รบ.แน่นปึ้ก-ไร้งูเห่า หนูพร้อมรบ รับมือชนศึกซักฟอก ถามอะไรก็ตอบได้หมด เท้งโหมโรงเวทีฝ่ายค้าน ถล่มยับไม่เห็นหัวปชช.
16 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.
เดือดแน่! ศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ“เท้ง-ณัฐพงษ์”เปิดเวทีฝ่ายค้านอุ่นเครื่องถล่มรัฐบาลไม่เห็นหัวประชาชน“สาทิตย์-ปชป.”ร่วมเหน็บซ้ำประชาธิปไตยผีดิบ พรรคใหญ่กินรวบสภาสูงองค์กรอิสระ ขณะที่นายกฯอนุทิน ยันรัฐบาลเสียงแน่นปึ้ก ไร้งูเห่า ฝ่ายค้านถามอะไรมาก็ตอบได้หมด ทั้งรัฐบาลมีผลงานเพียบ ต้องอยู่ครบ 4 ปีให้ได้ เผยพบ“ทักษิณ”พูดคุยเคารพนับถือกัน เป็นเรื่องปกติ
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 15 สิงหาคม ที่โรงแรมกรุงศรีริเวอร์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จัดกิจกรรม “เวทีผู้นำฝ่ายค้าน : แนวทางปฏิรูปสถาบันทางการเมือง ภายใต้รัฐธรรมนูญ และกลไกตรวจสอบถ่วงดุล” โดยมี นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร เปิดงาน ซึ่งมี นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชาติ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ อดีตหัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย ร่วมวงเสวนา เรื่องปัญหาของสถาบันทางการเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญและคดีโกง สว.
‘เท้ง’ซัดรัฐไม่เคยเห็นหัวปชช.
นายณัฐพงษ์ กล่าวว่าวันนี้เป็นเรื่องดีที่เราจะมาพูดเรื่องใหญ่และปัญหาของประเทศไทยว่าจริงๆแก่นและรากของปัญหายึดโยงกับประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาจากภายในและภายนอก หากเรามีความเข้มแข็งจากภายในเราพร้อมที่จะรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เราต้องการเข้าไปแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างเหล่านี้ แต่กติกาสูงสุดนั่นคือรัฐธรรมนูญยังไม่ได้เปิดช่องให้เราเข้าไปทำในส่วนนี้ได้ ทุกวันนี้อำนาจรัฐไม่เคยเห็นหัวประชาชน ไม่เคยมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง ตนมีคำถามว่าปัญหาทั้งหมดในประเทศไทยเป็นเพราะประเทศไทยขาดกฎหมาย หรือขาดกระบวนการในการบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพกันแน่ และตราบใดที่เรายังมีนักการเมืองมองเห็นปัญหาตรงกัน รู้ว่าประเทศไทยมีกำแพงใหญ่ๆ อะไรบ้าง สุดท้ายที่มาของการเข้าสู่อำนาจสังคม ยังคงตั้งคำถามว่า เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าคนที่อยู่ในอำนาจของฝ่ายบริหารพร้อมจะใช้อำนาจของตัวเองทุกอย่างเข้าไปแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง แต่หากเข้าสู่อำนาจแบบไม่ถูกต้อง ก็จะพยายามใช้อำนาจทุกอย่างเข้าไปต่อเติมกำแพงให้หนาขึ้นเพื่อคงสถานะให้อยู่ในตำแหน่งหรือไม่
ถ่วงดุลไร้ประสิทธิภาพ
