คอลัมน์ : มองอย่างไท

สามจังหวัดชายแดนใต้ สงบได้จริงหรือ
ย้อนประวัติศาสตร์ไทยไปยังสมัยอาณาจักรสุโขทัย ก็จะพบว่าในช่วงเวลาใด ที่พระมหากษัตริย์มีความเข้มแข็งเป็นนักรบที่กล้าหาญ ก็จะมีการขยายอาณาเขตแม้จะต้องไปในพื้นที่ที่ห่างไกล เพื่อแสดงถึงพระราชอำนาจ อาทิ พ่อขุนรามคำแหงมหาราช ที่สามารถเอาเมืองนครศรีธรรมราช ซึ่งอยู่ห่างไกลมาเป็นประเทศราชได้ ตามที่มีบันทึกไว้ในศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่ ๑
ส่วนในสมัยอาณาจักรอยุธยานั้น เมืองทางทิศใต้ และดินแดนคาบสมุทรมลายู ที่เคยตกเป็นประเทศราช
ภายใต้อิทธิพลของอยุธยาตามหลักฐานในพระราชพงศาวดารมีหลายเมือง ทั้งนครศรีธรรมราช มะละกา สงขลา ตะนาวศรี ทวาย และปัตตานี ซึ่งเมื่อตกเป็นเมืองประเทศราชก็จะต้องส่งเครื่องราชบรรณาการมาถวายทุกปี ส่วนใหญ่ของเจ้าเมืองก็จะเป็นคนในท้องถิ่นที่สืบเชื้อสายกันมา เมื่อแต่ละเมืองมีความเข้มแข็งมากขึ้น ก็อยากจะปลดพันธนาการนี้
หลังจากพระเฑียรราชาได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ ทรงพระนามว่าสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ปกครองอาณาจักรอยุธยานั้น ได้เกิดเหตุการณ์สำคัญ จากการที่พระองค์ทรงได้ครอบครองช้างเผือกถึง ๗ เชือก ถือว่ามีบุญญาบารมีเป็นพระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ ทำให้พระเจ้าบุเรงนองหรือผู้ชนะสิบทิศพระมหากษัตริย์องค์สำคัญที่สุดของอาณาจักรหงสาวดีมีความต้องการช้างเผือก จึงยกทัพใหญ่มาล้อมกรุงศรีอยุธยา เพื่อขอช้างเผือกจำนวน ๒ เชือก
สมเด็จพระมหาจักรพรรดิได้พยายามที่จะต่อสู้ต้านทานทัพพม่า แต่เมื่อเห็นว่าจะสู้ไม่ได้จึงมีการเจรจาความ และยอมเสียช้างเผือกจำนวน ๔ เชือกให้กับพระเจ้าบุเรงนองรวมทั้งต้องยอมให้พระเจ้าบุเรงนองนำพระนเรศวรและพระนางสุพรรณกัลยา พระราชนัดดา พร้อมราษฎรบางส่วนไปชุบเลี้ยงที่เมืองหงสาวดี
แต่ก่อนที่พระมหาจักรพรรดิจะพ่ายแพ้ในการศึกครั้งนี้พระองค์ได้ขอให้ ประเทศราชทั้งหลายยกทัพมาช่วย โดยหวังว่าจะทำให้มีกำลังรบเพียงพอที่จะต่อสู้กับพม่าได้ และทัพหนึ่งที่ยกมาช่วยคือทัพของนครรัฐสุลต่านปัตตานี โดยพญาศรีสุลต่านพญาตานีหรือสุลต่านมูซัฟฟร์ ชาร์ ได้นำทัพเรือยาหยับ (เรือกอและ) ๒๐๐ ลำ พร้อมกำลังพลประมาณ ๑,๐๐๐ นาย มาถึงกรุงศรีอยุธยาในปีพ.ศ.๒๑๐๖
เมื่อสุลต่านยกทัพมาถึงนั้น เห็นว่ากรุงศรีอยุธยาอยู่ในสภาพที่อ่อนแอ จึงคิดว่าเป็นโอกาสในการที่จะปลดตัวเองจากการเป็นประเทศราช และฮึกเหิมที่จะยึดเอากรุงศรีอยุธยามาเป็นของตนเองด้วย
ทัพเรือของสุลต่านทอดรออยู่ที่บริเวณหน้าวัดมกุฎ บางกะจะ จนวันรุ่งขึ้นเมื่อเห็นโอกาสจึงยกเข้ามาบริเวณประตูชัยและกระทำตนเป็นกบฏ ยกเข้าไปในพระราชวัง ทำให้พระมหาจักรพรรดิซึ่งไม่ทันได้ระวังพระองค์ต้องรีบเสด็จหนี โดยลงเรือพระที่นั่งศรีศักราชหนีไปที่เกาะมหาพราหมณ์
