คอลัมน์ : คิด เขียน คุย

กทม.น้ำยังไม่ทันลดตอก็ผุด
คำว่า“น้ำลดตอผุด” เป็นสำนวน ที่บางครั้งจัดอยู่ในกลุ่มคำพังเพยหรือสุภาษิตที่มีความหมายเปรียบเทียบว่า เมื่อคนหมดอำนาจหรือสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป ความชั่ว ความลับ หรือสิ่งที่เคยถูกซ่อนเร้นและปิดบังไว้จะปรากฏให้เห็นชัดเจน
แต่สำหรับสถานการณ์น้ำท่วมในช่วงนี้ สำนวน“น้ำลดตอผุด”คำนี้อาจจะนำมาประยุกต์เปรียบเทียบให้เข้ากับสถานการณ์ได้อีกหลายเวอร์ชัน โดยไม่ต้องรอให้ใครหมดอำนาจ
ที่ต้องกล่าวถึงเป็นพิเศษ ก็คือ“ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ซึ่งน้ำท่วมใหญ่ในพื้นที่ กทม.ครั้งนี้ ได้เห็นเป็นประจักษ์แล้วว่า ในฐานะผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครนั้น บุคคลผู้นี้ไร้ประสิทธิภาพในการบริหารจัดการแก้ไขปัญหา
โดยเฉพาะนโยบายการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมใน 216 ข้อที่โฆษณาหาเสียงไว้ ไม่ต้องรอให้น้ำลดตอก็ผุดให้เห็นกันทั้งพระนครแล้วว่าทำไม่ได้ ซึ่งจากตัวเลขของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ที่ได้มีการแถลงอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 30 กันยายนวานนี้ พบว่าในพื้นที่ กทม.มีประชาชนได้รับผลกระทบ 329,000 ครัวเรือน และมีผู้เสียชีวิต 4 ราย
ผู้ที่ได้รับผลกระทบนั้น ถ้าใช้ตัวเลขโดยเฉลี่ย 4 คนต่อหนึ่งครัวเรือน ก็เท่ากับว่าคน กทม.เดือดร้อนกันมากกว่า 1.3 ล้านคน เกือบจะเท่ากับจำนวนเสียงของคน กทม. 1.5 ล้านเสียง ที่เลือก“ชัชชาติ สิทธิพันธุ์”เข้าไปเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นสมัยที่ 2 จากการเลือกตั้งเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา และการได้รับเลือกเป็นสมัยที่ 2 นี้ ก็ยังทุบสถิติสมัยแรกในปี 2565 ที่คน กทม. 1.3 ล้านเสียงเทคะแนนให้“ชัชชาติ” แบบชนะคู่แข่งอย่างถล่มทลาย
คนกรุงเทพมหานคร 1.5 ล้านเสียง หรือตัวเลขกลมๆ 1,537,784 คน ที่เลือก“ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” เข้าไปเป็นผู้ว่าฯ กทม.สมัยที่ 2 ในครั้งนี้ คิดเป็น 67.94 เปอร์เซ็นต์ ของผู้ออกมาใช้สิทธิ 2.3 ล้านคน หรือ 2,338,098 คน จากจำนวนผู้มีสิทธิทั้งหมด 4,428,644 คน
แต่อะไรก็ไม่สำคัญเท่ากับ คนกรุงเทพฯที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ 1.3 ล้านคน หรือจำนวน 329,000 ครัวเรือนนั้น ในจำนวนนี้ไม่ได้เลือก“ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” เข้าไปเป็นผู้ว่าฯ กทม.กันหมดทุกคน
ตามไปดู“ชัชชาติ สิทธิพันธุ์”ต่อหลังจากตอผุดตั้งแต่น้ำยังไม่ลด วิธีการแก้ปัญหาก็ไม่มีอะไร แค่ประกาศให้ กทม.เป็น“พื้นที่ประสบสาธารณภัย” หรือ“พื้นที่ภัยพิบัติ”ทั้ง 50 เขต เพื่อให้หน่วยงานภาครัฐ หรือพูดง่ายๆ ก็คือให้รัฐบาลส่วนกลางที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี เข้ามาเป็นตัวหลักในการคลี่คลายสถานการณ์ ทั้งการจัดสรรคงบประมาณเพื่อเยียวยาช่วยเหลือผู้ประสบภัย ตลอดจนอำนวยการบริหารจัดการในด้านต่างๆ โดยหน่วยงานของภาครัฐทุกกระทรวงทบวงกรมเข้ามามีส่วนร่วมในเชิงบูรณาการ
งานแรกที่เห็นก็คือ ที่แฟลตการเคหะคลองจั่น เขตบางกะปิ เมื่อวันที่ 28 กันยายนที่ผ่านมาหลังจาก“ชัชชาติ สิทธิพันธุ์”ประกาศพื้นที่ กทม.50 เขตเป็น“พื้นที่ภัยพิบัติ”อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 27 กันยายนก่อนหน้าหนึ่งวัน ขณะที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นั่งเรือเข้าไปแจกสิ่งของช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัย ก็ถูกตะโกนต่อว่าอย่างรุนแรงด้วยถ้อยคำหยาบคาย