นายณัฐพงษ์ กล่าวอีกว่านอกจากนี้ยังมีปัญหาภายนอกอื่นๆ เช่นเรื่องทุนเทายึดกุมประเทศไทยสแกมเมอร์ การสวมสิทธิพ่อทิพย์ แม่ทิพย์ แต่หากมองย้อนกลับมาแล้วนั้น เป็นเพราะไทยอ่อนแอจากภายในใช่หรือไม่ ทำให้เราไม่สามารถแก้ปัญหาเรื่องนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากประชาชนไม่สามารถไว้วางใจคนที่อยู่ในอำนาจฝ่ายบริหารได้ เราจะสามารถหวังพึ่งใครให้เขามาตรวจสอบถ่วงดุลได้คำตอบคงหนีไม่พ้นองค์กรอิสระแต่คำถามตามมาคือเราสามารถเชื่อมั่นในกระบวนการตรวจสอบขององค์กรอิสระได้หรือไม่ เช่น กรณีสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)ยกคำร้องการยื่นบัญชีทรัพย์สินเป็นเท็จของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่ฝ่ายค้านได้ยื่นคำร้องถึงประธานรัฐสภา เพื่อขอให้ศาลฎีกาตั้งคณะกรรมการอิสระตรวจสอบการทำหน้าที่ของ ป.ป.ช. แต่เป็นที่น่าเสียดายที่ประธานรัฐสภาก็เป็นกลุ่มเดียวกัน
ปลุกต้องแก้การเมืองให้ตรวจสอบได้
นายณัฐพงษ์ กล่าวอีกว่า กรณีที่วันที่ 26 สิงหาคมนี้ ศาลรัฐธรรมนูญจะเรียกพยานให้ความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญประเด็นบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้งประชาชนสามารถเชื่อมั่นกระบวนการได้อย่างไร เพราะตุลาการฯ ที่มาจากการเลือกสว.ก็ยังคงมีประเด็นการฮั้วสว.ซึ่งทำให้สังคมตั้งคำถามการทำหน้าที่ขององค์กรอิสระว่าที่มาขององค์กรอิสระนั้น ทำให้ประชาชนเชื่อมั่นว่าเป็นอิสระจริงหรือไม่ ซึ่งตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญให้มาจากสว.แต่ปัจจุบันสว.ก็ยังมีที่มาที่ไปยึดโยงกับประชาชน
“ผมไม่เชื่อว่าจะสามารถสร้างประเทศที่ดีได้ด้วยคนดีเพียงอย่างเดียวแต่ตราบใดที่กติการัฐธรรมนูญยังเปิดช่องให้คนโกงเข้ามาได้ โดยไม่มีกลไกถ่วงดุลตรวจสอบไม่ว่าจะมีคนดีกี่คนในอนาคตปัญหาต่างๆ ก็ยังคงอยู่ มีเพียงการเปลี่ยนคน เปลี่ยนพรรค เปลี่ยนหน้า หรือเปลี่ยนสีดังนั้นสุดท้ายจะต้องกลับมาแก้ไขระบบการเมืองให้มีกลไกการถ่วงดุลตรวจสอบได้”นายณัฐพงษ์
รุมบีบกกต.ส่งคดีฮั้วสว.ให้ศาลฎีกา
จากนั้นได้มีการจัดเสวนาเรื่อง“ปัญหาสถาบันทางการเมือง และคดีฮั้ว สว.”โดยพ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชาติ กล่าวถึงปัญหาการทุจริตและโครงสร้างอำนาจว่า คดีโกงสว.ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการ“กินรวบประเทศไทย” เนื่องจาก สว.ยังมีอำนาจในการให้ความเห็นชอบบุคคลที่จะเข้าไปดำรงตำแหน่งในองค์กรสำคัญหลายแห่งจึงจำเป็นต้องทำให้ระบบตรวจสอบถ่วงดุลกลับมายึดโยงกับประชาชน ขอเรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)ส่งเรื่องให้ศาลฎีกาเป็นผู้พิสูจน์ เพราะกกต.ไม่ใช่ศาลและไม่ควรใช้อำนาจดุลพินิจจนตัดตอนกระบวนการตรวจสอบ โดยเฉพาะสำนวนของอนุกรรมการชุดที่ 26 ซึ่งเป็นสำนวนจากการสืบสวนและไต่สวน ไม่ใช่เพียงความเห็นของเลขาธิการ กกต.
