คอลัมน์ : สั้นสั้น วันอังคาร

วันสิ้นโลก
มีการพูดถึง “วันสิ้นโลก ในนิยายวิทยาศาสตร์มาไม่รู้กี่ร้อยปี และหลายสิบปีหลังนี่ก็กลายเป็นพล็อตของหนังฮอลลีวู้ดนับไม่ถ้วน ส่วนสาเหตุก็แล้วแต่จินตนาการกันไป เช่น สงครามโลกที่ถล่มกันด้วยนิวเคลียร์, การระบาดของเชื้อโรคร้ายที่ไม่มีทางรักษา, ลูกอุกกาบาตขนาดใหญ่พุ่งชน, การโจมตีจากมนุษย์ต่างดาว ฯลฯ
“วันสิ้นโลก” หรือที่ฝรั่งเรียกว่า Doomsday ไม่ได้มีอยู่แต่ในนิยายหรือในหนัง นักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่ง นำโดย ไฮนซ์ ฟอน โฟร์สเตอร์ นักฟิสิกส์ชาวออสเตรีย เคยมีบทความวิจัยตีพิมพ์ในหนังสือ Science เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 1960 โดยใช้วิธีคำนวณทางคณิตศาสตร์ว่า มนุษย์จะเบียดเสียดกันจนไม่มีพื้นที่เหลือเพียงพอสำหรับทุกคน หรือพูดง่ายๆว่า ล้มตายเพราะประชากรล้นโลก
พวกเขาบอกวันเวลาเสร็จสรรพด้วยว่า จะเป็นวันที่ 13 พฤศจิกายน 2026 หรือตรงกับพ.ศ. 2569 ซึ่งจะมาถึงในอีกเพียง 3 เดือนข้างหน้าของปีนี้นี่แหละ ขณะที่ประชาชนไทยจำนวนหนึ่งก็ตื่นตัว รอวันกินเหล้าหลังออกพรรษาอย่างกระตือรือร้น
นักวิทยาศาสตร์กลุ่มนี้ใช้การคำนวณจากแนวโน้มการเติบโตของประชากรในช่วง 2,000 ปีที่ผ่านมา พวกเขาตรวจสอบการโดยประมาณจำนวนประชากรโลก 24 ครั้ง และพบว่าการเติบโตนั้นไม่สม่ำเสมอ แต่มีอัตราความเร่งมากขึ้น โดยปกติแล้วในแต่ละศตวรรษ ประชากรโลกจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า แต่ระยะเวลาที่เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่านั้น กลับหดสั้นลงเรื่อยๆ คือไม่ถึง 100 ปีก็เพิ่มไปแตะ 2 เท่าแล้ว
พวกเขาจึงคาดการณ์ว่า หากแนวโน้มยังคงดำเนินต่อไปตามนั้นจะถึงจุดหนึ่งที่ส่วนต่างของเวลาในการเพิ่มประชากรโลกเป็น 2 เท่าแต่ละครั้งกลายเป็นศูนย์ ซึ่งเป็นช่วงที่มนุษยชาติจะไปถึงจุดสิ้นสุดความเป็นไปได้ทางคณิตศาสตร์ ซึ่งก็จะเป็นวันสิ้นโลก
แต่เมื่อดูจากโลกตอนนี้ วันสิ้นโลกจากความแออัดยัดเยียดก็ไม่น่าจะเกิดขึ้น เพราะอัตราการเติบโตของประชากรไม่ได้เป็นไปในรูปแบบเดียวกับทศวรรษ 1960 ที่ตีพิมพ์บทความนั้น ซึ่งตอนนั้นโลกมีผู้คนกว่า 3,000 ล้านไปเล็กน้อย ขณะที่ปัจจุบันมีราวๆ 8.2 พันล้านคน และตัวเลขก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าในทุกๆ 30 ปีเศษ ตามอัตราเพิ่มขึ้นของประชากรในตอนนั้น
หลายสิบปีมานี้ คนก็ไม่ค่อยอยากมีลูกกันเสียด้วยอัตราเพิ่มของประชากรโลกก็เลยกลายเป็นลดลง รัฐบาลบางประเทศถึงขนาดมีแคมเปญจูงใจให้ประชาชนช่วยกันทำลูกหน่อย
ตอนหลัง นักวิทยาศาสตร์ผู้ร่วมกันทำบทความชิ้นนั้นที่ยังมีชีวิตอยู่ ออกมายอมรับว่าการทำนายของพวกเขาอาจผิดพลาด เพราะจำนวนประชากรโลกที่เคยมีอัตราเพิ่มขึ้นแบบอดีต เปลี่ยนแปลงไปแล้วในปัจจุบัน แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ที่ออกแบบมาเพื่อทำนายการเปลี่ยนแปลงคราวนั้นมีข้อบกพร่องบางประการ วันสิ้นโลกเพราะเบียดเสียดกันตายก็จึงตกไป
