คอลัมน์ : Change with คิด&ทำ

บทวิเคราะห์: สภาพการณ์และเงื่อนไขการก่อกำเนิด ‘รัฐบุรุษ’ ในสังคมไทย
คำถามที่ว่า “สังคมไทยมีสภาพและเงื่อนไขที่จะก่อกำเนิดรัฐบุรุษได้หรือไม่?”
เป็นคำถามเชิงโครงสร้างที่ซับซ้อน
คำตอบคือ “มีโอกาสเกิดขึ้นได้ แต่ต้องเผชิญกับอุปสรรคเชิงโครงสร้างที่สูงมาก”
การจะเกิดรัฐบุรุษในไทย
ไม่อาจพึ่งพาเพียงความสามารถส่วนบุคคลของผู้นำคนใดคนหนึ่ง
แต่ต้องอาศัยสภาวะแวดล้อมทางการเมือง
วิกฤตการณ์ และ
วุฒิภาวะของสังคมเป็นเตาหลอมร่วมกัน
1. อุปสรรคเชิงโครงสร้างในสังคมไทยที่ขัดขวางการเกิดรัฐบุรุษ
ในปัจจุบัน สภาพแวดล้อมทางการเมืองและสังคมไทย
ยังมีปัจจัยที่เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการสร้างรัฐบุรุษ ดังนี้:
1) การแบ่งขั้วทางการเมืองอย่างลึกซึ้ง (Hyper-Polarization)
สังคมไทยติดอยู่ในความขัดแย้งข้ามทศวรรษ
ระหว่างแนวคิดอนุรักษนิยมกับแนวคิดก้าวหน้า/เสรีนิยม
การแบ่งฝ่ายที่รุนแรงทำให้ผู้นำที่พยายามทำสิ่งที่ถูกต้อง
มักถูกฝ่ายตรงข้ามตีตราว่าทำเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง
ทำให้การยอมรับในฐานะ “ศูนย์รวมของชาติ” เกิดขึ้นได้ยากยิ่ง
2) ความไม่มั่นคงทางสถาบันและการเมือง (Institutional Instability)
วงจรรัฐประหาร
การยกเลิกรัฐธรรมนูญบ่อยครั้ง
และการใช้นิติสงคราม (Judicialization)
ยุบพรรค/ตัดสิทธิ์ทางการเมือง
ทำให้ผู้นำทางการเมืองมักมองผลประโยชน์และการเอาตัวรอดระยะสั้น
(Short-term Survival)
มากกว่าการวางรากฐานประเทศระยะยาว 10–20 ปี
3) วัฒนธรรมระบบอุปถัมภ์และการเมืองกลุ่มทุน (Clientelism &
Oligarchy)
การเข้าสู่อำนาจทางการเมืองไทยยังต้องพึ่งพาเครือข่ายอุปถัมภ์ โควตาพรรค
และกลุ่มทุนขนาดใหญ่
ส่งผลให้ผู้นำติดอยู่ในเกรงใจและพันธนาการเชิงผลประโยชน์
ยากที่จะกล้าตัดสินใจในนโยบายปฏิรูปโครงสร้าง
ที่กระทบผลประโยชน์ของผู้มีอำนาจเดิม
4) การแข่งขันทางนโยบายแบบประชานิยมระยะสั้น (Short-term Populism)
สนามการเลือกตั้ง
บีบให้นักการเมืองแข่งขันกันด้วยนโยบายแจกจ่ายผลประโยชน์ระยะสั้น
เพื่อชนะการเลือกตั้งรอบหน้า มากกว่าการเสนอการปฏิรูปเชิงโครงสร้างที่อาจสร้างความไม่พอใจในระยะสั้นแต่เป็นประโยชน์ระยะยาว
2. ปัจจัยเอื้อและวิกฤตที่อาจจุดประกายให้เกิดรัฐบุรุษในไทย
แม้จะมีอุปสรรคสูง แต่ประวัติศาสตร์ชี้ว่า “วิกฤตสร้างฮีโร่” สังคมไทย
กำลังเข้าสู่สภาวะบีบคั้นหลายด้าน
ซึ่งอาจกลายเป็นเงื่อนไขเร่งให้เกิดผู้นำระดับรัฐบุรุษ:
วิกฤตเชิงโครงสร้างที่ซ้อนทับกัน (Polycrisis):
สังคมไทยกำลังเผชิญวิกฤต
สังคมสูงวัยสมบูรณ์แบบ (Aging Society)
ร่วมกับ กับดักรายได้ปานกลาง,
ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจสูง, และ
ความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง
วิกฤตที่สั่งสมเหล่านี้จะบีบบังคับให้ประเทศไปต่อไม่ได้ด้วยการเมืองแบบเดิม
และต้องการผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ปฏิรูปครั้งใหญ่
ความท้าทายทางภูมิรัฐศาสตร์โลก (Geopolitical Realignment):
สงครามการค้าและการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ (สหรัฐฯ vs จีน)
ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
บีบให้ประเทศไทยต้องมีผู้นำทางการทูตที่มีสติปัญญาอ่านเกมโลกออก