พ.ต.อ.ทวีระบุว่าหากดูเพียงใบลงคะแนนในรอบเช้าและรอบบ่าย รวมถึงรูปแบบคะแนน ก็มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าอาจมีการใช้สิทธิไม่สุจริต และหากเอาแค่นี้มาดูก็สามารถตัดไปได้ 140 คนแล้ว อย่างไรก็ตาม ย้ำว่าไม่ได้หมายความว่า สว. ทั้ง 140 คนมีความผิด แต่ควรส่งหลักฐานให้ศาลเป็นผู้พิสูจน์ว่าใครผิด หรือถูก พร้อมระบุว่า หาก กกต. ส่งเรื่องเพียงบางส่วน ผู้สมัครที่ได้รับความเสียหายยังสามารถใช้สิทธิร้องต่อศาลฎีกาได้ตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนด
หวั่นสาวไม่ถึงตัวการใหญ่
ด้านคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ อดีตหัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย กล่าวว่า ปัญหาสำคัญอยู่ที่โครงสร้างของรัฐธรรมนูญและที่มาของ สว. ซึ่งไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน ขณะที่ สว. มีส่วนในการให้ความเห็นชอบบุคคลที่จะเข้าไปอยู่ในองค์กรอิสระและองค์กรสำคัญของกระบวนการยุติธรรม จึงตั้งคำถามว่าหากบุคคลที่มาจากระบบเดียวกันต้องเข้ามาตรวจสอบกันเอง จะสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนได้อย่างไร นอกจากนี้ ข้อสังเกตต่อแนวทางตรวจสอบคดีฮั้วสว.หากมีการตั้งธงตรวจสอบเป็นรายจังหวัด อาจทำให้การสาวเส้นทางการเงินไปได้เพียงคนตัวเล็กตัวน้อย และไม่สามารถไปถึงผู้มีอำนาจ หรือผู้ที่อยู่เบื้องหลัง พร้อมเรียกร้องให้แก้ไขทั้งที่มาของ สว.อำนาจขององค์กรอิสระ และเปิดทางให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบมากขึ้น
เตือนกกต.ระวังติดคุกตอนแก่
คุณหญิงสุดารัตน์ได้เรียกร้องให้ประชาชนช่วยกันส่งเสียงกดดันกกต.ให้ปฏิบัติหน้าที่อย่างถูกต้อง สุจริตและเที่ยงธรรมพร้อมเตือน กรรมการกกต.และองค์กรอิสระให้พิสูจน์ความเป็นอิสระจากอำนาจทางการเมือง“ไม่อยากให้กกต.ติดคุกตอนแก่”พร้อมย้ำว่ากกต.ต้องพิจารณาให้รอบคอบเพราะหากปฏิบัติหน้าที่ไม่ถูกต้อง อาจต้องรับผิดตามกฎหมายในอนาคต โดยย้ำว่า ส่วนตัวไม่เชื่อว่า กกต.ซึ่งได้รับการรับรองจากสว. ชุดปัจจุบัน จะกล้าลงมติลงโทษสว.ที่มีส่วนในการให้ความเห็นชอบกกต.ชุดดังกล่าว
กินรวบสภาสูง-องค์กรอิสระ
ขณะที่นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่าในอดีตอาจเป็นการรัฐประหาร หรืออำนาจนิยม ทำให้กระบวนการประชาธิปไตยสะดุด แต่หลังรัฐธรรมนูญ 2540 เกิดพัฒนาการใหม่ที่มีพรรคการเมืองที่มีอำนาจนิยมพยายามแทรกแซงอำนาจการตรวจสอบถ่วงดุล ผ่านการแต่งตั้งกรรมการองค์กรอิสระหรือแทรกแซงองค์กรสื่อมวลชน แต่ยุคหลังมามีความเนียนกว่านั้น หลังการเลือกตั้งรัฐธรรมนูญ 2560 รอบล่าสุด ได้พรรคการเมืองที่มีความเป็นอำนาจนิยมยิ่งกว่าในอดีต ที่มีกลไกเทคนิคยึดครององค์กรอิสระนอกจากแทรกแซงกระบวนการแต่งตั้งแล้ว ยังมีพรรคการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องในกระบวนการฮั้วหรือโกง สว. ซึ่งแสดงให้เห็นชัดเจนว่า แนวโน้มในอดีตพรรคการเมืองอำนาจนิยมเข้าไปยึดกุมการตรวจสอบถ่วงดุล มีความชัดเจนผ่านการแต่งตั้งองค์กรอิสระและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เพราะเมื่อเข้าไปยึดกุมกระบวนการเลือก สว. ได้ ยังยึดครองอำนาจนิติบัญญัติได้ทั้งหมดผ่านโพย ถือเป็นวิกฤตประชาธิปไตยที่ชัดเจนที่สุด
