได้
การปฏิรูปโครงสร้างภาษีครั้งใหญ่ไม่ใช่การสร้างภาระเพิ่มให้แก่ประชาชน แต่คือการวางรากฐานทางเศรษฐกิจที่เท่าเทียม สร้างฐานรายได้ที่มั่นคงเพื่ออนาคตของชาติ และรักษาเสถียรภาพทางการเงินการคลังให้รอดพ้นจากวิกฤตสามระลอกได้อย่างยั่งยืน ซึ่งหากพรรคภูมิใจไทย สามารถใช้จุดแข็งด้านเสถียรภาพทางการเมืองมาเป็นแกนหลักช่วยกระทรวงการคลังกางปีกขับเคลื่อนวาระปฏิรูปภาษีนี้ ประเทศไทยย่อมก้าวข้ามกับดักโครงสร้างเศรษฐกิจเดิมและรองรับรายจ่ายในการพัฒนาประเทศในอนาคตได้อย่างมีเสถียรภาพ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