เพื่อรักษาดุลอำนาจและประโยชน์สูงสุดของชาติ
การตื่นรู้ทางการเมืองของประชาชนรุ่นใหม่:
ประชาชนและคนรุ่นใหม่เริ่มมองเห็นปัญหาเชิงโครงสร้างชัดเจนขึ้น
เกิดแรงกดดันจากล่างขึ้นบน (Bottom-up Pressure)
ที่เรียกร้องกติกาที่เป็นธรรมและยั่งยืน ไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
3. คุณลักษณะของ “รัฐบุรุษในบริบทไทย” ที่สังคมต้องการ
รัฐบุรุษที่จะเกิดขึ้นในบริบทไทย ไม่ใช่ “อัศวินขี่ม้าขาว” ที่มาพร้อมกับอำนาจเด็ดขาด แต่ต้องเป็นผู้นำที่มีคุณลักษณะเฉพาะตัวดังนี้:
1) ผู้สร้างสะพานเชื่อม (Bridge Builder):
สามารถประสานความเข้าใจระหว่างกลุ่มอนุรักษนิยม
(ที่เน้นความเสถียรภาพและสถาบันหลัก) กับ
กลุ่มก้าวหน้า/คนรุ่นใหม่ (ที่เน้นการปฏิรูปและเสรีภาพ)
โดยไม่มองฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นศัตรูที่ต้องทำลาย
2) มีความกล้าหาญทางจริยธรรม (Moral Courage):
กล้าตัดสินใจปฏิรูปเรื่องที่ยากลำบาก เช่น โครงสร้างภาษี ระบบราชการ
โครงสร้างพลังงาน หรือการลดความเหลื่อมล้ำ
แม้จะเสียคะแนนนิยมทางการเมือง
3) ยึดมั่นในนิติธรรมและกระบวนการประชาธิปไตย:
ไม่ใช้อำนาจนอกระบบหรือทางลัดในการแก้วิกฤต
แต่มุ่งสร้างความเข้มแข็งให้สถาบันทางการเมืองและรัฐธรรมนูญ
4) ปลอดจากผลประโยชน์ทับซ้อน:
มีประวัติความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์
มีบารมีทางจริยธรรม (Moral Authority)
ที่ทำให้คนทุกฝ่ายเกรงใจและยอมรับ
4. เงื่อนไขสำคัญที่จะเปิดทางให้สังคมไทยเกิดรัฐบุรุษได้จริง
หากสังคมไทยต้องการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเกิดรัฐบุรุษ
ต้องมีเงื่อนไขดังต่อไปนี้:
[ กติกาที่เป็นธรรม (Social Contract) ] +
[ วุฒิภาวะของประชาชน ] +
[ พื้นที่ทางการเมืองที่ปลอดภัย ]
[ เกิดสภาพแวดล้อมที่รองรับ “รัฐบุรุษ” ]
1) การร่างสัญญาประชาคมใหม่ (New Social Contract):
ต้องมีการตกลงกติกาการเมืองร่วมกันที่ทุกฝ่ายยอมรับ
(ผ่านกระบวนการทำรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยและเป็นธรรม)
เพื่อลดนิติสงครามและการแทรกแซงนอกระบบ
2) การก้าวข้ามการเมืองแบบแพ้คัดออก (Zero-sum Game):
สังคมต้องเปิดพื้นที่ให้กับการประนีประนอมเชิงยุทธศาสตร์
(Strategic Compromise)
ผู้นำที่กล้าถอยหนึ่งก้าวเพื่อประโยชน์ส่วนรวมต้องไม่ถูกมองว่า“ทรยศอุดมการณ์”
3) การยกระดับวุฒิภาวะทางการเมืองของประชาชน:
ประชาชนต้องก้าวข้ามการเลือกผู้นำจากประชานิยมระยะสั้น
หรือการเลือกตามความเกลียดชังแบ่งขั้ว
แต่เน้นการสนับสนุนผู้นำที่กล้าพูดความจริงเกี่ยวกับปัญหาของประเทศและเสนอโซลูชันระยะยาว
5. บทสรุป
สังคมไทย “มีสภาพและเงื่อนไข” ที่จะเกิดรัฐบุรุษได้แน่นอน
เพราะวิกฤตการณ์เชิงโครงสร้างของประเทศกำลังสุกงอม
จนถึงจุดที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงใหญ่
อย่างไรก็ตาม รัฐบุรุษในยุคสมัยใหม่ของไทย
จะไม่ใช่บุคคลที่เหาะลงมาจากฟ้า หรือ
เกิดจากอำนาจเบ็ดเสร็จ
แต่จะเกิดจากผู้นำที่เติบโตผ่านระบอบประชาธิปไตย
มีความเชี่ยวชาญ และมีความกล้าหาญที่จะเสนอทางรอดให้แก่ชาติ
โดยมี ประชาชนที่มีตื่นรู้และกติกาทางการเมืองที่เป็นธรรม
เป็นฐานรองรับและส่งเสริมให้ผู้นำคนนั้นก้าวขึ้นมาเป็นรัฐบุรุษได้อย่างแท้จริง
ชัยวัฒน์ สุรวิชัย