ซัดเมืองไทยเข้าสู่ยุค‘ปชต.ผีดิบ’
นายสาทิตย์ กล่าวอีกว่า สภาพที่มีกระบวนการเลือกตั้งที่มีประชาธิปไตยเงินสดเข้าไปยึดกุมเจตจำนงเสรีประชาชนในการเลือกตั้งเมื่อกระบวนการเลือกตั้งจบก็ทำให้ สส. ไม่มีเจตจำนง ไม่ได้คิดถึงประชาชน กลายเป็น Zombie Democracy หรือประชาธิปไตยผีดิบ ที่มีแต่ร่างกาย ไม่มีจิตใจประชาธิปไตยในการตรวจสอบและถ่วงดุล ซึ่งประเทศไทยกำลังก้าวไปถึงจุดนั้นอย่างชัดเจน แม้จะมีสูตรสีต่างๆ แต่ยืนยันว่าพรรคประชาธิปัตย์ยังพร้อมทำหน้าที่ฝ่ายค้าน ย้ำว่า คดีการฮั้ว สว. เป็นเรื่องใหญ่ เพราะกระบวนการตรวจสอบถ่วงดุลเริ่มต้นที่ สว. แต่จากการเปิดหลักฐานพยานการฮั้ว สว. ที่ผ่านมา สะท้อนว่าเป็นการจัดการที่ขาดความสุจริตอย่างแท้จริง ทั้งนี้ขอเรียกร้องให้ กกต. ส่งคดีฮั้ว สว. ไปยังศาลฎีกา เพื่อให้มีการพิสูจน์ข้อเท็จจริงอย่างชัดเจน
‘หนู’รับคุยแม้วนับถือกัน
เมื่อเวลา 14.00 น.ที่สถานีรถไฟกรุงเทพ (หัวลำโพง) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีไปร่วมงานศพ นายเกรียง กัลป์ตินันท์ อดีตรมช.มหาดไทย อดีตแกนนำพรรคเพื่อไทยแล้วได้พบกับ นายทักษิณชินวัตร น.ส.แพทองธาร ชินวัตร และนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ บรรยากาศเป็นอย่างไรบ้างว่า เราไปเจอกันในงานศพของคนที่เราเคารพนับถือ ไม่ใช่ไปเจอกันในบรรยากาศที่ชื่นมื่นสนุกสนาน พูดคุยพบปะกันแสดงความเคารพนับถือกัน เป็นเรื่องปกติ
เมื่อถามว่าจะมีโอกาสนัดพบกับนายทักษิณในโอกาสอื่นหรือไม่นายอนุทิน กล่าวว่า ตนว่าตั้งแต่รู้จักนายทักษิณ นายสมชาย รวมถึงน.ส.แพทองธาร ก็เจอกันมาตลอด อย่าไปคิดว่าเป็นเรื่องที่พูดคุยกันไม่ได้ ยิ่งมาเป็นรัฐบาลเดียวกันทำไมจะพบไม่ได้ หากจะพบ
ยันสัมพันธ์พรรคร่วมเหนียวแน่น
เมื่อถามว่าคำว่าไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร ทางการเมืองยังทำได้อยู่หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่าไม่ว่าจะเป็นมิตรแท้หรือศัตรูถาวร ถ้ามีเป้าหมายตรงกันคือประชาชนประเทศชาติได้ประโยชน์ ประเทศเข้มแข็ง ทำแล้วเกิดความเจริญให้กับประเทศ เอาเรื่องส่วนตัวไว้ข้างหลัง เอาเรื่องประเทศชาติประชาชนมาเป็นเป้าหมายให้เราต้องทำให้สำเร็จก่อน
เมื่อถามว่าความสัมพันธ์ของพรรคร่วมรัฐบาลที่เหนียวแน่นไม่จำเป็นต้องดึงพรรคอื่นเข้ามาร่วมรัฐบาลอีกใช่หรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า“มันเคยมีเรื่องนี้หรือเปล่า”
ต้องอยู่ครบ4ปีให้ได้-ทำเพื่อปท.-ปชช.