กำลังพลของสุลต่านยึดวังหลวงเอาไว้ถึง ๒ วัน ก่อนที่ทหารอยุธยานำโดยเสนาบดีและขุนนางผู้ใหญ่ได้พร้อมกันเข้าไปในพระราชวังต่อสู้ขับไล่ทัพปัตตานีจนต้องหนีไป โดยสุลต่านให้พระอนุชานำหน้าลงเรือหนีกลับไปก่อน ขณะที่พระองค์กับทหารอีกส่วนหนึ่งคอยต่อสู้อยู่รั้งท้ายจนในที่สุดสุลต่านมูซัฟฟาร์ ก็สิ้นพระชนม์ที่ปากน้ำกรุงศรีอยุธยา
หลังพระเชษฐาสิ้นพระชนม์ พระอนุชาของสุลต่านมูซัฟฟาร์ได้ขึ้นครองราชย์แทน และได้ส่งคณะทูตนำเครื่องราชบรรณาการมาถวาย ทำให้ความขัดแย้งระหว่างอยุธยากับปัตตานียุติลง
ปัตตานีตกอยู่ภายใต้การปกครองของอาณาจักรสยามเป็นระยะๆ ซึ่งมีความพยายามผนวกเอาดินแดนมลายูเข้ามาอยู่ด้วยตั้งแต่สมัยต้นรัตนโกสินทร์ จนเกิดปฏิกิริยาของผู้นำท้องถิ่นซึ่งมีสถานะเป็นราชวงศ์หรือสุลต่าน และไม่พอใจที่ต้องตกอยู่ภายใต้ความควบคุมของเมืองสงขลา จึงยกทัพเข้ายึดเมืองสงขลา ทำให้ทัพหลวงจากกรุงเทพฯร่วมกับทัพเมืองนครศรีธรรมราชบุกเข้ายึดคืน และส่งผลให้ประเทศราชปัตตานีถูกแบ่งแยกออกเป็น ๗ เมืองย่อย คือ ปัตตานี ยะลา ยะหริ่ง ระแงะ รามัญ สายบุรี หนองจิก แต่ละเมืองมีสุลต่านเป็นเจ้าครองนคร
จนถึงสมัยรัชกาลที่ ๕ มีการปฏิรูปการปกครอง ทำให้หัวเมืองมลายูทั้ง ๗ ต้องเปลี่ยนกลับมาขึ้นกับข้าหลวงมณฑลนครศรีธรรมราช แต่พอมาถึงสมัยรัชกาลที่ ๖ ก็มีการปรับใหม่ แบ่งออกเป็น ๔ เมืองคือ ปัตตานี ยะลา สายบุรี ระแงะ รวมเรียกว่ามณฑลปัตตานี ทำให้ผู้ครองนครคือพระยาวิชิตภักดีหรือเต็งกู อับดุลกาเดร์ กามารุดดิน ขอกรรมสิทธิ์ครอบครองที่ดินแต่ไม่ได้รับการพิจารณา จึงเริ่มหาทางต่อสู้กับรัฐบาลไทย เป็นที่มาของความพยายามแยกตัวเป็นเอกราชจากชาติไทยตั้งแต่นั้นมา
ประเด็นสำคัญที่ทำให้ความคิดในการแบ่งแยกดินแดนน่าจะมาจากหลายเรื่องอาทิ ความรู้สึกฝังใจที่เคยเป็นเจ้าของแผ่นดินนั้นมาก่อน ตลอดจนความแตกต่างทางด้านเชื้อชาติ ศาสนา ภาษา ประเพณีและวัฒนธรรมซึ่งแตกต่างจากคนส่วนใหญ่ของประเทศไทย ความพยายามที่จะทำให้เกิดความกลมกลืน จึงเป็นเรื่องของการสร้างความขัดแย้ง โดยมีผู้นำท้องถิ่นได้รับการสนับสนุนจากขบวนการข้ามชาติ อาทิ เจไอ (Jamaah Isalamiyah) ซึ่งเป็นขบวนการก่อการร้ายมุสลิม มีฐานอยู่ในอินโดนีเซีย ซึ่งเชื่อมโยงกับกลุ่มอัลกออิดะห์
นโยบายการบริหารของรัฐก็อาจจะมีส่วน อาทิ ความผิดพลาดและการละเลยการพัฒนาจากส่วนกลาง ทำให้ประชาชนในท้องถิ่นเกิดความรู้สึกของความไม่เท่าเทียม เมื่อถูกตอกย้ำด้วยเหตุการณ์รุนแรงที่ต้องบันทึกเป็นประวัติศาสตร์ คือเหตุการณ์มัสยิดกรือเซะและตากใบ ในปีพ.ศ. ๒๕๔๗ ก็ทำให้ความไว้วางใจที่มีต่อภาครัฐลดลงอย่างที่สุด
จากสาเหตุดังกล่าวรวมทั้งอาจจะมีสาเหตุอื่นๆ เช่นความขัดแย้งทางด้านผลประโยชน์ที่ภาครัฐมักจะพูดเสมอว่าเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับขบวนการค้ายาเสพติดและสินค้าข้ามแดนต่างๆ ที่เชื่อว่าผู้มีอิทธิพลในชุมชนนั้นเป็นผู้ดำเนินการ และมีความพยายามจะปราบปรามอย่างรุนแรง