แต่ก็อีกนั่นแหละ วันสิ้นโลกก็ยังเป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงกันไม่สร่างซา และกลับมาพูดถึงกันมากขึ้นในยุคนี้ ทั้งฝ่ายที่เป็นวิทยาศาสตร์ และฝ่ายที่เชื่อไสยศาสตร์ จนน่าสงสัยว่า ทำไมมนุษย์ถึงได้หลงใหลในเรื่องนี้กันนัก
สาเหตุของวันสิ้นโลก มีทั้งที่เชื่อมโยงกับคำพยากรณ์เกี่ยวกับจุดจบของโลกโดยพ่อมดหมอผีทั้งหลาย, น้ำแข็งในแอนตาร์กติกาละลายเพราะโลกร้อนขึ้น, ปรากฏการณ์ดาวเคราะห์ 6 ดวงเรียงตัวกันที่เกิดขึ้นในวันเดียวกัน, การสูญเสียแรงโน้มถ่วงของโลก, ลางร้ายอย่างท้องฟ้ากลายเป็นสีแดง และกระทั่งการเกิดสุริยุปราคาเต็มดวงเมื่อเร็วๆ นี้ ทุกอย่างถูกเอามาโยงกับสถานการณ์วันสิ้นโลกไปเสียหมด
ความหลงใหลในจุดจบของโลกไม่ใช่เรื่องใหม่ผู้คนแต่ละยุคสมัยต่างมีคำทำนายวันสิ้นโลกในแบบของตนเอง สิ่งที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัยคือสถานการณ์ที่มาเป็นตัวกระตุ้น วันสิ้นโลกเป็นเรื่องดีเสียที่ไหน แต่ทำไมผู้คนก็ยังชอบพูดถึงจุดจบของโลก
นักจิตวิทยาชาวอินเดีย ชื่อ ดร.มูเนีย บัตตาจารย์ให้ความเห็นว่า เมื่อเหตุการณ์หลายอย่างเกิดขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน มนุษย์ก็มักจะเริ่มมองหาความเชื่อมโยงโดยธรรมชาติ และสำหรับหลายๆ คน มันมีองค์ประกอบของความบันเทิงซ่อนอยู่ คล้ายการดูหนังสยองขวัญ คนที่นั่งดูไม่เป็นอะไรหรอก ปลอดภัยดี แต่ก็สนุกในช่วงเวลาสั้นๆ กับสารอะดรีนาลีนที่หลั่งออกมาจากความกลัวสรุปว่าเป็นเรื่องของจิต
ความตื่นเต้นชั่วครู่ชั่วครั้งในการพูดถึงวันสิ้นโลกยังหมายถึงว่า เมื่อชีวิตรู้สึกว่าคาดเดาไม่ได้ การมีคำอธิบายที่ชวนตื่นเต้น ไม่ว่าจะทางวิทยาศาสตร์หรือไสยศาสตร์ อาจจะทำให้สมองประมวลผลได้ง่ายกว่าความไม่แน่นอน คือแทนที่จะคิดว่า “ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น” จิตใจกลับได้รับข้อมูลว่า “นี่คือสิ่งที่จะเกิดขึ้น”
ยิ่งยุคโซเชียลมีเดีย คนทุกเพศทุกวัยสามารถเข้าถึงแพลตฟอร์มเหล่านี้ได้ เมื่อการกล่าวอ้างถึงสาเหตุของวันสิ้นโลกแพร่กระจายออกไป อาจทำให้บางคนเกิดความตื่นเต้นชั่วขณะ แต่สำหรับบางคนที่ไม่เข้าใจว่าสาเหตุเหล่านั้นทำงานอย่างไร ก็อาจสร้างความตื่นตระหนกตกใจได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเป็นสาเหตุทางวิทยาศาสตร์ เมื่อนักวิทยาศาสตร์ได้ส่งสัญญาณเตือนเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ เช่น การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ หรือปัญญาประดิษฐ์ (AI) อาจจะเป็นสิ่งกระตุ้นให้เกิดจุดจบของโลก
แน่นอนว่าการพูดคุยถกเถียงเป็นสิ่งสำคัญแต่แทนที่จะมัววิตกกังวลกับวันสิ้นโลก มนุษย์ควรจะช่วยกันคิดว่า จะทำยังไงไม่ให้โลกสิ้นไป ไม่ใช่จ้องจะทำลายกันตะพึดตะพือ เพราะโลกเป็นที่พักพิงแห่งเดียวและ
แห่งสุดท้ายที่มนุษยชาติมีอยู่
หรือจะคิดอีกแบบก็ได้ว่า เมื่อชีวิตในปัจจุบันนั้นยากลำบากอยู่แล้ว สิ่งที่ดีที่สุดที่เราทำได้คืออยู่กับปัจจุบัน หาของอร่อยๆ กิน หาอะไรสนุกบันเทิงความฝันมากมายที่อยากจะทำแต่ยังไม่ได้ทำ ก็ลงมือทำเสีย วันสิ้นโลกจะวันไหนก็วันนั้น
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