เมื่อถามย้ำว่าก่อนหน้านี้มีการมองกันว่าบางพรรคอยากเข้ามาร่วมรัฐบาลและรอให้มีการสลับขั้วนายอนุทิน กล่าวว่า“ทุกพรรคอยากเป็นรัฐบาล ไม่มีพรรคไหนอยากเป็นฝ่ายค้าน เพราะสามารถขับเคลื่อนการทำงานไปถึงประชาชนได้อย่างเต็มที่แต่เมื่อมีการเลือกตั้งมีการตั้งรัฐบาลเข้ามาแล้ว ทุกฝ่ายก็ต้องทำหน้าที่ของตัวเองให้เต็มที่ ฝ่ายค้านก็ต้องตรวจสอบรัฐบาลอย่างเต็มที่ รัฐบาลก็ต้องทำงานอย่างเต็มที่ก็ว่ากันไปแบบนี้
เมื่อถามอีกว่ามั่นใจหรือไม่ว่าจะอยู่ครบ 4 ปี นายอนุทิน หัวเราะก่อนตอบว่า“ก็ต้องอยู่ให้ได้ ถ้าอยู่ได้ ก็ต้องอยู่เพื่อทำประโยชน์ให้กับประเทศและระชาชน”
เร่งพัฒนาประเทศยกระดับเศรษฐกิจ
เมื่อถามอีกว่าทางการเมืองไม่กังวลอะไรใช่หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า สงสารบ้างตนเสียงแหบอยู่ ก่อนกล่าวอีกว่า ก็ต้องกังวลว่าเป้าหมายที่ทำอยู่ จะฮิตจะโดนหรือไม่ นโยบายที่รัฐบาลทำไปอย่าง 60-40 ไทยช่วยไทยพลัส ได้รับความชื่นชมจากประชาชนตัวเลขทางเศรษฐกิจก็ปรับขึ้นมา ความน่าเชื่อถือของประเทศไทย เรทติ้งต่างๆ ก็ถูกปรับขึ้นมา เงินลงทุนจากต่างประเทศก็เข้ามาจำนวนมาก ส่งออกก็มากขึ้นเกือบ 20% ความกังวลเหล่านี้ก็คือทำไมตัวเลขการส่งออกไม่ดีขึ้นกว่านี้ จีดีพีโต 2% ทำอย่างไรให้โตขึ้นเป็น 3% 4% อันนี้ต่างหากคือข้อกังวลของรัฐบาล
เมื่อถามว่าได้ยินเสียงที่ประชาชนขอให้ต่อไทยช่วยไทยพลัสเฟสต่อๆ ไปหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่าได้ยินทุกอย่าง แต่เราต้องดูเรื่องของวิธีการและงบประมาณและสิ่งที่เราต้องทำให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพราะตรงนี้ไม่ใช่รัฐสวัสดิการ ประชานิยม แต่เป็นการทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศยกระดับเศรษฐกิจ
‘หนู’ย้ำเคารพสิทธิ์‘เท้ง’ยื่นซักฟอก
นายอนุทิน ยังให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรระบุว่าจะมีการยื่นเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจในสมัยประชุมสภาหน้าแน่นอน กังวลหรือไม่โดยนายอนุทินย้อนถามผู้สื่อข่าวว่า มันเป็นข่าวใหม่หรอเราก็ทราบอยู่แล้วว่าในสมัยประชุมสภา ฝ่ายค้านมีสิทธิ์ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจต่อสภาได้ปีละ 1 ครั้งตามมาตรา 152ซึ่งเป็นการอภิปรายแบบลงมติและมาตรา 151 แบบไม่ลงมติ ดังนั้นเราต้องเคารพในสิทธิ และหน้าที่ที่ผู้นำฝ่ายค้านต้องทำเพราะถ้าไม่ทำจะเอาผลงานที่ไหน
ยันเสียงรัฐบาลปึ้ก-เป็นหนึ่งเดียว
เมื่อถามว่าในส่วนของพรรคร่วมรัฐบาลจะต้องมีการพูดคุยกันหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่าตอนนี้ไม่มีพรรคร่วมรัฐบาล มีแต่รัฐบาลของประชาชนชาวไทย และเราพูดคุยกันแทบจะทุกวันอยู่แล้วเดี๋ยวนี้เราก็ทำงานเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันอยู่แล้วและทุกคนก็ทราบว่าในการเปิดสมัยประชุมสภาวันที่25 ส.ค.นี้ เรามีร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 และมีเรื่อง พ.ร.ก.เงินกู้ ที่จะต้องเข้าสภา นอกจากวาระการประชุมประจำแล้ว ถือเป็นหน้าที่ของ สส.ฝ่ายตรวจสอบ ที่จะดำเนินการอะไรก็ได้