เรียกว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล รับไปเต็มๆ ขณะที่“ชัชชาติ สิทธิพันธุ์”ลอยตัวไป แสดงบท“อีแอบ”อยู่ข้างหลัง ซึ่งนายอนุทินพูดถึงเรื่องนี้ว่า “ใครดุด่าว่ากล่าวก็น้อมรับ ใครกล่าวคำแรงๆ มาก็ถือว่าเขาได้ระบาย นึกสภาพว่าเป็นเรา เราอาจจะแรงกว่าเขาก็ได้ แต่เราก็ปล่อยให้เขาได้ระบายอย่างเต็มที่ ไม่เป็นไร เราเป็นรัฐบาล เลือกที่รักมักที่ชังไม่ได้อยู่แล้ว”
และเมื่อวันที่ 30 กันยายนวานนี้ ในการประชุม“กองบัญชาการป้องกัน และบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ” ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เพื่อเพื่อติดตามสถานการณ์และการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ครั้งแรก โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นประธานการประชุมร่วมกับ“ระดับบิ๊ก”ของหน่วยงานภาคภาครัฐ อาทิ พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก พล.อ.อ.เสกสรร คันธา ผู้บัญชาการทหารอากาศ และ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รวมทั้ง“ชัชชาติ สิทธิพันธุ์”รวมอยู่ด้วย และมีผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศร่วมประชุมผ่าน“วิดีโอคอนเฟอเรนซ์”ด้วยนั้น นายอนุทิน ยังได้กล่าวต่อที่ประชุมว่า
“ตามที่ผมได้มีโอกาสลงพื้นที่หลายพื้นที่ได้เห็นสภาพความเดือดร้อน จึงได้ประสานความร่วมมือกับทุกหน่วยงาน เราต้องยอมรับว่าเสียงวิพากษ์วิจารณ์ เสียงตำหนิและเสียงว่ากล่าวจากประชาชน เราต้องมองว่าในสภาวะขนาดนี้ เราต้องยอมรับและให้กำลังใจพวกเขา และนำสิ่งที่เป็นความต้องการของพวกเขาที่สะท้อนออกมานำไปหาวิธีการในการตอบสนองความต้องการของพวกเขาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ผมได้ไปเผชิญมากับทุกสถานการณ์ ต้องกราบเรียนว่าพวกเราทุกคนต้องมีความใจกว้างอดทนและอย่าไปถือสาคำพูดต่างๆ แต่ตรงกันข้ามขอให้นำสิ่งเหล่านั้นกลับมาหาวิธีและหาหนทางในการแก้ไขปัญหาให้กับพวกเขา”
การประชุมครั้งนี้ นอกจาก“ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ไม่เพียงแต่เป็นแค่“ไม้ประดับ”เท่านั้น แต่จากการให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าว เรื่องเงินเยียวยาผู้ประสบภัยจำนวน 9 พันบาทต่อครัวเรือน ที่ต้องใช้งบประมาณของรัฐบาลกลาง และเป็นจำนวนน้อยนิดมากเมื่อเทียบกับความเดือดร้อนอย่างแสนสาหัสจากน้ำท่วมใหญ่ครั้วนี้ โดยผู้สื่อข่าวถาม“ชัชชาติ”ว่าหลังน้ำลดจะใช้ระยะเวลาแค่ไหนเงินจึงจะถึงมือประชาชน, “ชัชชาติ”ตอบทันทีว่าต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร คือฟังคำตอบแล้วช้าแน่นอน ด้วยข้ออ้างของ“ชัชชาติ”ว่า เพราะเป็นเงินงบประมาณของรัฐบาล มีขั้นตอนในการตรวจสอบที่จะต้องให้เกิดความรอบคอบ
เห็นอย่างนี้แล้ว เชื่อว่าถ้า“ชัชชาติ สิทธิพันธุ์”ลงสมัครผู้ว่าฯ กทม.อีกครั้ง ก็คงได้คะแนนท่วมท้นอีกเช่นเคย เพราะคน กทม.ที่เลือก“ชัชชาติ”ไม่ได้ใช้ผลงานเป็นเกณฑ์วัด แต่ดูความขยันของการ“ไลฟ์สด”
โชคดีที่เมื่อครบวาระปี 2573 “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” หมดสิทธิลงสมัครผู้ว่าฯ กทม.เป็นสมัยที่สาม เพราะเป็นติดต่อกันมาแล้วสองสมัย !
รุ่งเรือง ปรีชากุล
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