การเคลื่อนไหวของกลุ่มอุดมการณ์เพื่อแบ่งแยกดินแดนเกิดขึ้นหลายกลุ่มด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มที่เรียกชื่อย่อกันว่า BRN, PULO หรือ GMIP, RKK ที่เกิดตามมาในยุคหลัง ซึ่งต้องถือว่าเป็นกลุ่มที่ติดอาวุธ ทั้งการติดอาวุธทางความคิดให้เกิดการต่อสู้ โดยการปลูกฝังว่าแผ่นดินนี้ต้องกลับมาเป็นของพวกเขา และการต่อสู้ โดยใช้อาวุธจริงหลายรูปแบบ โดยได้รับการฝึกฝนทั้งจากภายในและนอกประเทศ รวมทั้งการเผาสถานที่ การวางระเบิดสังหารทั้งส่วนบุคคลและคาร์บอมบ์ และการต่อสู้แบบเผชิญหน้า
เป็นเรื่องน่าเสียดายยิ่ง ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ได้ทรงพยายามทุกวิถีทาง
ในการที่จะทำให้ดินแดนส่วนนี้เกิดความสงบและสันติสุขในการอยู่ร่วมกันในรัฐเดียวกัน โดยพระองค์ได้ประทับในพื้นที่ ณ พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ เพื่อทรงงานในการดูแลประชาชนของพระองค์ ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นไม่ต่างกับจังหวัดอื่นๆ จนทำให้ปัญหาเบาบางจนเกือบจะไม่เป็นปัญหา
น่าเสียดายที่มีนายกรัฐมนตรีปากพล่อยบางคนเรียกกลุ่มคนในพื้นที่ว่าเป็น“โจรกระจอก” จนทำให้เกิดเหตุโศกนาฏกรรมที่มัสยิดกรือเซะและการสลายการชุมนุมที่ตากใบ จนมีผูเสียชีวิตไปมากกว่า ๑๒๐ ศพ ทำให้เหตุการณ์ความไม่สงบกลับมาเหมือนเดิม
รัฐบาลจะต้องใช้ความพยายามอย่างยิ่งและหลีกเลี่ยงต่อการที่จะใช้คำว่าผู้ก่อการร้าย โดยไม่สนใจและใส่ใจข้อเรียกร้องทางการเมือง ที่จะทำให้เกิดสภาวะ autonomy อันเป็นความเหมาะสมของท้องถิ่นนั้นๆ ในการดำรงชีวิตอยู่ของผู้คน ภายใต้หลักศาสนา ภาษาและวัฒนธรรม ที่เขาเหล่านั้นยึดถือมาอย่างยาวนาน ซึ่งรวมทั้งศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ด้วย
เหตุการณ์ไม่สงบใน ๓ จังหวัดชายแดนใต้เมื่อสัปดาห์ก่อนที่เกิดขึ้นมากกว่า ๕๐ จุด ซึ่งน่าสังเกตว่าไม่ได้เน้นเป้าหมายในการทำลายชีวิต คงเป็นสิ่งที่เขาเหล่านั้นต้องการยืนยันว่าเขาจะสู้ต่อไป หากภาครัฐยังไม่ให้ความสนใจในเรื่องที่เขาอยากจะให้เป็น
แน่นอนการกระทำที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเรื่องที่ควรได้รับการประนาม เพราะทำให้เกิดความเสียหายต่ออาคารสถานที่ทั้งของภาครัฐและเอกชน แต่กลับเป็นเรื่องแปลกที่นักการเมืองฝ่ายค้าน กลับยกมาพูดเพียง
ประเด็นเดียว คือเรื่องที่ชาวบ้านซึ่งไม่ใช่เยาวชนถูกยิง โดยอ้างว่าเป็นการยิงจากเฮลิคอปเตอร์ของทหาร เพื่อสร้างกระแสความเกลียดชังให้ประชาชนในท้องถิ่นมีต่อทหารให้มากยิ่งขึ้น
มาตรา ๑ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยบัญญัติไว้ชัดเจนว่า “ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้” เป็นสิ่งที่ประชาชนชาวไทยทุกคนต้องรับรู้การกระทำของบุคคลผู้ใดหรือคณะใด ที่ขัดต่อบทบัญญัตินี้ จึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นโดยเด็ดขาด แต่รัฐบาลก็ต้องมีความจริงใจในการบริหารบ้านเมืองด้วยความซื่อสัตย์สุจริต พัฒนาประเทศให้มีความเจริญในทุกพื้นที่ ให้ประชาชนทุกคนมีสิทธิและได้รับการดูแลจากรัฐอย่างเท่าเทียมโดยไม่เลือกเชื้อชาติหรือศาสนา
ปิยะ เนตรวิเชียร