เมื่อถามว่าจะมีงูเห่าจากพรรคฝ่ายค้านมาโหวตให้หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า“ผมไม่ได้คิดตรงนั้น เสียงของรัฐบาลมีความเข้มแข็ง เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน”
มั่นใจถามอะไรมาตอบได้หมด
เมื่อถามว่า มีการเก็งข้อสอบว่าอย่างไรบ้าง นายอนุทิน กล่าวว่า เราทำงานทุกวัน รัฐบาลทำงานทุกวัน รัฐมนตรีทำงานทุกวัน เพราะฉะนั้นใครถามอะไรมา ก็ไม่ต้องเตรียมหรือเกร็ง เพราะคนที่ทำงานในหน้าที่ที่รับผิดชอบใดๆ ก็ตาม เมื่อถูกซักถาม เขาก็ต้องตอบได้ตลอดเวลา ไม่ต้องรอซักฟอก เหมือนที่ตนกำลังตอบผู้สื่อข่าวอยู่ตอนนี้ ถามอะไรมาก็ตอบได้หมด
เมื่อถามว่านายกฯมั่นใจใช่หรือไม่ว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ รัฐบาลจะผ่านฉลุยอย่างแน่นอน นายอนุทิน กล่าวว่า เราต้องมั่นใจว่าทำสิ่งที่ถูกต้องตามกฎหมาย เป็นประโยชน์กับประเทศและประชาชน
ชี้คดีฮั้วสว.ไม่เกี่ยวรบ.-ทุกพรรค
เมื่อถามว่านายณัฐพงษ์ระบุว่าจะมีเรื่องคดีฮั้ว สว.ด้วย มองว่าเรื่องนี้เกี่ยวกับรัฐบาลหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า“ไม่เกี่ยวครับ รัฐบาลหรือพรรคการเมืองทุกพรรค ไม่น่าจะมีส่วนร่วมใดๆ ทั้งสิ้น ในการได้มาของ สว. มันเป็นบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว”เมื่อถามว่าฝ่ายค้านมีการปล่อยข้อมูลในโลกโซเชียล มองเรื่องนี้อย่างไร นายอนุทินกล่าวว่า ก็อย่างนี้ไงโลกโซเชียลถึงต้องมีงานของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมว่าอย่าไปเชื่ออะไรในโซเชียลให้มาก ต้องคอยกลั่นกรอง พินิจ พิเคราะห์ พิจารณา
‘ไชยชนก‘พร้อมรับศึกซักฟอก
ด้านนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี)ให้สัมภาษณ์ กรณีฝ่ายค้านจะมีการยื่นเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจในสมัยประชุมสภาหน้าแน่นอน กังวลหรือไม่ว่าโครงการ TH-AI Passport จะถูกอภิปรายด้วยหรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า ต้องโดนแน่ๆ อยู่แล้ว แต่ตนไม่กลัว ไม่กังวล เพราะเรายืนยันในกฎหมายและข้อบังคับ ซึ่งตนได้มีการตรวจสอบทั้งภายใน และให้ความร่วมมือกับฝ่ายค้านในการให้ข้อมูล รวมถึงไปปรับปรุงสัญญา เพื่อให้ภาครัฐและภาคประชาชนได้ประโยชน์มากกว่าเดิม ดังนั้น ตนไม่มีอะไรต้องกังวล
เมื่อถามต่อว่า มั่นใจใช่หรือไม่ว่าจะชี้แจงต่อสภาได้ นายไชยชนกกล่าวว่า ตนสามารถชี้แจงได้อย่างถูกต้องตามกระบวนการกฎหมายทุกอย่างแน่ๆ แต่มั่นใจว่า ต่อให้ชี้แจงอย่างไร ก็คงไม่ถูกใจฝ่ายค้าน
เมื่อถามอีกว่ามั่นใจว่าเสียงโหวตในสภาจะไปในทิศทางเดียวกันใช่หรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า มั่นใจว่าสิ่งที่เราทำเป็นเรื่องที่ดี และเป็นสิ่งที่ควรทำเพื่อประชาชน เพราะเป็นการลดความเหลื่อมล้ำ อย่างที่เราไปในเวทีงานประชุมปัญญาประดิษฐ์ระดับโลกที่ประเทศจีน บูธที่เราไปจะแสดงก็เป็นบูธเดียว ที่รัฐมนตรีหลายประเทศให้ความสนใจและชื่นชม เพราะเป็นสิ่งที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำ
เมื่อถามย้ำว่า ในฐานะเลขาธิการพรรค ต้องมีการพูดคุยกับ สส.ในพรรคก่อนหรือไม่ เพื่อให้โหวตไปในทิศทางเดียวกัน นายไชยชนก กล่าวว่า คงไม่ต้อง มีการคุยในเรื่องนี้เมื่อถามด้วยว่า มีความกังวลในเรื่องอื่นเช่นคดีฮั้วสว.หรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า ไม่กังวล เรายืนยันเหมือนเดิม ว่าเป็นการหยิบยกเรื่องเก่าที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบกันอยู่แล้ว
ธนกรมั่นใจรบ.ชี้แจงได้ทุกคำถาม
ขณะที่ นายธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ระบุว่าจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลในสมัยประชุมหน้านี้แน่นอนว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ยึดมั่นในการทำหน้าที่เพื่อประเทศและประชาชนเป็นหลักดังนั้น รัฐบาลคงไม่จำเป็นต้องไปนั่งเก็งข้อสอบอะไรเพราะมั่นใจว่าสามารถชี้แจงและตอบคำถามได้ทุกข้อ
“ฝ่ายค้านเองควรต้องพิจารณาด้วยว่าประเด็นที่จะหยิบยกขึ้นมาอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้นเกี่ยวข้องกับรัฐบาลจริงหรือไม่ มีความเกี่ยวข้องกับรัฐบาลอย่างไรเพราะการอภิปรายหลายๆ ครั้งที่ผ่านมา ส่วนใหญ่มักจะเป็นการกล่าวหารัฐบาลโดยที่ฝ่ายค้านเองก็ยังไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนด้วยซ้ำว่าเกี่ยวข้องกับรัฐบาลอย่างไร”นายธนกรย้ำ
อย่าเน้นวาทกรรมมากกว่าข้อเท็จจริง
ส่วนกรณีที่นายณัฐพงษ์ระบุว่าตราบใดที่ยังมีรัฐบาลที่บริหารประเทศใต้ระบอบสีน้ำเงินประเทศไทยไม่มีอนาคตแน่นอนนั้น นายธนกร กล่าวว่ายิ่งนานวันนายณัฐพงษ์ดูเหมือนจะชื่นชอบคำว่าระบอบมากขึ้นทุกที ทั้งๆที่ประเทศไทยมีระบอบอยู่เพียงระบอบเดียว คือ การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเท่านั้น และที่อ้างว่าบิลทุกใบที่รัฐบาลบริหารประเทศผิดพลาด เก็บไว้หมดทุกอย่าง จะนำมาเปิดในเวทีการอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้น เมื่อถึงเวลาจริงๆ ก็หยิบโชว์ด้วย ไม่ใช่อ้างว่าไม่พร้อม หรือหลักฐานหาย ทั้งนี้ อยากให้ฝ่ายค้านทำหน้าที่ให้สมศักดิ์ศรีในสภาฯ อย่าเน้นแต่วาทกรรมมากกว่าข้อเท็จจริง เพราะประชาชนไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย นอกจากจะถูกมองว่าใช้การอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นเพียงพิธีกรรมเท่านั้น
เย้ยข้อมูลไม่พอไม่ต้องยื่นซักฟอก
“การอภิปรายหลายครั้งที่ผ่านมา ข้อกล่าวหาบางประเด็นไม่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลโดยตรงแต่พยายามจะโยงให้เกี่ยวให้ได้ บางเรื่องเน้นสร้างกระแสมากกว่าเนื้อหาข้อเท็จจริงเอาข้อมูลในโซเชียลต่างๆ ที่จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง มายำรวมกัน จนสุดท้ายกลายเป็นแค่อาหารปรุงจืด ซึ่งถ้าหากข้อมูลไม่เพียงพอ และไม่เกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชนจริงๆ สู้ไม่ยื่นอภิปรายเสียยังดีกว่า รัฐบาลจะใช้กลไกสภาฯหักล้างข้อกล่าวหาเท็จ และชี้แจงความจริงเพื่อให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบ” นายธนกร กล่าว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

